อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ

อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ
ข้อความจาก คัมภีร์ วิสุทธิมรรค
……………………………………………………………

อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ

ประการสุดท้ายในเมตตาภาวนานี้ ที่ว่าโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารี ย่อมหวังได้ซึ่ง อานิสงส์แห่งเมตตาเจโตวิมุติ ๑๑ ประการนั้น มีอรรถาธิบายโดยพิสดาร ดังต่อไปนี้

๑. อานิสงส์ประการที่ ๑ ที่ว่า นอนเป็นสุข นั้น อธิบายว่า ชนทั้งหลายจำพวกที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติ เมื่อนอนก็ไม่นอนอยู่แต่ข้างขวาทางเดียว นอนกลิ้งกลับไปกลับมารอบตัว และนอนกรน คือขณะเมื่อหายใจเข้าทำเสียงดังอยู่โครก ๆ เช่นนี้ ชื่อว่านอนเป็นทุกข์ ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ไม่นอนเหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า นอนเป็นสุข แม้เมื่อนอนหลับสนิทแล้วก็มีอาการเหมือนกับคนเข้าสมาบัติ

๒. ประการที่ ๒ ที่ว่า ตื่นเป็นสุข นั้น อธิบายว่า ชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุตินั้น โดยเหตุที่นอนเป็นทุกข์ไม่ได้ความสุขในขณะที่หลับอยู่ เมื่อตื่นขึ้นมาจึงถอดถอนหายใจใหญ่ สยิ้วหน้า บิดไปบิดมาข้างโน้นข้างนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ตื่นเป็นทุกข์ ฉันใด ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เป็นทุกข์อย่างนั้น ตื่นขึ้นมาอย่างสบายไม่มีอาการอันน่าเกลียด ชื่นบานเหมือนกับดอกประทุมที่กำลังแย้มบาน

๓. ประการที่ ๓ ที่ว่า ไม่ฝันร้าย นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อฝันเห็นสุบินนิมิต ก็เห็นแต่สุบินนิมิตที่ดี ๆ ทั้งนั้น เช่นฝันว่าได้ไปไหว้พระเจดีย์ ได้ไปทำการบูชาพระรัตนตรัย หรือได้ฟังพระธรรมเทศนา ส่วนชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติย่อมฝันเห็นนิมิตอันน่าเกลียดน่ากลัวต่าง ๆ เช่นฝันว่า ตนถูกพวกโจรมารุมล้อมถูกพวกสุนัขป่าไล่ขบกัด หรือตกลงไปในเหว ฉันใด เมตตาวิหารีบุคคลไม่ฝันเห็นสุบินนิมิตอันเลวร้ายเช่นนั้น

๔. ประการที่ ๔ ที่ว่า เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย นั้น อธิบายว่าเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย เหมือนสร้อยไข่มุกที่พาดอยู่ที่หน้าอก หรือเหมือนดอกไม้ที่ปักอยู่บนศีรษะ ย่อมเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย ฉะนั้น

๕. ประการที่ ๕ ที่ว่า เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของพวกมนุษย์ ฉันใด ก็ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจแม้ของอมนุษย์ ฉันนั้น เช่น พระวิสาขเถระเป็นตัวอย่าง

เรื่องพระวิสาขเถระ

มีเรื่องเล่าว่า พระวิสาขเถระนั้น เดิมเป็นคหบดีชั้นกุฏุมพีอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรในชมพูทวีป เมื่อเขาอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรนั่นแล ได้ยินข่าวเล่าลือมาว่า ลังกาทวีปนั้น เป็นประเทศที่ประดับประดาสง่างามไปด้วยระเบียบพระเจดีย์ มีความรุ่งเรืองเหลืองอร่ามไปด้วยผ้ากาวสาวพัสตร์ ในลังกาทวีปนั้น ใครๆ ก็ตามสามารถที่จะนั่งหรือจะนอนได้อย่างสบายปลอดภัยในที่ตนต้องประสงค์ และสัปปายะทุก ๆ อย่าง คือ อากาสสัปปายะ เสนาสนสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมสวนสัปปายะ เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายดายในลังกาทวีปนั้น

กุฏุมพีวิสาขะ จึงได้ตัดสินใจมอบกองโภคสมบัติของตนให้แก่บุตรภริยา มีทรัพย์ขอดติดชายผ้าอยู่เพียงกหาปณะเดียวเท่านั้น ออกจากบ้านไปคอยเรืออยู่ทีท่ามหาสมุทรประมาณเดือนหนึ่ง โดยที่กุฏุมพีวิสาขะเป็นคนฉลาดในเชิงโวหาร เขาได้ซื้อสิ่งของ ณ ที่นี้ไปขาย ณ ที่โน้น รวบรวมทรัพย์ได้ถึงพันกหาปณะภายในระหว่าเดือนหนึ่งนั้น ทั้งนี้ด้วยการค้าขายอันชอบธรรม เขาได้ไปถึงวัดมหาวิหารในลังกาทวีปโดยลำดับ ครั้นแล้วก็ได้ขอบวชทันที

เมื่อพระอุปัชฌาย์พาเขาไปยังสีมาเพื่อจะทำการบวชให้นั้น เขาได้ทำห่อทรัพย์พันกหาปณะนั้นให้ร่วงจากภายในเกลียวผ้าตกลงไปที่พื้น พระอุปัชฌาย์จึงถามว่า นั่นอะไร เขาเรียนว่า ทรัพย์จำนวนหนึ่งพันกหาปณะขอรับผม พระอุปัชฌาย์จึงแนะนำว่า อุบาสกทรัพย์นี้นับแต่เวลาที่บวชแล้ว เธอไม่อาจจะใช้จ่ายได้ จงใช้จ่ายเสียเดี๋ยวนี้ วิสาขะอุบาสกจึงคิดในใจว่า คนทั้งหลายที่มาในงานบวชของวิสาขะ จงอย่าได้มีมือเปล่ากลับไปเลย ครั้นแล้วก็แก้ห่อทรัพย์นั้นหว่านโปรยทานไปในโรงอุโบสถ แล้วจึงบรรพชาอุปสมบท

วิสาขะภิกษุนั้น เมื่อบวชได้พรรษา ๕ ก็ท่องจำมาติกาทั้งสองได้อย่างคล่องแคล่ว ปวารณาออกพรรษาแล้วได้เรียนเอากรรมฐานอันเป็นที่สบาย เหมาะแก่อัธยาศัยของตนแล้วก็ไป ๆ มา ๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปอยู่วัดละ ๔ เดือน

เมื่อพระวิสาขเถระเที่ยวผลัดเปลี่ยนไปอยู่ในวัดต่าง ๆ อย่างนั้น วันหนึ่งได้เห็นสถานที่ระหว่างป่าอันเป็นรมณียสถานน่ารื่นรมย์แห่งหนึ่ง จึงได้นั่งเข้าสมาบัติอยู่ ณ โคนต้นไม้ต้นหนึ่งในระหว่างป่านั้น ครั้นออกจากสมาบัติแล้วขณะที่ยืนอยู่ระหว่างป่า ได้พิจารณาดูคุณสมุทัยของตนด้วยความปีติโสมนัสเมื่อจะบันลือสีหนาทจึงได้กล่าวเถรภาษิตนี้ ความว่า :-

ตลอดเวลาที่เราได้อุปสมบทแล้วมา ตลอดเวลาที่ เราได้มาอยู่ ณ ที่นี้ ความประมาทพลาดพลั้งของเราในระหว่างนี้ไม่มีเลย ช่างเป็นลาภของเธอแท้ ๆ หนอ ท่านผู้เนียรทุกข์

พระวิสาขเถระ เมื่อเดินทางไปยังวัดจิตตลบรรพต ครั้นไปถึงตรงทางแยก ๒ แพร่ง ได้ยืนคิดอยู่ว่า ทางที่จะไปวัดจิตตลบรรพตนั้น จะเป็นทางนั้นหรือทางนี้หนอ ขณะรุกขเทวดาที่สิงอยู่ ณ ที่ภูเขาได้เหยียดหัตถ์ออกแล้วชี้บอกแก่พระเถระว่า ทางนี้เจ้าข้า พระเถระไปถึงวัดจิตตลบรรพตแล้วก็ได้อยู่ ณ ที่นั้นจนครบ ๔ เดือน ในคืนสุดท้ายได้ตั้งใจไว้ว่า พรุ่งนี้เราจักต้องไปแต่เช้า ดังนี้แล้ว จึงเตรียมตัวจำวัด รุกขเทวดาตนหนึ่งซึ่งสิงอยู่บนต้นแก้ว ตรงที่ปลายทางจงกรม ได้มานั่งร้องไห้อยู่ที่ขั้นบันได

พระเถระจึงถามว่านั่นใคร ? เทวดาเรียนตอบว่า ดิฉันมณิลิยา เจ้าข้า พระเถระซักว่า เธอร้องไห้ทำไม? เทวดาเรียนว่า เพราะอาศัยที่พระผู้เป็นเจ้าจะจากไป เจ้าข้า พระเถระจึงถามว่า เมื่อฉันอยู่ ณ ที่นี้ เป็นคุณประโยชน์อะไรแก่พวกเธอหรือ ?

เทวดาจึงเรียนตอบว่า ท่านคะ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ ณ ที่นี้ พวกเทวดาและอมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ได้มีเมตตาอารีแก่กันและกัน เจ้าค่ะ แต่บัดนี้เมื่อพระผู้เป็นเจ้าจะจากไปเสียแล้ว พวกเทวดาและอมนุษย์ก็คงจักทำการทะเลาะวิวาท จักกล่าวคำหยาบแก่กันและกันเป็นแน่ เจ้าค่ะ

พระเถระจึงได้บอกแก่เทวดาว่า ถ้าฉันอยู่ ณ ที่นี้ ความอยู่ผาสุกสำราญย่อมมีแก่พวกเธอ ฉันดีใจมาก ดังนี้ แล้วได้อยู่ ณ วัดนั้นต่อไป จนครบ ๔ เดือนอีก

ครั้นครบ ๔ เดือนแล้วก็ได้คิดจะไปเหมือนอย่างเดิมอีก แม้เทวดามณิลิยานั้นก็ได้ไปร้องไห้เหมือนนั้นอีก โดนอุบายนี้พระเถระเลยอยู่ ณ ที่วัดนั้นและปรินิพพาน ณ ที่วัดนั้นนั่นแล

เมตตาวิหารีบุคคล ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของอมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้

๖. ประการที่ ๖ ที่ว่า เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา นั้น อธิบายว่า เทวดาทั้งหลาย ย่อมคอยเฝ้ารักษาเมตตาวิหารีบุคคลเสมือนบิดามารดาคอยเฝ้ารักษาบุตร ฉะนั้น

๗. ประการที่ ๗ ที่ว่า ไฟ, ยาพิษ, หรือศัตรา ไม่กล้ำกรายในตัวของเขา นั้น อธิบายว่า ไฟไม่กล้ำกรายเข้าไปในกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่นอุบาสิกาชื่ออุตตราเป็นตัวอย่าง หรือยาพิษไม่กำซาบเข้าไปในร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น อุบาสิกาชื่ออุตตรา เป็นตัวอย่าง หรือยาพิษไม่กำซาบเข้าไปในร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น พระจูฬสีวเถระผู้ชำนาญสังยุตตนิกายเป็นตัวอย่าง หรือศัสตราไม่บาดร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น สังกิจจสามเณรเป็นตัวอย่าง เฉพาะข้อว่าศัสตราไม่บาดนี้ ควรยกเรื่องแม่โคนมมาแสดง เป็นตัวอย่างประกอบดังนี้

ได้ยินว่า มีแม่โคนมอยู่ตัวหนึ่งกำลังยืนให้น้ำนมแก่ลูกอยู่ ขณะนั้นนายพรานคนหนึ่งตกลงใจว่า เราจักแทงมันดังนี้ แล้วได้ตวัดมือพุ่งหอกเข้าใส่ทันที แต่หอกนั้นพอไปจรดลำตัวของแม่โคนมนั้น ก็ม้วนพับเหมือนกับใบตาล นี้ไม่ใช่เป็นด้วยกำลังแห่งอุปจารสมาธิหรือไม่ใช่ด้วยกำลังแห่งอัปปนาสมาธิเลย แต่เพราะความมีใจรักลูกอันมีกำลังรุนแรงอย่างเดียว เมตตามีอานุภาพอันยิ่งใหญ่อย่างนี้แล

๘. ประการที่ ๘ ที่ว่า จิตเป็นสมาธิเร็ว นั้น อธิบายว่า เมื่อพิจารณากรรมฐาน จิตของเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นสมาธิได้อย่างรวดเร็วทีเดียว ไม่มีความเฉื่อยชาเลย

๙. ประการที่ ๙ ที่ว่า ผิวหน้าผ่องใส นั้น อธิบายว่า ใบหน้าของเมตตาวิหารีบุคคลนี้ ย่อมมีผิวพรรณผ่องใสเหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้วใหม่ ๆ ฉะนั้น

๑๐. ประการที่ ๑๐ ที่ว่า ไม่หลงทำกาลกิริยา นั้น อธิบายว่า การตายด้วยความหลงย่อมไม่มีแก่เมตตาวิหารีบุคคล คือ เมตตาวิหารีบุคคลไม่หลงทำกาลกิริยาเลย เมื่อตายเป็นเสมือนคนนอนหลับ ฉะนั้น

๑๑. ประการที่ ๑๑ ที่ว่า เมื่อไม่ได้บรรลุคุณธรรมเบื้องสูง อย่างต่ำก็จะบังเกิดในพรหมโลก นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อยังไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งพระอรหัตอันเป็นชั้นสูงยิ่งกว่าเมตตาสมาบัติ ครั้นเคลื่อนจากมนุษย์โลกนี้แล้ว ก็จะเข้าถึงพรหมโลกทันที เป็นเสมือนหลับแล้วตื่นขึ้น ฉะนี้

ก็แหละอานิสงส์ทั้งหลายมีนอนเป็นสุขเป็นต้นในเมตตาภาวนานี้ แม้โยคีบุคคลทั้งหลายผู้ได้สำเร็จฌานด้วยอำนาจกรรมฐานอื่นนอกไปจากพรหมวิหารกรรมฐานนี้ ก็ย่อมได้ประสพแม้โดยแท้ สมด้วยคาถาประพันธ์อันพระโบราณาจารย์แสดงไว้ มีอาทิว่า

มุนีทั้งหลายผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในอารมณ์กรรมฐานในภายใน ย่อมนอนเป็นสุข พระสาวกทั้งหลายของ พระโคดมพุทธเจ้า ย่อมตื่นชนิดที่ตื่นด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ ฉะนี้

แต่แม้กระนั้น ผู้ที่ได้สำเร็จพรหมวิหารกรรมฐานทั้งหลาย ย่อมได้ประสบอานิสงส์ครบทั้งหมดนี้โดยไม่มีเศษเหลือ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าพรหมวิหารธรรม ๔ เป็นข้าศึกโดยตรงของนิวรณกิเลสทั้งหลายมีพยาบาทเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระพุทธโอวาทไว้ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค….มีอาทิว่า :-

ดูก่อนอาวุโส ก็เมตตาเจโตวิมุติ นี้นั้น เป็นธรรม เครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาท ฉะนี้

อนึ่ง โทษทั้งหลายมีนอนเป็นทุกข์เป็นต้น ย่อมบังเกิดแก่หมู่สัตว์ ก็ด้วยอำนาจนิวรณกิเลสมีพยาบาทเป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อพรหมวิหารธรรม ซึ่งเป็นปฏิปักษ์แก่นิวรณกิเลส มีพยาบาทเป็นต้นนั้น อันโยคีบุคคลบำเพ็ญปฏิบัติให้สำเร็จแล้ว อานิสงส์ทั้งหลายมีนอนเป็นสุขเป็นต้น ก็เป็นอันอยู่ในเงื้อมมือแล้วนั่นเทียว

 

Advertisements

Posted on 17-12-2016, in จากหนังสือธรรมอื่นๆ, ปกิณกะธรรม. Bookmark the permalink. Comments Off on อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ.

Comments are closed.

%d bloggers like this: