สมาธิ สติ และความเพียร (๒)

ในการเจริญกรรมฐานครูบาอาจารย์จะสอนให้มีสติระลึกรู้อารมณ์ (กรรมฐาน) อยู่ ๒ อย่าง อย่างแรกอาจเป็นลมหายใจเข้าออกหรืออาการพองยุบของท้อง อย่างที่สองคือหากมีสิ่งอื่นที่ชัดเจนกว่าปรากฏขึ้นมาในปัจจุบันขณะก็พึงเอาสติไประลึกรู้สิ่งนั้นจนกว่าจะดับหรือหายไป แล้วจึงกลับมาระลึกรู้ที่ลมหายใจหรืออาการเคลื่อนไหวของท้องต่อไป เพราะฉะนั้น พื้นฐานของการเจริญกรรรมฐานก็คือ การมีสติระลึกรู้ ๒ สิ่ง คือลมหายใจหรืออาการเคลื่อนไหวของท้อง และสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วดึงความสนใจเราไป


เหตุใดเราจึงต้องมีสติระลึกรู้อารมณ์ถึง ๒ อย่าง จะระลึกรู้อยู่เพียงอารมณ์เดียวไม่ได้หรือ หรือมิฉะนั้น เหตุใดจึงไม่ระลึกรู้ให้มากกว่า ๒ ถ้าเราต้องมีสติระลึกรู้อารมณ์มากกว่า ๒ อย่างจิตจะถูกกระตุ้นให้เกิดความเพียรมากเกินไปจนทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย แต่หากจะตามรู้อยู่แค่อารมณ์เดียว เอาใจจดจ่ออยู่แค่อารมณ์นั้น ก็เป็นวิธีที่ครูบาอาจารย์ไม่แนะนำเช่นกัน ในกรณีหลังนี้แม้ว่าสมาธิจะสามารถเกิดได้ แต่สมาธินั้นอาจมากเกินไป


ดังนั้น เพื่อให้เรามีความเพียรในระดับพอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป ครูบาอาจารย์จึงแนะนำให้เอาสติกำหนดรู้อารมณ์เพียง ๒ อย่างเพื่อประคองสติให้มีกำลังสม่ำเสมอ บริบูรณ์ ไม่ฝืนบังคับไม่วุ่นวาย การมีสติระลึกรู้แค่ ๒ อย่างจะช่วยให้ความเพียร และสมาธิของเราสมดุลกันซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในการเจริญกรรมฐานความเพียรและสมาธิจะต้องสมดุลกัน และจะต้องอยู่ในระดับที่พอเหมาะไม่มากและไม่น้อยเกินไป


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ สีลวันตสูตร

โดย พระสีลานันทาภิวงศ์

Advertisements

Posted on 17-12-2016, in จากหนังสือธรรมอื่นๆ, ปกิณกะธรรม. Bookmark the permalink. Comments Off on สมาธิ สติ และความเพียร (๒).

Comments are closed.

%d bloggers like this: