พรหมวิหาร ๔ ประการ

พรหมวิหาร ๔ ประการ ประกอบด้วย

เมตตา ซึ่งแปลสั้นๆ ว่า ความรัก
กรุณา คือ ความสงสาร
มุทิตา คือ ความยินดี
อุเบกขา คือ ความวางเฉย

ใน ๔ คำนี้ มีเพียงคำว่า “สงสาร” ที่แปลความได้ตรงกับคำว่า “กรุณา” โดยไม่มีความหมายอื่นเข้ามาปน ส่วนคำว่า “ความรัก” นอกจากหมายถึง “ความเมตตา” แล้ว อาจหมายถึงความผูกพันที่ประกอบด้วยกามราคะก็ได้ และคำว่า “ความยินดี” อาจหมายถึง ความยินดีเมื่อได้รับสิ่งที่ปรารถนาก็ได้ ไม่ได้หมายถึง “มุทิตา” อย่างเดียว คำว่า “วางเฉย” ก็อาจหมายถึงความไม่สนใจใยดีก็ได้ ดังนั้น หากเราจะกล่าวถึง “เมตตา มุทิตา อุเบกขา” โดยใช้คำว่า “ความรัก ความยินดี ความวางเฉย” มาแทนตามลำดับ ก็อาจจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายไม่ถูกต้อง ดังนั้น ในการแสดงธรรมเทศนานี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าควรใช้ศัพท์ภาษาบาลี คือ “เมตตาภาวนา” “กรุณาภาวนา” “มุทิตาภาวนา” และ “อุเบกขาภาวนา” เพื่อ ให้สื่อความหมายได้โดยไม่ผิดเพี้ยน

เมตตาภาวนา หมายถึง การพัฒนาจิตด้วยการแผ่ความปรารถนาดีให้แก่ผู้อื่น หรือในขณะที่เรามีความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ก็นับได้ว่าเป็นการเจริญเมตตาภาวนาเช่นเดียวกัน

กรุณาภาวนา หมายถึง การพัฒนาจิตด้วยการแผ่ความกรุณาสงสารให้แก่ผู้ที่ได้รับความทุกข์ หรือในขณะที่เห็นคนกำลังได้รับความทุกข์แล้วรู้สึกสงสาร อยากให้เขาพ้นทุกข์ ก็เรียกได้ว่าเป็นการเจริญกรุณา ภาวนาเช่นเดียวกัน

มุทิตาภาวนา หมายถึง ความพลอยยินดีกับความสุขของผู้อื่นและปรารถนาให้เขามีความสุข มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานและร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองตลอดไป

อุเบกขาภาวนา หมายถึง ความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย ไม่กังวลใจกับทุกข์สุขของผู้อื่น เป็นการทำใจเป็นกลางด้วยคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามอำนาจของกรรมดีหรือกรรมชั่วที่แต่ละคนได้ทำไว้

คุณธรรมที่เหมาะสมกับคนทุกชาติทุกศาสนา

พรหมวิหารเป็นคุณธรรมที่เหมาะสมกับคนทุกชาติทุกศาสนาทำให้โลกนี้สงบสุขไม่วุ่นวาย ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนมาช่วยเหลืองานของเราให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เราจะปฏิเสธหรือไม่ คงไม่มีใครปฏิเสธเจตนาดีของคนอื่นเช่นนี้ ถ้าเรายิ้มแย้มทักทายผู้อื่นด้วยไมตรีจิต ผู้อื่นก็จะทักทายตอบด้วยไมตรีจิตเช่นกัน เมตตาจึงเป็นสิ่งที่คนทุกชาติทุกศาสนาควรประพฤติแก่กันและกัน เพื่อทำให้สังคมสงบสุข นอกจากนั้นถ้าเราช่วยเหลือคนอื่นที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ให้พ้นจากทุกข์ เขาย่อมจะยอมรับความกรุณาสงสารของเราโดยไม่ปฏิเสธ หรือถ้าเราสนับสนุนคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือทรัพย์สมบัติเพื่อให้เขามั่นคงในความสำเร็จนั้น เขาย่อมยอมรับโดยไม่ปฏิเสธความหวังดีของเรา เหล่านี้เป็นตัวอย่างของกรุณาและมุทิตาที่คนทุกชาติทุกศาสนาควรประพฤติแก่กันและกัน

ส่วนอุเบกขาเป็นการวางเฉยเมื่อไม่อาจช่วยเหลือผู้อื่นได้ เช่นเมื่อเห็นคนอื่นต้องโทษทางกฎหมาย แม้เราจะช่วยเหลือด้วยเมตตา และกรุณาจนสุดความสามารถแล้ว ก็ยังไม่อาจช่วยเหลือได้ จึงควรวางอุเบกขาโดยคิดว่าเป็นกรรมที่เขาก่อขึ้นเอง เขาก็ต้องชดใช้ด้วยตนเอง แม้หากว่าเขาจะไม่ได้ทำกรรมนั้นในปัจจุบัน ก็อาจเป็นผลของกรรมเก่าที่ทำให้เขาต้องมาชดใช้ผลกรรมในขณะนี้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

Posted on June 4, 2014, in ปกิณกะธรรม, พระมหาสีสยาดอ. Bookmark the permalink. Comments Off on พรหมวิหาร ๔ ประการ.

Comments are closed.

%d bloggers like this: