ถ้าสามารถรักษาเพียงสิ่งหนึ่งได้ ก็จะไม่มีอะไรที่ต้องคอยระวังอีก

ภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐี

ในสมัยพุทธกาล มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งได้ไปหาพระเถระที่ตนเคารพ และอุปัฏฐากอยู่เป็นประจำ แล้วถามว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมใครจะพ้นทุกข์ในสังสารวัฏ อยากจะบรรลุพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ดับกิเลสและทุกข์ทั้งมวล กระผมควรปฏิบัติเช่นไร”

พระเถระจึงแนะนำให้เขาถวายภัตตาหารและจีวร เป็นต้น และทำกุศลอื่นๆ อีก เมื่อเขาได้ปฏิบัติตามแล้วได้ไปหาพระเถระอีก กล่าวว่า “กระผมได้ถวายทานและทำกุศลอื่นๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่พบธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์”

พระเถระจึงให้เขารับไตรสณคมน์ และรักษาศีลห้า หลังจากรักษาศีลห้าแล้วก็ไปหาพระเถระอีก กล่าวว่า “กระผมได้รักษาศีลห้าด้วยความเคารพ แต่ก็ยังไม่พ้นจากทุกข์”

พระเถระจึงให้รักษาศีลสิบ และแม้ว่าจะได้ประกอบกุศลทั้งหมดนี้แล้ว ก็ยังไม่พ้นทุกข์ พระเถระจึงแนะนำให้ออกบวช

เมื่อบวชแล้ว ภิกษุนั้นต้องเปลี่ยนจากเสื้อผ้าของคฤหัสถ์ ต้องโกนผมและหนวด ครองผ้ากาสาวพัสตร์ตามหลักพระวินัย พระอุปัชฌาย์สอนข้อวินัยต่างๆ พระอาจารย์อีกรูปหนึ่งสอนพระสูตร อีกรูปหนึ่งสอนพระอภิธรรม และสอนให้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน

พอท่านเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ ก็ถูกแนะนำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด กฏเกณฑ์ต่างๆ อีกมากมาย ทำให้ภิกษุนั้นคิดว่า

“ช่างยากเย็นจริงหนอ เราบวชเพื่อให้พ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ แต่กลับมาเจอกฏระเบียบที่เข้มงวดมาก จนแทบกระดิกตัวไม่ได้ (ไม่มีอิสระที่จะคิดทำอะไรได้) มาจนมุมเสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถอยู่ เป็นพระต่อไปได้ เราสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ แล้วพยายามให้ทาน รักษาศีล ก็อาจจะพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏได้”

โชคดีที่เกิดเหตุในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ได้ยินว่าเขาจะลาสิกขา จึงพาภิกษุนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อได้กราบทูลเรื่องทั้งหมดแล้ว พระองค์ตรัสถามสาเหตุที่จะลาสิกขา

ภิกษุนั้นได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ต้องจดจำกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมายทั้งวินัยและอภิธรรม ข้าพระองค์เป็นทุกข์ทั้งกายและใจ ไม่อาจขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เพราะพระวินัยนั้นเข้มงวดกวดขันมาก ข้าพระองค์จึงตกลงใจจะลาสิกขากลับไปเป็นคฤหัสถ์ พระเจ้าข้า”

ภิกษุนั้นคงเกิดความกังวล และรู้สึกถึงความยากลำบากที่จะต้องคอยระวัง เพราะกลัวว่าจะทำผิดวินัย และจะเป็นอันตรายต่อสมาธิและวิปัสสนาปัญญา

เมื่อพระพุทธองค์ได้สดับตำตอบของเขา จึงตรัสว่า “ภิกษุ ถ้าเธอสามารถรักษา เพียงสิ่งหนึ่งได้เท่านั้น ก็จะไม่มีอะไรที่ต้องคอยระวังอีก” ภิกษุนั้นทูลถามว่า “สิ่งนั้นคืออะไร พระพุทธเจ้าข้า”

พระศาสดาตรัสว่า “เธอจะสามารถรักษาเฉพาะจิตของเธอได้ไหม” ภิกษุนั้นทูลตอบว่า “รักษาได้ พระพุทธเจ้าข้า” เพราะคิดว่าหากต้องระวังเพียงจิตของเขา ก็ไม่มากเกินกว่าจะดูแลได้ เมื่อเทียบกับวินัยของภิกษุ

พระพุทธองค์จึงประทานจิตตานุปัสสนากรรมฐาน ด้วยคาถาดังต่อไปนี้

สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถกามนิปาตินํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ.

“จิตเห็นได้ยาก ละเอียดยิ่งนัก มักใฝ่ในอารมณ์ตามที่ใคร่ ผู้มีปัญญาจึงควรควบคุมจิตไว้ให้ดี เพราะจิตที่ควบคุมได้แล้วนำสุขมาให้”

ความหมายคือ ผู้มีปัญญาพึงเฝ้ารักษาจิตที่ละเอียดอ่อน ซึ่งมักโน้มเอียงไปในอารมณ์ที่มากระทบ จิตที่สามารถระวังไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ ย่อมมีคุณสมบัติที่จะนำผู้นั้นไปสู่การบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

หลังจากได้เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานตามเนื้อความของคาถาไม่นาน ภิกษุนั้นก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือ คนทั่วไปเห็นว่าพระวินัยมีกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากเกินไป และในการเจริญสมถกรรมฐาน จะต้องป้องกันจิตไม่ให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ ดังนั้น คนทั่วไปจึงอาจคิดว่า การเจริญสมถกรรมฐานก็เป็นการปฏิบัติที่เข้มงวดเกินไป

มีอีกเรื่องเล่าว่า ภิกษุรูปหนึ่งได้เทศน์เรื่องวิปัสสนากรรมฐานแก่ทายกของตน และสอนให้กำหนดรู้จิต ที่เกิดขึ้นทุกๆ ขณะ และจะต้องกำหนดทุกครั้งที่มีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส เดิน เคลื่อนไหว และคิดนึก โดยสอนว่า วิปัสสนาปัญญาจะเกิดขึ้นได้ด้วยการกำหนดรู้อย่างนี้

ทายกตอบว่า ตนไม่สามารถกำหนดรู้ตามที่สอนได้ เพราะสิ่งที่ต้องกำหนดรู้นั้นมีมากมายหลายประการเกินไป และในการปฏิบัติวิปัสสนายังต้องกำหนดรู้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ให้ขาดช่วง ดังนั้น จึงมีคนสรุปว่า การเจริญวิปัสสนาเป็นการปฏิบัติที่เข้มงวดมากเกินไป

พระบรมศาสดา ทรงสอนการปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามวิธีที่ทรงแสดง ก็ไม่อาจหวังได้เลยว่าจะสามารถก้าวหน้าไปถึงขั้นพ้นจากภัยในอบายภูมิ แม้ว่าจะให้ทาน และรักษาศีลอย่างบริบูรณ์แล้วก็ตาม หากผู้นั้นยังไม่บรรลุมรรคผล ก็ยังไม่พ้นจากการเกิดในอบายภูมิ ในกรณีที่อกุศลวิบากในอดีตได้โอกาสส่งผล

ดังนั้น จึงยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรารักษาศีล เจริญสมาธิและปัญญา เพื่อให้พ้นจากอบายภูมิทั้งสี่ และหลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ

คำสอนของพระองค์เป็นไปเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ รวมถึงเทวดาและพรหม ซึ่งได้สั่งสมบารมีมาเพียงพอที่จะมีศรัทธาในพระรัตนตรัย ตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพเป็นต้นมา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือวัมมิกสูตร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

Advertisements

Posted on 17-12-2016, in ความรู้เพื่อการปฏิบัติ, ปกิณกะธรรม, พระมหาสีสยาดอ. Bookmark the permalink. Comments Off on ถ้าสามารถรักษาเพียงสิ่งหนึ่งได้ ก็จะไม่มีอะไรที่ต้องคอยระวังอีก.

Comments are closed.

%d bloggers like this: