เรื่องของสันตติอำมาตย์

เรื่องของสันตติอำมาตย์
จากบทนำในหนังสือ มหาสติปัฏฐานสูตร
โดยพระมหาสีสยาดอ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

พระธรรมเทศนาที่พระพุทธองค์ตรัสสอนสันตติอำมาตย์ พบในคัมภีร์สุตตนิบาตว่า

“ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสนฺโต จริสฺสสิ”

“เธอจงทำกิเลสในอดีตให้เหือดแห้ง กิเลสในอนาคตอย่าได้มีแก่เธอ ถ้าเธอไม่ยึดมั่นในปัจจุบัน ก็จักเป็นผู้สงบไปได้


ข้อความของพระคาถานี้มี ดังนี้ คือ

คำว่า “ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ” (เธอเธอจงทำกิเลสในอดีตให้เหือดแห้ง) หมายความว่า กิเลสย่อมเกิดจากการระลึกเรื่องในอดีตที่เคยเห็น ได้ยิน สัมผัส หรือรู้ทางใจ และบุคคลควรรับรู้สภาวธรรมปัจจุบันเพื่อมิให้กิเลสดังกล่าวเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อบุคคลระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบันอยู่ เขาไม่อาจคิดถึงอดีตได้ เพราะจิตรู้อารมณ์เดียวในขณะเดียวเท่านั้น และกิเลสที่เกิดจากการคิดถึงอดีตก็เกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากนี้ แม้ในขณะที่หวนระลึกถึงอดีตก็ควรระลึกรู้จิตที่คิดฟุ้งซ่านไปอีกด้วย เมื่อสันตติอำมาตย์ฟังธรรมแล้วก็เจริญสติปัฏฐานในขณะฟัง โดยกำหนดรู้รูปนามปัจจุบัน คือ สภาวะเห็น ได้ยิน ความเข้าใจ ความตรึก ความปีติยินดี ฯลฯ พร้อมทั้งกำหนดรู้จิตที่คิดถึงอากัปกิริยาของหญิงนักฟ้อนที่เพิ่งดับไปโดยความเป็นสันตติปัจจุบัน

คำว่า “ปจฺฉา เต มาหุ กิญจนํ” (กิเลสในอนาคตอย่าได้มีแก่เธอ) หมายความว่า กิเลสมีความปรารถนาและความวิตกกังวลเป็นต้น ย่อมเกิดจากการคิดถึงเรื่องอนาคต ผู้ปฏิบัติธรรมควรรับรู้สภาวธรรมปัจจุบันเพื่อมิให้กิเลสดังกล่าวเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อนักปฏิบัติกำหนดรู้สภาวธรรมปัจจุบันอยู่ เขาไม่อาจคิดถึงอนาคตได้ และกิเลสที่เกิดขึ้นจากการคิดถึงอนาคตก็เกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากนี้ แม้ในขณะที่หวนระลึกถึงอนาคตก็ควรระลึกรู้จิตที่คิดฟุ้งซ่านไปอีกด้วย เมื่อสันตติอำมาตย์ฟังธรรมแล้วก็เจริญสติปัฏฐานในขณะฟัง โดยกำหนดรู้รูปนามปัจจุบัน พร้อมทั้งกำหนดรู้จิตที่ต้องการจะอยู่ร่วมกับหญิงนักฟ้อนต่อไป หรือจิตที่เศร้าโศกเพราะการพลัดพรากจากหญิงนักฟ้อนนั้น

ข้อความว่า “มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ” (ถ้าเธอไม่ยึดมั่นในปัจจุบัน) หมายความว่า นักปฏิบัติพึงเจริญสติระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบันว่าเป็นเพียงรูปนาม ไม่ใช่บุคคล เรา ของเรา บุรุษ หรือ สตรี เพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นว่าเป็นตัวตนที่เที่ยง เป็นสุข บังคับบัญชาได้ และสวยงาม

เมื่อสันตติอำมาตย์ฟังธรรมพร้อมทั้งเจริญสติปัฏฐาน โดยกำหนดรู้รูปนามปัจจุบันที่กำหนดชัด จึงไม่เกิดกิเลสที่หวนคิดถึงอดีต หรือใฝ่ฝันอนาคต และหยั่งเห็นสภาวธรรมรูปนามที่เกิดดับตามความเป็นจริงจนกระทั่งบรรลุมรรคญาณทั้ง ๔ ตามลำดับ ในที่สุดได้บรรลุอรหัตผล ไม่ยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสข้อความว่า “อุปสนฺโต จริสฺสสิ” (ก็จักเป็นผู้สงบไปได้)

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

Posted on May 6, 2014, in ปกิณกะธรรม, พระมหาสีสยาดอ. Bookmark the permalink. Comments Off on เรื่องของสันตติอำมาตย์.

Comments are closed.

%d bloggers like this: