สุขทุกข์อยู่ที่ใจ

ใจของทุกคนมักตอบสนองสิ่งที่มากระทบในเชิงลบหรือบวกโดยมีการปรุงแต่งว่าดีหรือไม่ดีซึ่งมีตัวเราเป็นแกนกลาง ถ้าตอบสนองในเชิงบวกก็จะรู้สึกว่าเป็นสุข หรือถ้าตอบสนองในเชิงลบ ก็จะรู้สึกเป็นทุกข์

ที่จริงแล้วคำว่าสุข และทุกข์ มาจาก สุ หรือ ทุ + ข ศัพท์ สุ แปลว่า ดี ส่วน ทุ แปลว่า ไม่ดี ศัพท์ว่า ข แปลว่า เสวย, รู้สึก ดังนั้น สุข จึงแปลว่าสิ่งที่เรารู้สึกว่าดี ส่วนทุกข์ แปลว่า สิ่งที่เรารู้สึกไม่ดี นั่นคือ เราตอบสนองโดยมีตัวเองเป็นแกนกลางว่าดีหรือไม่ดี ก็เป็นสุขและทุกข์ตามความรู้สึกของเราเอง

แต่ถ้าเรารักษาใจให้สงบ ไม่รู้สึกยินดีหรือยินร้ายต่อสิ่งที่มากระทบใจ เมื่อนั้น จะไม่เกิดเวทนาเพราะผัสสะ คือ เมื่อเกิดสุขเวทนา ก็มีความโลภประกอบร่วม เมื่อเกิดทุกขเวทนา ก็มีความโกรธประกอบร่วม หรือเมื่อมีอุเบกขาเวทนา ก็มีความโลภติดตามมา เพราะทุกคนอยากได้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป ดังนั้น จึงเกิดตัณหาติดตามมาทันที

และเมื่อมีตัณหา ก็มีอุปาทาน มีภพคือการทำกรรมที่ดีหรือไม่ดีเพื่อให้ครอบครองสิ่งที่ตนต้องการ หรือเพื่อรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่ ตลอดไป ส่งผลให้เกิดชาติ ชรา และมรณะเป็นต้นต่อไป

ดังนั้น จงหยุดใจอยู่ที่ผัสสะ สักแต่รู้สิ่งที่กระทบด้วยสติ ไม่ปรุงแต่งว่าดีหรือไม่ดี และไม่ตอบสนองในเชิงลบหรือบวก ก็จะทำให้ เราไม่ถูกโลกธรรมคือสุขทุกข์กระทบจนโอนไปเอนมา เกิดความรู้สึกผิดหวังเสียใจ ไม่สบายใจ เครียด โกรธ เกลียด ปองร้าย ฯลฯ

จากหนังสือประกายส่องใจ ๒
เรียบเรียงโดย พระคันธสาราภิวงศ์

Posted on March 7, 2014, in ปกิณกะธรรม, ประกายส่องใจ. Bookmark the permalink. Comments Off on สุขทุกข์อยู่ที่ใจ.

Comments are closed.

%d bloggers like this: