พึงเป็นคนอาจหาญสามารถปฏิบัติได้

พึงเป็นคนอาจหาญสามารถปฏิบัติได้

ว่าโดยสรุปก็คือ บุคคลผู้รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ หากประสงค์จะบรรลุพระนิพพานอันเป็นแดนสงบ จะต้องอบรมสิกขาสามคือ ศีล สมาธิ และปัญญา กล่าวคือ ต้องสามารถปฏิบัติด้วยการเจริญศีล สมาธิ และปัญญา โดยไม่กังวลถึงร่างกาย และแม้ชีวิตก็สละได้

อธิบายเพิ่มเติมว่า ความสุขทางโลกที่คนทั่วไปอาจแสวงหามาได้ด้วยการประกอบอาชีพต่างๆ เช่น ทำไร่ทำนา ค้าขาย หรือรับราชการ หรือทรัพย์สินเงินทองที่มีประโยชน์ในการดำรงชีพ มีประโยชน์ สำหรับคนทั่วไป ฉันใด ศีล สมาธิ และปัญญา ก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการเดินทางออกจากสังสารวัฏ ฉันนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาให้เจริญขึ้น อย่างน้อยถ้าทำศีลให้บริบูรณ์ ก็จะไม่ตกอบาย ได้มาเกิดในโลกมนุษย์หรือเทวโลกอันเป็นสุคติภูมิ คือภูมิที่มีความเป็นอยู่ที่ดีเป็นส่วนมาก ถ้าบรรลุฌานสมาธิขั้นใดขั้นหนึ่ง ก็จะได้เลื่อนชั้นไปอยู่ในพรหมภูมิที่มีความสุขมากขึ้น และมีอายุที่ยืนยาวหลายกัป ถ้าบรรลุวิปัสสนาปัญญาถึงขั้นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ก็จะพ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ โดยเด็ดขาด และจะได้บรรลุอรหัตตผลหลังจากที่เกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ถ้าบรรลุอรหัตตมรรคอรหัตตผลในชาตินี้ก็จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในสังสารวัฏ ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป นี้คือเหตุที่ทำให้ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นสิ่งสำคัญที่สุด มีประโยชน์ที่สุดในสังสารวัฏนี้

ผู้ที่เข้าใจประโยชน์ของการอบรมสิกขาสาม คือ ศีล สมาธิและปัญญาแล้ว จะต้องเป็นคนอาจหาญสามารถบำเพ็ญศีลเป็นต้นได้ โดยไม่กังวลถึงความยากลำบากในการปฏิบัติ จะต้องไม่รู้สึกผิดหวัง หรือท้อแท้ว่า การรู้แจ้งธรรมะนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อม จะต้องไม่เพ่งโทษของการปฏิบัติ หรือรู้สึกว่าปฏิบัติไปแล้วไม่มีความสุข เลิกปฏิบัติจะ ดีกว่า เห็นว่าการเจริญสมาธิภาวนาเป็นสิ่งที่ยากลำบากและน่าเบื่อหน่ายจะต้องไม่ล้มเลิกการปฏิบัติเพราะความเกียจคร้านและอ่อนแอ และจะต้องมีคติประจำใจว่า

“ประโยชน์ที่แท้จริงของศีล สมาธิ และปัญญา จะได้มาก็ด้วยความเพียรที่แรงกล้า เมื่อเข้าใจแล้วจึงควรปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์เหล่านั้น”

ประโยคว่า “ประโยชน์ที่แท้จริงของศีล สมาธิ และปัญญาจะได้มาก็ด้วยความเพียรที่แรงกล้า” นั้น คล้อยตามคำว่า อตฺถกุสเลน(ผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์) บุคคลจึงต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการปฏิบัติ คือ มีศรัทธา (ความเชื่อมั่นเลื่อมใสอย่างแรงกล้า) และมีวิริยะ (ความเพียรในการปฏิบัติ) เพราะผู้ที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้าเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติเท่านั้นจึงจะสามารถทุ่มเทความพยายามให้กับการปฏิบัติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด

หากบุคคลใดปราศจากศรัทธาในคำสอนของพระบรมศาสดาก็จะไม่สามารถอบรม ศีล สมาธิ และปัญญาได้ บางคนอ้างตนเป็นชาวพุทธ แล้วกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในสิกขาสาม เพราะมีแต่จะทำให้ลำบาก การพูดเช่นนี้ เพราะไม่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระธรรมจึงไม่มีความพอใจในการอบรมศีล สมาธิ และปัญญา และเนื่องจากพระพุทธองค์ทรงสอนว่า กรณียํ (พึงอบรม) หมายถึง เป็นสิ่งควรกระทำจะเว้นเสียมิได้ และ สกฺโก หมายถึง จะต้องมีความอาจหาญสามารถที่จะปฏิบัติ ดังนั้น จึงถือว่าผู้ที่ไม่สามารถหรือไม่พอใจจะปฏิบัตินั้นมีความเห็นผิดจากคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค และเป็นผู้ที่ขาดศีล สมาธิ และปัญญา จึงไม่ต่างจากคนยากจนที่ไม่มีเงินทองติดตัวและย่อมจะต้องมีอบายภูมิเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

นอกจากนี้ ความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อเป็นสิ่งสำคัญมากถ้าไม่พยายามก็จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ยาก และเมื่อศีลไม่บริสุทธิ์การบำเพ็ญสมาธิและปัญญาก็ย่อมเป็นไปได้ยากด้วย บางคนยังลังเลหรือเกียจคร้านที่จะฟังพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สำหรับคนที่มีวิริยะมาก จะพยายามอย่างไม่ย่อท้อที่จะกระทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้สำเร็จสิ่งที่ประสงค์ การชำระศีลให้บริสุทธิ์ ต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุด ผู้ปฏิบัติจึงต้องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว การปฏิบัติให้ถึงระดับนี้ได้ ต้องอาศัยศรัทธาและวิริยะอย่างแรงกล้า ดังนั้นจึงต้องปลูกฝังคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้ในจิตใจ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

Advertisements

Posted on 17-12-2016, in ปกิณกะธรรม, พระมหาสีสยาดอ. Bookmark the permalink. Comments Off on พึงเป็นคนอาจหาญสามารถปฏิบัติได้.

Comments are closed.

%d bloggers like this: