Category Archives: จากหนังสือธรรมอื่นๆ

อธิษฐานในความหมายของพระพุทธศาสนา

อธิษฐานในความหมายของพระพุทธศาสนา

อธิษฐานในความหมายของพระพุทธศาสนา เป็นบารมีอย่างหนึ่ง คือความตั้งใจมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวว่าจะทำการนั้นให้สำเร็จตั้งจุดมุ่งหมายที่ดีขึ้นมา แล้วก็มุ่งทำการนั้นแน่วไป ไม่ใช่อธิษฐานเพื่อจะได้ แต่อธิษฐานเพื่อจะทำ คนไทยนี่อธิษฐานเพื่อจะได้ แต่ของพระ เป็นการอธิษฐานเพื่อจะทำ

พระพุทธเจ้าอธิษฐานพระทัย ก็ทรงบำเพ็ญบารมี คือ พากเพียรทำความดีอย่างสูงสุด เพื่อจะบรรลุโพธิญาณ อธิษฐานในที่นี้คืออย่างนั้น เป็นการให้ชาวพุทธฝึกหัดที่จะมีจิตใจเข้มแข็ง มีความตั้งใจจริงในการทำอะไรๆ อันนี้จะสำทับการฝึกสมาธิ

หนังสือ : หลักชาวพุทธ
โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ หน้า ๔๒

สามารถอ่านหนังสือเพิ่มเติม
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
วัดญาณเวศกวัน

ได้ที่
http://book.watnyanaves.net/index.php?floor=general

อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ

อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ
ข้อความจาก คัมภีร์ วิสุทธิมรรค
……………………………………………………………

อธิบายอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ

ประการสุดท้ายในเมตตาภาวนานี้ ที่ว่าโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารี ย่อมหวังได้ซึ่ง อานิสงส์แห่งเมตตาเจโตวิมุติ ๑๑ ประการนั้น มีอรรถาธิบายโดยพิสดาร ดังต่อไปนี้

๑. อานิสงส์ประการที่ ๑ ที่ว่า นอนเป็นสุข นั้น อธิบายว่า ชนทั้งหลายจำพวกที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติ เมื่อนอนก็ไม่นอนอยู่แต่ข้างขวาทางเดียว นอนกลิ้งกลับไปกลับมารอบตัว และนอนกรน คือขณะเมื่อหายใจเข้าทำเสียงดังอยู่โครก ๆ เช่นนี้ ชื่อว่านอนเป็นทุกข์ ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ไม่นอนเหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า นอนเป็นสุข แม้เมื่อนอนหลับสนิทแล้วก็มีอาการเหมือนกับคนเข้าสมาบัติ

๒. ประการที่ ๒ ที่ว่า ตื่นเป็นสุข นั้น อธิบายว่า ชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุตินั้น โดยเหตุที่นอนเป็นทุกข์ไม่ได้ความสุขในขณะที่หลับอยู่ เมื่อตื่นขึ้นมาจึงถอดถอนหายใจใหญ่ สยิ้วหน้า บิดไปบิดมาข้างโน้นข้างนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ตื่นเป็นทุกข์ ฉันใด ส่วนเมตตาวิหารีบุคคลนี้ ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เป็นทุกข์อย่างนั้น ตื่นขึ้นมาอย่างสบายไม่มีอาการอันน่าเกลียด ชื่นบานเหมือนกับดอกประทุมที่กำลังแย้มบาน

๓. ประการที่ ๓ ที่ว่า ไม่ฝันร้าย นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อฝันเห็นสุบินนิมิต ก็เห็นแต่สุบินนิมิตที่ดี ๆ ทั้งนั้น เช่นฝันว่าได้ไปไหว้พระเจดีย์ ได้ไปทำการบูชาพระรัตนตรัย หรือได้ฟังพระธรรมเทศนา ส่วนชนเหล่าอื่นที่ไม่ได้สำเร็จเมตตาเจโตวิมุติย่อมฝันเห็นนิมิตอันน่าเกลียดน่ากลัวต่าง ๆ เช่นฝันว่า ตนถูกพวกโจรมารุมล้อมถูกพวกสุนัขป่าไล่ขบกัด หรือตกลงไปในเหว ฉันใด เมตตาวิหารีบุคคลไม่ฝันเห็นสุบินนิมิตอันเลวร้ายเช่นนั้น

๔. ประการที่ ๔ ที่ว่า เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย นั้น อธิบายว่าเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย เหมือนสร้อยไข่มุกที่พาดอยู่ที่หน้าอก หรือเหมือนดอกไม้ที่ปักอยู่บนศีรษะ ย่อมเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย ฉะนั้น

๕. ประการที่ ๕ ที่ว่า เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของพวกมนุษย์ ฉันใด ก็ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจแม้ของอมนุษย์ ฉันนั้น เช่น พระวิสาขเถระเป็นตัวอย่าง

เรื่องพระวิสาขเถระ

มีเรื่องเล่าว่า พระวิสาขเถระนั้น เดิมเป็นคหบดีชั้นกุฏุมพีอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรในชมพูทวีป เมื่อเขาอยู่ในเมืองปาฏลีบุตรนั่นแล ได้ยินข่าวเล่าลือมาว่า ลังกาทวีปนั้น เป็นประเทศที่ประดับประดาสง่างามไปด้วยระเบียบพระเจดีย์ มีความรุ่งเรืองเหลืองอร่ามไปด้วยผ้ากาวสาวพัสตร์ ในลังกาทวีปนั้น ใครๆ ก็ตามสามารถที่จะนั่งหรือจะนอนได้อย่างสบายปลอดภัยในที่ตนต้องประสงค์ และสัปปายะทุก ๆ อย่าง คือ อากาสสัปปายะ เสนาสนสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมสวนสัปปายะ เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายดายในลังกาทวีปนั้น

กุฏุมพีวิสาขะ จึงได้ตัดสินใจมอบกองโภคสมบัติของตนให้แก่บุตรภริยา มีทรัพย์ขอดติดชายผ้าอยู่เพียงกหาปณะเดียวเท่านั้น ออกจากบ้านไปคอยเรืออยู่ทีท่ามหาสมุทรประมาณเดือนหนึ่ง โดยที่กุฏุมพีวิสาขะเป็นคนฉลาดในเชิงโวหาร เขาได้ซื้อสิ่งของ ณ ที่นี้ไปขาย ณ ที่โน้น รวบรวมทรัพย์ได้ถึงพันกหาปณะภายในระหว่าเดือนหนึ่งนั้น ทั้งนี้ด้วยการค้าขายอันชอบธรรม เขาได้ไปถึงวัดมหาวิหารในลังกาทวีปโดยลำดับ ครั้นแล้วก็ได้ขอบวชทันที

เมื่อพระอุปัชฌาย์พาเขาไปยังสีมาเพื่อจะทำการบวชให้นั้น เขาได้ทำห่อทรัพย์พันกหาปณะนั้นให้ร่วงจากภายในเกลียวผ้าตกลงไปที่พื้น พระอุปัชฌาย์จึงถามว่า นั่นอะไร เขาเรียนว่า ทรัพย์จำนวนหนึ่งพันกหาปณะขอรับผม พระอุปัชฌาย์จึงแนะนำว่า อุบาสกทรัพย์นี้นับแต่เวลาที่บวชแล้ว เธอไม่อาจจะใช้จ่ายได้ จงใช้จ่ายเสียเดี๋ยวนี้ วิสาขะอุบาสกจึงคิดในใจว่า คนทั้งหลายที่มาในงานบวชของวิสาขะ จงอย่าได้มีมือเปล่ากลับไปเลย ครั้นแล้วก็แก้ห่อทรัพย์นั้นหว่านโปรยทานไปในโรงอุโบสถ แล้วจึงบรรพชาอุปสมบท

วิสาขะภิกษุนั้น เมื่อบวชได้พรรษา ๕ ก็ท่องจำมาติกาทั้งสองได้อย่างคล่องแคล่ว ปวารณาออกพรรษาแล้วได้เรียนเอากรรมฐานอันเป็นที่สบาย เหมาะแก่อัธยาศัยของตนแล้วก็ไป ๆ มา ๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปอยู่วัดละ ๔ เดือน

เมื่อพระวิสาขเถระเที่ยวผลัดเปลี่ยนไปอยู่ในวัดต่าง ๆ อย่างนั้น วันหนึ่งได้เห็นสถานที่ระหว่างป่าอันเป็นรมณียสถานน่ารื่นรมย์แห่งหนึ่ง จึงได้นั่งเข้าสมาบัติอยู่ ณ โคนต้นไม้ต้นหนึ่งในระหว่างป่านั้น ครั้นออกจากสมาบัติแล้วขณะที่ยืนอยู่ระหว่างป่า ได้พิจารณาดูคุณสมุทัยของตนด้วยความปีติโสมนัสเมื่อจะบันลือสีหนาทจึงได้กล่าวเถรภาษิตนี้ ความว่า :-

ตลอดเวลาที่เราได้อุปสมบทแล้วมา ตลอดเวลาที่ เราได้มาอยู่ ณ ที่นี้ ความประมาทพลาดพลั้งของเราในระหว่างนี้ไม่มีเลย ช่างเป็นลาภของเธอแท้ ๆ หนอ ท่านผู้เนียรทุกข์

พระวิสาขเถระ เมื่อเดินทางไปยังวัดจิตตลบรรพต ครั้นไปถึงตรงทางแยก ๒ แพร่ง ได้ยืนคิดอยู่ว่า ทางที่จะไปวัดจิตตลบรรพตนั้น จะเป็นทางนั้นหรือทางนี้หนอ ขณะรุกขเทวดาที่สิงอยู่ ณ ที่ภูเขาได้เหยียดหัตถ์ออกแล้วชี้บอกแก่พระเถระว่า ทางนี้เจ้าข้า พระเถระไปถึงวัดจิตตลบรรพตแล้วก็ได้อยู่ ณ ที่นั้นจนครบ ๔ เดือน ในคืนสุดท้ายได้ตั้งใจไว้ว่า พรุ่งนี้เราจักต้องไปแต่เช้า ดังนี้แล้ว จึงเตรียมตัวจำวัด รุกขเทวดาตนหนึ่งซึ่งสิงอยู่บนต้นแก้ว ตรงที่ปลายทางจงกรม ได้มานั่งร้องไห้อยู่ที่ขั้นบันได

พระเถระจึงถามว่านั่นใคร ? เทวดาเรียนตอบว่า ดิฉันมณิลิยา เจ้าข้า พระเถระซักว่า เธอร้องไห้ทำไม? เทวดาเรียนว่า เพราะอาศัยที่พระผู้เป็นเจ้าจะจากไป เจ้าข้า พระเถระจึงถามว่า เมื่อฉันอยู่ ณ ที่นี้ เป็นคุณประโยชน์อะไรแก่พวกเธอหรือ ?

เทวดาจึงเรียนตอบว่า ท่านคะ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ ณ ที่นี้ พวกเทวดาและอมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ได้มีเมตตาอารีแก่กันและกัน เจ้าค่ะ แต่บัดนี้เมื่อพระผู้เป็นเจ้าจะจากไปเสียแล้ว พวกเทวดาและอมนุษย์ก็คงจักทำการทะเลาะวิวาท จักกล่าวคำหยาบแก่กันและกันเป็นแน่ เจ้าค่ะ

พระเถระจึงได้บอกแก่เทวดาว่า ถ้าฉันอยู่ ณ ที่นี้ ความอยู่ผาสุกสำราญย่อมมีแก่พวกเธอ ฉันดีใจมาก ดังนี้ แล้วได้อยู่ ณ วัดนั้นต่อไป จนครบ ๔ เดือนอีก

ครั้นครบ ๔ เดือนแล้วก็ได้คิดจะไปเหมือนอย่างเดิมอีก แม้เทวดามณิลิยานั้นก็ได้ไปร้องไห้เหมือนนั้นอีก โดนอุบายนี้พระเถระเลยอยู่ ณ ที่วัดนั้นและปรินิพพาน ณ ที่วัดนั้นนั่นแล

เมตตาวิหารีบุคคล ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของอมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้

๖. ประการที่ ๖ ที่ว่า เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา นั้น อธิบายว่า เทวดาทั้งหลาย ย่อมคอยเฝ้ารักษาเมตตาวิหารีบุคคลเสมือนบิดามารดาคอยเฝ้ารักษาบุตร ฉะนั้น

๗. ประการที่ ๗ ที่ว่า ไฟ, ยาพิษ, หรือศัตรา ไม่กล้ำกรายในตัวของเขา นั้น อธิบายว่า ไฟไม่กล้ำกรายเข้าไปในกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่นอุบาสิกาชื่ออุตตราเป็นตัวอย่าง หรือยาพิษไม่กำซาบเข้าไปในร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น อุบาสิกาชื่ออุตตรา เป็นตัวอย่าง หรือยาพิษไม่กำซาบเข้าไปในร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น พระจูฬสีวเถระผู้ชำนาญสังยุตตนิกายเป็นตัวอย่าง หรือศัสตราไม่บาดร่างกายของเมตตาวิหารีบุคคล เช่น สังกิจจสามเณรเป็นตัวอย่าง เฉพาะข้อว่าศัสตราไม่บาดนี้ ควรยกเรื่องแม่โคนมมาแสดง เป็นตัวอย่างประกอบดังนี้

ได้ยินว่า มีแม่โคนมอยู่ตัวหนึ่งกำลังยืนให้น้ำนมแก่ลูกอยู่ ขณะนั้นนายพรานคนหนึ่งตกลงใจว่า เราจักแทงมันดังนี้ แล้วได้ตวัดมือพุ่งหอกเข้าใส่ทันที แต่หอกนั้นพอไปจรดลำตัวของแม่โคนมนั้น ก็ม้วนพับเหมือนกับใบตาล นี้ไม่ใช่เป็นด้วยกำลังแห่งอุปจารสมาธิหรือไม่ใช่ด้วยกำลังแห่งอัปปนาสมาธิเลย แต่เพราะความมีใจรักลูกอันมีกำลังรุนแรงอย่างเดียว เมตตามีอานุภาพอันยิ่งใหญ่อย่างนี้แล

๘. ประการที่ ๘ ที่ว่า จิตเป็นสมาธิเร็ว นั้น อธิบายว่า เมื่อพิจารณากรรมฐาน จิตของเมตตาวิหารีบุคคลย่อมเป็นสมาธิได้อย่างรวดเร็วทีเดียว ไม่มีความเฉื่อยชาเลย

๙. ประการที่ ๙ ที่ว่า ผิวหน้าผ่องใส นั้น อธิบายว่า ใบหน้าของเมตตาวิหารีบุคคลนี้ ย่อมมีผิวพรรณผ่องใสเหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้วใหม่ ๆ ฉะนั้น

๑๐. ประการที่ ๑๐ ที่ว่า ไม่หลงทำกาลกิริยา นั้น อธิบายว่า การตายด้วยความหลงย่อมไม่มีแก่เมตตาวิหารีบุคคล คือ เมตตาวิหารีบุคคลไม่หลงทำกาลกิริยาเลย เมื่อตายเป็นเสมือนคนนอนหลับ ฉะนั้น

๑๑. ประการที่ ๑๑ ที่ว่า เมื่อไม่ได้บรรลุคุณธรรมเบื้องสูง อย่างต่ำก็จะบังเกิดในพรหมโลก นั้น อธิบายว่า เมตตาวิหารีบุคคลเมื่อยังไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งพระอรหัตอันเป็นชั้นสูงยิ่งกว่าเมตตาสมาบัติ ครั้นเคลื่อนจากมนุษย์โลกนี้แล้ว ก็จะเข้าถึงพรหมโลกทันที เป็นเสมือนหลับแล้วตื่นขึ้น ฉะนี้

ก็แหละอานิสงส์ทั้งหลายมีนอนเป็นสุขเป็นต้นในเมตตาภาวนานี้ แม้โยคีบุคคลทั้งหลายผู้ได้สำเร็จฌานด้วยอำนาจกรรมฐานอื่นนอกไปจากพรหมวิหารกรรมฐานนี้ ก็ย่อมได้ประสพแม้โดยแท้ สมด้วยคาถาประพันธ์อันพระโบราณาจารย์แสดงไว้ มีอาทิว่า

มุนีทั้งหลายผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในอารมณ์กรรมฐานในภายใน ย่อมนอนเป็นสุข พระสาวกทั้งหลายของ พระโคดมพุทธเจ้า ย่อมตื่นชนิดที่ตื่นด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ ฉะนี้

แต่แม้กระนั้น ผู้ที่ได้สำเร็จพรหมวิหารกรรมฐานทั้งหลาย ย่อมได้ประสบอานิสงส์ครบทั้งหมดนี้โดยไม่มีเศษเหลือ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าพรหมวิหารธรรม ๔ เป็นข้าศึกโดยตรงของนิวรณกิเลสทั้งหลายมีพยาบาทเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระพุทธโอวาทไว้ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค….มีอาทิว่า :-

ดูก่อนอาวุโส ก็เมตตาเจโตวิมุติ นี้นั้น เป็นธรรม เครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาท ฉะนี้

อนึ่ง โทษทั้งหลายมีนอนเป็นทุกข์เป็นต้น ย่อมบังเกิดแก่หมู่สัตว์ ก็ด้วยอำนาจนิวรณกิเลสมีพยาบาทเป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อพรหมวิหารธรรม ซึ่งเป็นปฏิปักษ์แก่นิวรณกิเลส มีพยาบาทเป็นต้นนั้น อันโยคีบุคคลบำเพ็ญปฏิบัติให้สำเร็จแล้ว อานิสงส์ทั้งหลายมีนอนเป็นสุขเป็นต้น ก็เป็นอันอยู่ในเงื้อมมือแล้วนั่นเทียว

 

สัมมัปปทาน ๔

สัมมัปปทาน หมายถึง ความเพียรโดยชอบ คือ ความเพียรที่ต่อเนื่องไม่ลดละ มีความหมายเหมือน “สัมมาวายามะ” ในอริยมรรคมีองค์ ๘

สัมมัปปทาน ๔ ประกอบด้วย

๑. ความเพียรเพื่อไม่ทำอกุศลใหม่
๒. ความเพียรเพื่อละอกุศลเก่า
๓. ความเพียรทำอกุศลใหม่
๔. ความเพียรเพิ่มพูนกุศลเก่า

<><><><><><><><><><><>><><><><>><><>

บทสรุป สัมมัปปทาน ๔ :
จากหนังสือ โพธิปักขิยธรรม
โดยพระคันธสาราภิวงศ์
***********************

บุคคลที่จะเจริญสติปัฏฐาน ตามรู้สภาวธรรมปัจจุบัน ต้องเพียบพร้อมด้วยสัมมัปปทาน ๔ เพราะสัมมัปปทาน ๔ จัดเป็นความเพียร ผู้ที่ไม่มีความเพียรจะแจริญสติปัฏฐานไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ขณะที่ “กำหนดรู้” สภาวะพองยุบ สภาวะเคลื่อนไหวของเท้า เวทนา จิต หรือสภาวธรรม จัดว่า

๐ มีความเพียรเพื่อละอกุศลเก่า เพราะในขณะนั้นเราไม่ได้ทำอกุศลเก่า คือ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ ฯลฯ

๐ มีความเพียรเพื่อไม่ทำอกุศลใหม่ เพราะในขณะนั้นเราไม่ได้ทำอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ เมื่อความโลภหรือความโกรธเกิดขึ้น นักปฏิบัติควรกำหนดว่า “โลภหนอ” หรือ “โกรธหนอ” เมื่อนักปฏิบัติรับรู้สภาวะของความโลภหรือความโกรธตามความเป็นจริงว่า “ความโลภเป็นสภาวะพอใจ” “ความโกรธเป็นสภาวะดุร้าย” ก็จะไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ

๐ ความเพียรเพื่อทำกุศลใหม่เพราะการเจริญสติปัฏฐานเป็นกุศลที่เราไม่เคยบำเพ็ญมาก่อน

๐ มีความเพียรเพื่อเพิ่มพูนกุศลเก่า เพราะนักปฏิบัติย่อมประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ตามลำดับของวิปัสสนาขั้นต่างๆ จัดว่าได้เพิ่มพูน ภาวนากุศลที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งสม “สติ” “สมาธิ” และ “ปัญญา” ให้เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเดิม

หนทางดับทุกข์ มีอยู่

“การเกิดในภพใหม่เป็นความทุกข์ การแตกทำลายไปของสรีระกายในที่ที่เกิดแล้วก็เป็นความทุกข์เช่นกัน”

ตัวเราต้องพบกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายเป็นธรรมดา เมื่อเป็นเช่นนี้ควรที่เราจะแสวงหาหนทาง อันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่มีความทุกข์ มีความสุข เยือกเย็น เป็นทางสายเดียวที่จักพ้นจากภพต่างๆ นำไปสู่ความดับ (นิพพาน) ทุกข์ น่าจะมีอยู่แน่นอน

เมื่อทุกข์มีอยู่ สุขก็ต้องมีอยู่ในโลก ฉันใด, เมื่อภพมีอยู่ ความปราศจากภพก็ต้องมีอยู่ ฉันนั้น, เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นอันสยบความร้อนก็ต้องมี ฉันใด, เมื่อไฟ ๓ กอง (ราคะ โทสะ โมหะ) มีอยู่ แม้ความดับไปแห่งไฟ ก็ต้องมีอยู่ ฉันนั้น

……………………………….
ความคิดของ สุเมธบัณฑิต
จากหนังสือ ตามรอยพระพุทธประวัติ ๘๐ พระพรรษา
เรียบเรียงโดย อาจารย์ปัญญา ใช้บางยางและคณะ

หนังสือโอกาสอันทรงค่าของชีวิต

หนังสือโอกาสอันทรงค่าของชีวิต
แปลจากบทนำของหนังสือ โพธิปักขิยทีปนี
ซึ่งรจนาโดย…พระอาจารย์ แลดี สยาดอ อัครมหาบัณฑิต
ดาวน์โหลด >>> คลิกที่นี่
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ปัญญา

เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ได้แก่ การเจริญสติให้เกิดความเห็นแจ้งเข้าใจในรูป (สภาวธรรมทางกาย), นาม (สภาวธรรมทางจิต), ขันธ์ (ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่ประชุมรวมเข้าเป็นชีวิต), อายตนะ (แดนต่อหรือแดนเกิดของความรับรู้), ธาตุ (สภาพรู้), สัจจะ (ความจริง), ปฏิจจสมุปปบาท (การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกันและกัน จึงเกิดมีขึ้น) และการเจริญปัญญาให้เห็นแจ้งแทงทะลุในไตรลักษณ์ของสรรพสิ่ง อันได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้ถาวร), ทุกขัง (ความเป็นทุกข์ ไม่น่าพึงพอใจ) และอนัตตา (ความไม่ใช่ตัวตน)

ในบรรดาเมล็ดพันธุ์ของมัคคญาณและผลญาณทั้ง ๓ ดังกล่าวมานี้ ศีลและสมาธิเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่แต่งแต้มโลกให้งดงามยิ่งขึ้น ศีลและสมาธิยังคงมีอยู่แม้ในช่วงสุญญกัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก บุคคลจึงสามารถเก็บเกี่ยวสั่งสมเมล็ดพันธุ์แห่งศีลและสมาธิได้ทุกเมื่อที่ปรารถนา ซึ่งแตกต่างจากเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่ว่าด้วยรูป (สภาวธรรมทางกาย), นาม (สภาวธรรมทางจิต), ขันธ์ (ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่ประชุมรวมเข้าเป็นชีวิต), อายตนะ (แดนต่อหรือแดนเกิดของความรับรู้), ธาตุ (สภาพรู้), สัจจะ (ความจริง), ปฏิจจสมุปปบาท (การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกันและกัน จึงเกิดมีขึ้น) เพราะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาจะสั่งสมได้ก็ต่อเมื่อผู้นั้นได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาเท่านั้น

เมื่อมิได้พบพระพุทธศาสนา บุคคลนั้นจะไม่มีโอกาสได้ยินถ้อยคำแม้สักคำเดียวที่เกี่ยวเนื่องด้วยปัญญา ไม่ว่าสุญญกัปอันเนิ่นนานราวไม่รู้จบนั้นจะยาวนานสักเพียงใดก็ตาม

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ปัญญาในพระพุทธศาสนา

ความแตกต่างระหว่างปัญญาในพระพุทธศาสนาและทิฏฐิ ลัทธิความเชื่อนอกพระพุทธศาสนา

ความแตกต่างที่สำคัญคือ ปัญญาในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ปรัชญา ตรรกะ ทิฏฐิ หรือทรรศนะที่เกิดจากการคิดและการตีความจากประสบการณ์

หากเป็นการเห็นแจ้งความจริงของธรรมชาติ เป็นปัญญาที่เกิดจากการตรัสรู้ซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยอันบริสุทธิ์ ปราศจากโลภ โกรธ หลง

เป็นปัญญาที่มีศีลและสมาธิเป็นพื้นฐาน ปัญญาในพระพุทธศาสนาจึงยังจิตให้ถึงความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

จากบทเรียนพระสูตรทางไปรษณีย์ (ชุดที่ ๑)
อาจารย์ทองสุข ทองกระจ่าง
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๑. ๒. ๓.

บทพรรณนาพระพุทธคุณ
เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๑

โย สพฺพโลกมหิโต กรุณาธิวาโส
โมกฺขากโร รวิกุลมฺพรปุณฺณจนฺโท
เญยฺโยทธึ สุวิปุลํ สกลํ วิพุทฺโธ
โลกุตฺตมํ นมถ ตํ สิรสา มุนินฺทํ.

พระจอมมุนีที่ชาวโลกทั้งปวงบูชา ทรงเพียบพร้อมด้วยพระกรุณา เป็นบ่อเกิดแห่งความหลุดพ้น เปรียบดั่งพระจันทร์เพ็ญท่ามกลางนภาอันเป็นอาทิตยวงศ์ ทรงตรัสรู้เญยยธรรมทั้งหมดอันไพศาลดั่งมหาสมุทร เชิญท่านทั้งหลายนมัสการพระจอมมุนีผู้ประเสริฐในโลก พระองค์นั้น

บทพรรณนาพระธรรมคุณ
เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒

โสปานมาล’มมลํ ติทสาลยสฺส
สํสารสาครสมุตฺตรณาย เสตุง
สพฺพาคติภยวิวชฺชิตเขมมคฺคํ
ธมฺมํ นมสฺสถ สทา มุนินา ปณีตํ.

เชิญท่านทั้งหลายนมัสการพระธรรมอันพระมุนีตรัสสอน เป็นขั้นบันไดอันหมดจดแห่งสวรรค์ ประดุจสะพานข้ามมหาสมุทรคือสงสาร และเป็นทางเกษมปลอดจากทุคคติภัยทั้งมวลทุกเมื่อ

บทพรรณนาพระสังฆคุณ
เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๓

เทยฺยํ ตทปฺป’มปิ ยตฺถ ปสนฺนจิตฺตา
ทตฺวา นรา ผล’มุลารตรํ ลภนฺเต
ตํ สพฺพทา ทสพเลนปิ สุปฺปสตฺถํ
สํฆํ นมสฺสถ สทามิตปุญฺญเขตฺตํ.

เชิญท่านทั้งหลายนมัสการพระสงฆ์ ผู้เป็นนาบุญหาประมาณมิได้ ซึ่งแม้พระทศพลก็ทรงสรรเสริญเป็นนิตย์ ที่มหาชนมีใจเลื่อมใสแล้วถวายไทยธรรม แม้เล็กน้อยแล้วได้รับผลบุญอันโอฬาร

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๖

นิจฺจาตุรํ ชคทิทํ สภยํ สโสกํ
ทิสฺวา จ โกธมทโมหชราภิภูตํ
อุพฺเพคมตฺตมปิ ยสฺส น วิชฺชตี เจ
โส ทารุโณ น มรโณ วต ตํ ธิรัตฺถุ.

หากบุคคลใดปราศจากแม้มาตรว่าความสะดุ้งกลัว
เพราะเห็นโลกนี้มีทุกข์ภัยเศร้าโศกอยู่เสมอ
ถูกความโกรธ ความหลงมัวเมา และความแก่ครอบงำแล้ว
บุคคลนั้นเป็นผู้โหดร้ายเอง หาใช่ความตายไม่
น่าตำหนิเขาจริงๆ

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๖

ดาวน์โหลดหนังสือ “เตลกฏาหคาถา”

หนังสือเตลกฏาหคาถา
ดาวน์โหลดหนังสือ คลิกที่นี่ >>> เตลกฏาหคาถา
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เตลกฏาหคาถา แปลว่า “บทร้อยกรองที่กล่าวในกะทะน้ำมัน” เป็นวรรณกรรมบาลีประเภทร้อยกรอง มีคาถา 100 บท แต่เป็นวสันตดิลก 14 พยางค์ล้วนๆ

ท่านผู้ประพันธ์ได้ตกแต่งเสียงและความหมายไว้อย่างไพเราะสละสลวย มีเสียงราบรื่นคล้องจองสัมผัสเป็นเสาวพจน์ จัดเป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ และเป็นแบบฉบับในการแต่งบาลีของอนุชนรุ่นหลัง

คัมภีร์นี้กล่าวถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เริ่มตั้งแต่พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ การระลึกถึงความตาย พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอดจนโทษของการทำบาป โดยท่านผู้ประพันธ์มุ่งเตือนสติชาวพุทธไม่ให้ประมาทในการบำเพ็ญคุณงามความดี

ความเป็นมาของคาถามีปรากฏในคัมภีร์รสวาหินี ดังนี้

พระเจ้ากัลยาณิยติสสะ ครองเมืองกัลยาณี ณ ประเทศศรีลังกา ระหว่างพุทธศักราช 237 – 238 ทรงมีพระอนุชาเป็นอุปราชซึ่งได้ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักของพระกัลยาณิยะเถระ และเขียนลายพระหัตถ์คล้ายคลึงกับลายมือของพระเถระ เมื่อในหลวงทรงทราบว่าพระอนุชาเกิดความสิเนหาในพระมเหสีจึงมีรับสั่งให้ตามจับพระอนุชาซึ่งเสด็จหนีไป

ต่อมาพระอนุชาให้คนปลอมตัวเป็นพระถือสาส์นรักไปเฝ้าพระมเหสี พระปลอมถือโอกาสติดตามพระกัลยาณิยะเถระ เข้าพระราชวัง เมื่อพระปลอมฉันภัตตาหารแล้วก่อนจะลุกกลับไป ได้แอบโยนสาส์นรักไปให้พระมเหสี แต่บังเอิญพระราชาทอดพระเนตรเห็น และเข้าใจว่าเป็นสาส์นของพระเถระ จึงรับสั่งให้จับพระเถระโยนใส่กะทะน้ำมันที่เดือดพล่าน

ในขณะนั้นมีแก้วอินทนิลผุดขึ้นมาเป็นที่นั่งรองรับในกะทะน้ำมัน พระเถระได้เจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหันตผล เมื่อได้พิจารณากรรมเก่าของตนจึงทราบว่าในชาติก่อนเคยเกิดเป็นเด็กเลี้ยววัวและได้โยนแมลงวันตัวหนึ่งเข้าไปในน้ำนมที่เดือดพล่าน ครั้งนี้จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกรรมได้ ท่านจึงกล่าวคาถาเพื่อสั่งสอนชาวพุทธไม่ให้มัวเมาประมาท ก่อนที่จะปรินิพพานในที่นั้น

เนื่องจากท่านกล่าวคาถาในกะทะน้ำมัน จึงปรากฏนามว่า “เตลกฏาหคาถา” คือ “บทร้อยกรองที่กล่าวในกะทะน้ำมัน”

ข้อความจาก อารัมภบท
โดยพระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๑๐

โอกาส’มชฺช นตฺถิ สุเว กริสฺสํ
ธมฺมํ อิตีหลสตา กุสลปฺปโยเค
นาลํ ติยทฺธสุ ตถา ภุวนตฺตเย จ
กามํ น จตฺถิ มนุโช มรณา ปมุตฺโต

ความเกียจคร้านในการบำเพ็ญความดีไม่พึงมี
โดยเราคิดว่าเราไม่มีโอกาสในวันนี้
เราจักประพฤติธรรมในวันพรุ่ง

เพราะนรชนผู้พ้นจากความตาย
ย่อมไม่มีในกาล ๓ และ ภูมิ ๓ โดยแท้

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๑๐

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๑

พุทฺธาปิ พุทฺธกมลามลจารุเนตฺตา
พาตฺตึสลกฺขณวิราชิตรูปโสภา
สพฺพาสวกฺขยกราปิ จ โลกนาถา
สมฺมทฺทิตา มรณมตฺตมหาคเชน.

แม้พระพุทธเจ้าผู้มีพระเนตรงามหมดจดดั่งบัวบาน
มีพระรูปกายบรรเจิดด้วยพระลักษณะ ๓๒ ประการ
ทรงกำจัดอาสวะทั้งปวงแล้ว
ก็ถูกพญาคชสารตกมัน คือ มฤตยู ย่ำยีแล้ว

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๑

อิทรีย์ ๕

อินทรีย์ ๕

ความหมายของ อินทรีย์

คำว่า อินฺทริย มีรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) ว่า อินฺทสฺส กมฺมํ อินฺทริยํ (การกระทำของผู้เป็นใหญ่ ชื่อว่า อินทรีย์) การกระทำของผู้เป็นใหญ่ คือ การกระทำของผู้ควบคุมจิตของตัวเองได้ ตัวอย่างเช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ธรรมทั้ง ๕ ประการเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่สามารถควบคุมจิตหรือผู้ที่เป็นใหญ่แก่จิตของตน ส่วนผู้ที่ยอมแพ้ต่ออำนาจของกิเลส ไม่สามารถควบคุมจิตได้ ก็จะไม่อาจบำเพ็ญธรรมทั้ง ๕ ประการนั้นได้ กล่าวคือ

– ไม่อาจเจริญศรัทธา เพราะประกอบด้วยความไม่เชื่อถือ
– ไม่อาจเจริญความเพียรเพราะมีความเกียจคร้าน
– ไม่อาจเจริญสติ เพราะคิดถึงอารมณ์ที่เป็นอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ไม่อยากอยู่กับปัจจุบัน
– ไม่อาจเจริญสมาธิ เพราะชอบการซัดส่ายฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่างๆ
– ไม่อยากที่จะเจริญปัญญา เพราะพอใจที่จะถูกความหลงครอบงำจิตของตน

อินทรีย์ ๕ เหล่านี้เปรียบเหมือนพระราชา พระราชาเป็นบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ ในสมัยก่อนเป็นสมัยที่พระราชาปกครองประเทศ ทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้พระราชอำนาจ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ก็เช่นเดียวกัน หากเข้าถึงความเป็นอินทรีย์ คือ เข้าถึงความเป็นใหญ่ในในขณะใด ขณะนั้นก็เหมือนพระราชาปกครองประเทศ เพราะมีกำลังมากในการประกอบกิจของตน เช่น

๐ ศรัทธาที่เข้าถึงความเป็นอินทรีย์ (ศรัทธินทรีย์) ย่อมเป็นใหญ่ในการเชื่อมั่นเลื่อมใสในคุณของ พระรัตนตรัย กรรม และผลกรรม โดยไม่หวั่นไหวหรือเกิดความสงสัยสิ่งเหล่านั้น

๐ วิริยะที่เข้าถึงความเป็นอินทรีย์ (วิรยินทรีย์) ย่อมเป็นใหญ่ในความเพียรที่ไม่ย่อท้อ ไม่ให้เกิดความเกียจคร้านในการปฏบัติธรรม

๐ สติที่เข้าถึงความเป็นอินทรีย์ (สตินทรีย์) ย่อมเป็นใหญ่ในการยังจิตให้รู้ทันสภาวธรรมปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

๐ สมาธิที่เข้าถึงความเป็นอินทรีย์ (สมาธินทรีย์) ย่อมเป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในสภาวธรรมปัจจุบัน ไม่ซัดส่ายฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่นจากอารมณ์ที่กำหนดรู้อยู่

๐ ปัญญาที่เข้าถึงความเป็นอินทรีย์ (ปัญญินทรีย์) ย่อมเป็นใหญ่ในการหยั่งรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง ไม่หลงงมงายในสภาวธรรมเหล่านั้น

จิตที่ไม่ประกอบด้วยอินทรีย์ ๕ ก็เปรียบเหมือนประเทศที่ขาดพระราชาปกครอง ย่อมเป็นประเทศที่ไม่มีความสงบมีสงครามอยู่เสมอ แต่จิตที่มีอินทรีย์ ๕ เหล่านี้เหมือนประเทศที่มีพระราชาปกครอง ย่อมมีแต่ความสงบร่มเย็นจิตที่ประกอบด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา จะเป็นจิตที่สงบร่มเย็น ไม่ถูกกิเลสต่างๆ รบกวนจิต ส่วนจิตที่ไม่มีอินทรีย์เหล่านี้ย่อมถูกกิเลสต่างๆ รบกวน อุปมาเหมือนการโดยสารเรือข้ามฟาก ถ้าเรือรั่ว น้ำก็จะไหลเข้าในเรือ เรือก็จะจมลง น้ำเหมือนกิเลสที่ไหลเข้ามาในเรือ และเรือก็คือ “จิต”

“เมื่อกิเลสครอบงำจิต ย่อมทำให้จิตตกต่ำ เหมือนเรือที่จมลงไม่อาจข้ามฟากได้”

อินทรีย์ ๕
จากหนังสือ โพธิปักขิยธรรม
โดยพระคันธสาราภิวงศ์

มรณสติ [REPOST]

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ปริจเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ ได้กล่าวถึง มรณานุสสติ คือ ความระลึกถึงเนืองซึ่งมรณะ [ ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภมรณะ ชื่อว่า “มรณานุสสติ” คำนี้เป็นชื่อของ “สติอันมีความขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิตเป็นอารมณ์” ]

ได้กล่าวถึงการพิจารณามรณะว่า หากพิจารณามรณะโดยไม่แยบคายแล้ว เป็นอย่างไร

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><<><<><><>><><><<><><<<><><>

ข้อความจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค

เพราะว่าเมื่อพระโยคาวจรยังมนสิการให้เป็นไปโดยไม่แยบคาย

๐ เวลาระลึกถึงความตายของคนที่ชอบกันจะเกิดความโศกเศร้า ดุจเวลามารดาผู้บังเกิดเกล้าระลึกถึงความตายของบุตรที่รักฉะนั้น

๐ เวลาที่ระลึกถึงความตายของคนที่ไม่ชอบกันจะเกิดความปราโมทย์ ดุจคนมีเวรกันระลึกถึงความตายของคนที่มีเวรกันฉะนั้น

๐ เวลาระลึกถึงความตายของคนที่เป็นกลาง ๆ จะไม่เกิดความสลดใจ ดุจสัปเหร่อเห็นซากคนตายฉะนั้น

๐ เวลาระลึกถึงคามตายของตนจะเกิดความสะดุ้งหวาดกลัว ดุจคนที่มีชาติขลาดเพราะเห็นเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบฉะนั้น

ความเกิดขึ้นแห่งความโศกเป็นต้นแม้ทั้งหมดนั้น ย่อมมีแก่ผู้ปราศจากสติ, ความสังเวช และญาณ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรเห็นสัตว์ที่ถูกฆ่าตายและตายเองในที่นั้น ๆ แล้ว พึงพิจารณาถึงความตายของหมู่สัตว์ที่ตายไปซึ่งที่เป็นสมบัติที่ตนเคยเห็นมา ประกอบสติ, ความสังเวช และญาณ แล้วยังมนสิการให้เป็นไปโดยนัยมี อาทิว่า มรณํ ภวิสฺสติ ความตายจักมี ดังนี้

ด้วยว่าพระโยคาวจรเมื่อให้มนสิการเป็นไปอย่างนั้น ชื่อว่าให้เป็นไปโดยแยบคาย อธิบายว่าให้เป็นไปโดยอุบาย จริงอยู่สำหรับพระโยคาวจรบางพวกที่ยังมนสิการให้เป็นไปอยู่อย่างนั้นนั่นแล นิวรณกิเลสทั้งหลายย่อมระงับลง สติมีมรณะเป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น กัมมัฏฐานขึ้นถึงอุปจารฌานทีเดียวก็เป็นได้

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><<><<><><>><><><<><><<<><><>

ความหมายของคำว่าสติปัฏฐาน

ความหมายของคำว่าสติปัฏฐาน

สติปัฏฐาน เป็นศัพท์สมาสที่มาจากศัพท์ ๒ ศัพท์ คือ “สติ” + “ปัฏฐาน

คำว่า สติ มีรากศัพท์มาจากคำว่า สํสรติ ซึ่งมีความหมายว่า การจำ แต่เมื่อกล่าวโดยนัยของ “สติเจตสิก”

สติ จะ หมายถึง การระลึกได้ในอารมณ์ การจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ การระลึกรู้ความตื่นตัว ทั่วพร้อม และความใส่ใจไม่ประมาท มากกว่าการจดจำเรื่องในอดีต

สติ แปลว่า การระลึกรู้อารมณ์ที่ผ่านมาแล้ว ระลึกรู้อารมณ์ที่ยังมาไม่ถึง หรืออาจเป็นการระลึกรู้อกุศลกรรมซึ่งเคยธรรมมาก่อน การระลึกรู้เช่นนี้ไม่จัดเป็นสติตามหลักการปฏิบัติธรรม เพราะสติตามนัยนี้เป็นสภาวธรรมฝ่ายดี หมายถึง การระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบันภายในร่างกายที่ ยาวว่า หนาคืบ กว้างศอก มีใจครอง การระลึกรู้สภาวธรรมที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในปัจจุบันขณะ จัดว่าเป็นสภาวธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับเราในปัจจุบันขณะและเป็นอารมณ์ของการเจริญสติปัฏฐาน เช่นสภาวธรรมทางจิตที่ประกอบด้วยความโกรธ ความฟุ้ง หรือสภาวธรรมทางกายเช่นการเคลื่อนไหวของเท้า การปฏิบัติธรรม พึงจดจ่อตามรู้ปัจจุบันอารมณ์อย่างเดียว

สติมีลักษณะ ทำให้จิตใจไม่เลื่อนลอย (อปิลาปนลักขณา) หมายถึง จิตไม่ซัดส่ายฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่นจากปัจจุบันที่กำหนดอยู่ โดยไม่คิดถึงอดีตหรืออนาคต

ปัฏฐาน แปลว่า เข้าไปตั้งไว้ หมายถึง ความจดจ่ออย่างต่อเนื่อง การสร้างขึ้น การนำมาใช้ การทำให้ปรากฏขึ้นและตั้งอยู่อย่างแนบแน่นและมั่นคง ความจดจ่อ หมายถึง การกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานโดยละเอียด ความต่อเนื่องคือ การตามรู้สภาวธรรมปัจจุบันโดยไม่ขาดจังหวะ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเกิดขึ้นทางทวารใดก็กำหนดรู้ได้ทันปัจจุบัน

คำว่า สติปัฏฐาน จึงหมายถึง การทำให้สติเกิดขึ้น และ ดำรงอยู่อย่างแน่นแฟ้นมั่นคง และ แนบสนิทกับอารมณ์ที่กำลังกำหนดรู้อยู่การระลึกรู้เช่นนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า สุปฺปติฏฺฐิต สติ หรือ สติที่ตั้งมั่นด้วยดี

เป็นการกำหนดรู้สภาวธรรมปัจจุบันโดยจดจ่อสภาวธรรมปัจจุบันในแต่ละขณะอย่างต่อเนื่อง ความจดจ่อมีลักษณะเพ่งจิตลงไปที่อารมณ์กรรมฐาน และกำหนดรู้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์

คำว่าสติปัฏฐาน เป็นไวพจน์ของสัมมาสติ คือ การระลึกชอบ พระพุทธองค์ตรัสว่า สัมมาสติมีอารมณ์ ๔ ประเภท คือ กองรูป เวทนา จิต และสภาวธรรม

ฐานทั้งสี่ของสติ
การดำรงสติไว้ที่ฐานทั้งสี่มีสาระสำคัญเหมือนกันเพียงประการเดียวก็คือ การน้อมจิตมาระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงอย่างมีสติฐานทั้งสี่นี้จำแนกออกตามอารมณ์หรือ สิ่งที่จิตไปกำหนดรู้ ๔ อย่าง คือ

๑ ร่างกาย (กาย)
๒ ความรู้สึก (เวทนา)
๓ สภาวะการระลึกรู้ของจิต (จิต)
๔ อารมณ์ที่จิตเข้าไประลึกรู้ (ธรรม) หมายรวมถึงสภาพธรรมต่างๆ เช่น นิวรณ์ทั้งห้า ขันธ์ห้า อายตนะภายในทั้งหกอายตนะภายนอกทั้งหก โพชฌงค์เจ็ด และอริยสัจสี่)

สรุปสติ และสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางของการปฏิบัติธรรม

สติ คือ การระลึกรู้ในอารมณ์ปัจจุบัน ระลึกรู้ในสภาวธรรมที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในปัจจุบันขณะ

สติปัฏฐาน คือ การระลึกรู้ในอารมณ์ปัจจุบัน ระลึกรู้ในสภาวธรรมที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในปัจจุบันขณะ เป็นการกำหนดรู้สภาวธรรมปัจจุบันโดยจดจ่อสภาวธรรมปัจจุบันในแต่ละขณะอย่างต่อเนื่อง ความจดจ่อมีลักษณะเพ่งจิตลงไปที่อารมณ์กรรมฐาน และกำหนดรู้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ น้อมระลึกไปในฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
รวมรวมและสรุปความหมายของคำว่าสติปัฏฐาน ๔
จากหนังสือ :
๑. โพธิปักขิยธรรม พระคันธสาราภิวงศ์
๒. หนังสือความหมายของคำว่าสติปัฏฐาน ท่านอูบัณฑิต

ลักษณะของสติ

ลักษณะของสติสรุปจาก : มิลินทปัญหาสติลักขณปัญหา ที่ ๑๒

สติมีลักษณะ ๒ ประการ คือ อปิลาปนลักขณะสติ และ อุปคัณหณลักขณาสติ

อปิลาปนลักขณาสติ

“อปิลาปนลักขณาสติ” นั้น คือ อารมณ์ให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลาย คือ

๐ เตือนว่า สิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นโทษ สิ่งนี้เป็นคุณ สิ่งนี้ขาวสิ่งนี้ดำ
๐ เตือนอารมณ์ให้ระลึกในธรรมทั้งหลายนี้ว่า ธรรมสิ่งนี้เป็นสติปัฏฐาน ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นสัมมัปปธาน ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นอิทธิบาท ๔ ธรรมสิ่งนี้เป็นอินทรีย์ ๕ ธรรมสิ่งนี้เป็นพละ ๕ ธรรมสิ่งนี้โพชฌงค์ ๗ ธรรมสิ่งนี้เป็นอัฏฐังคิกมรรค ๘ประการ ธรรมสิ่งนี้เป็นสมถกรรมฐาน ธรรมสิ่งนี้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ธรรมสิ่งนี้เป็นฌาน เป็นสมาบัติ เป็นวิชชา เป็นวิมุตติ เป็นกองจิตกองเจตสิก

เมื่อโยคาวจรได้อปิลาปนลักขณาสติ เตือนอารมณ์ให้ระลึกถึงธรรมดังนี้ ก็มิได้ส้องเสพซึ่งธรรมอันมิควรจะส้องเสพ กลับส้องเสพซึ่งธรรมควรจะส้องเสพดังนี้ ชื่ออปิลาปนลักขณาสติ

เปรียบปานดุจภัณฑาคาริกบุรุษผู้หนึ่งเป็นชาวคลังของบรมจักร ย่อมทูลบรมจักรตักเตือนให้ ระลึกถึงสมบัติทุกเช้าเย็น ทูลว่าเครื่องประดับช้างเท่านั้น ม้าเท่านั้น รถเท่านั้น พลเดินลำลองเท่านั้น ทองเท่านั้น เงินเท่านั้น ฉันใด

อปลาปนลักขณาสตินี้ไซร้ เมื่อบังเกิดก็เตือนอารมณ์ให้ระลึกถึงปฏิภาคธรรมทั้งหลาย คือกุศลอกุศลบาปบุญคุณโทษเปรียบดุจสีขาวกับดำ และเตือนอารมณ์ให้ระลึกว่า ธรรมสิ่งนี้คือสติปัฏฐาน เป็นอาทิฉะนั้น ก็ย่อมส้องเสพซึ่งธรรมอันควรจะเสพ อปิลาปนลักขณาสตินี้เตือนอารมณ์ให้ระลึกไปในเบื้องหน้าเบื้องหลัง เหมือนชาวคลังระลึกทูลเตือนบรมจอมจักรพรรดิให้ระลึกถึงสมบัตินั้น

อุปคัณหณลักขณาสติ

อุปคัณหณลักขณาสตินั้น เมื่อจะบังเกิดในสันดานนี้ ชักชวนให้ถือเอาคติในธรรมอันดี พระโยคาวจรเจ้าเมื่ออุปคัณหณลักขณาสติบังเกิดในสันดาน ย่อมพิจารณาว่า

ธรรมสิ่งนี้มีอุปการธรรม สิ่งนี้หาอุปการมิได้
๐ ก็นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นประโยชน์ ถือเอาธรรมอันเป็นประโยชน์
๐ นำเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นอุปการ ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นอุปการ
๐ อุปคัณหณลักขณาสตินั้นมีลักษณะละเสียซึ่งสิ่งอันชั่ว ถือเอาแต่สิ่งอันดี

เปรียบปานดุจนายประตูของบรมกษัตริยาธิราช
๐ ถ้าเห็นผู้ใดประหลาดเข้าไปสู่ประตูพระราชวังนั้น ก็ห้ามเสียมิให้เข้าไป
๐ ผู้ใดที่เป็นอุปการแก่บรมกษัตริย์เจ้า คือ ข้าเฝ้าผู้ใหญ่ผู้น้อยนั้นก็ปล่อยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน

“อุปคัณหณลักขณาสติ” ถือเอาแต่ธรรมอันเป็นคุณ เว้นเสียซึ่งธรรมอันมิได้เป็นคุณ ดุจนายประตูอันห้ามเสียซึ่งคนใช่ข้าเฝ้า ถือเอาแต่ข้าเฝ้าที่คุ้นเคยให้เข้าไปสู่พระราชฐาน

สติเป็นอุปคัณหณลักขณาสติเว้นสียซึ่งสิ่งอันเป็นโทษถือเอาซึ่งธรรมอันเป็นประโยชน์เป็นคุณ ชื่อว่ามีสติเป็นอุปคัณหณลักขณาสติ

สมด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระบรมนายกโลกนาถศาสดาจารย์ประทานพระสัทธรรมเทศนา ว่า
สติ จ โข อหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามิ พระพุทธฎีกาตรัสว่า ภิกฺขเว

ดูรานะภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตนี้สรรเสริญว่า
สติให้สำเร็จประโยชน์นำเสียซึ่งโทษ นี่แหละพระพุทธฎีกาโปรดไว้ฉะนี้

เพิ่มเติม : จากมิลินทปัญหา มักกฏกวรรค ที่ ๖

ผู้มีศักดิ์เป็นอัครกษัตริยฺอันประเสริฐ ธรรมดาว่าแมงมุมนั้นย่อมชักใยเป็นข่ายเป็นเพดานไว้ สัตว์ทั้งหลายคือแมลงหวี่แหละแมลงวัน บินไปติดอยู่ที่ข่ายที่เพดานนั้น แมงมุมก็บริโภคสัตว์ที่ติดข่ายนั้นเป็นภักษาหาร

ยถา มีครุวนาฉันใด พระโยคาวจรเจ้านั้น ก็ขึงเพดานคือ สติปัฏฐาน และปิดทวารทั้ง๖ ไว้ มาตรว่าแมลงวันคือกิเลสได้เข้าไปติดอยู่ในเพดานนั้น ก็พึงจับฆ่าเสียฉันนั้น นี่แหละเป็นองค์อัน ๑ แห่งแมงมุมชักใย

ยุติด้วยคำอันพระอนุรุทธเถรเจ้ากล่าวไว้ว่า
วิตานํเยว ฉทฺวาเรสุ สติปฏฺฐานวรุตฺตมํ
กิเลสา ตตฺถ ลคฺเคตฺวา หนฺตพฺพา เต วิปสฺสกา

แปลความว่า ธรรมดาโยคาวจรเจ้า อันเรียนวิปัสสนาพึงขึงเพดานคือสติปัฏฐาน ปิดทวารนั้น ๖ ไว้ เมื่อกิเลสเข้าไปอยู่ก็จับฆ่าเสียดังนี้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากมิลินทปัญหา

สัมมาสติ

สัมมาสติ

สัมมาสติ คือ การระลึกถูก หมายถึง ความรำลึกประจำใจที่ถูกต้อง คือ มีการตื่นตัวอยู่เสมอ เราต้องรู้ตัวในทุก ๆ อิริยาบถอยู่เสมอ มีความตื่นตัวต่อหน้าที่ พร้อมเสมอที่จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่มาเกี่ยวข้อง เมื่อดีใจ เสียใจ หรือเฉย ๆ ก็ให้รู้ตัวว่ากำลังดีใจ เสียใจ หรือเฉย ๆ

การระลึกแต่ในเรื่องการทำบุญทำกุศล ระลึกถึงทาน ศีล ภาวนา ที่เคยได้ทำมาแล้วหรือตั้งใจว่าจะทำอีก องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก ที่ในโสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑

สติ นอกจากจะหมายถึง ระลึกได้ จำได้แล้ว ยังหมายถึง ความไม่เผลอ ไม่ประมาทเลินเล่อ ไม่ฟั่นเฟือนเลื่อนลอยด้วย

สติ จึงเป็นธรรมสำคัญ เพราะเป็นตัว ควบคุม เร้า เตือน การปฏิบัติหน้าที่ และคอยป้องกันยับยั้งตนเองที่จะไม่ให้หลงเพลินไปตามความชั่ว หรือไม่ให้ความชั่วเล็ดลอดเข้ามาในจิตใจได้ เตือนตนเองในการทำความดี และไม่เปิดโอกาสแก่ความชั่ว หรือเรียกในทางธรรมว่าเป็น อัปปมาทธรรม

อัปปมาทธรรม เป็นหลักธรรมสำคัญยิ่ง สาหรับความก้าวหน้า การเป็นอยู่โดยไม่ขาดสติ ซึ่งขยายความได้ว่า การระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม และไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความเจริญก้าวหน้า ตระหนักดีถึงสิ่งที่จะต้องทำ และต้องไม่ทำ ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่ ไม่ปล่อยปละละเลย กระทำการด้วยความจริงจัง และพยายามก้าวรุดหน้าอยู่ตลอดเวลา

มีคำเปรียบเทียบว่า สติ เหมือนเสาหลัก เพราะปักแน่นในอารมณ์ หรือเหมือนนายประตู เพราะเฝ้าอายตนะต่าง ๆ ที่เป็นทางรับอารมณ์ ตรวจดูอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา เพื่อพิจารณาจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากบทเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ ชุดที่ ๘ ตอนที่ ๒

อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย

สิ่งที่จิตรับรู้เรียกว่า อารมณ์กรรมฐาน

การเจริญสติไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ยากเลย ทุกขณะที่เรารู้ตัวว่ายืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ เคลื่อนไหวร่างกายอยู่ รู้ตัวว่าเห็น ได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัส นึกคิด ก็จัดว่าเจริญสติแล้ว

จิตของเรา เหมือนแก้วน้ำมีฝุ่นธุลีขุ่นอยู่ ถ้าตั้งแก้วน้ำไว้นิ่งๆ น้ำจะใสเอง ในกรณีเดียวกัน ถ้าเราเฝ้าดูอาการปรากฏทางกายกับจิตด้วยสติที่วางใจเป็นกลางไม่ปรุงแต่ง เมื่อนั้น จิตก็จะเกิดสมาธิตั้งมั่นเอง แม้ว่าเราจะกำหนดจิตอยู่ที่ปัจจุบัน แต่จิตเราไม่อยู่นิ่ง มักซัดส่ายเคลื่อนไปเหมือนการฉายภาพสไลด์ บางภาพเป็นเหตุการณ์ในอดีต บางภาพเป็นความคิดในอนาคต

ดังนั้นจึงต้องมีสิ่งที่จิตรับรู้ที่เรียกว่า อารมณ์กรรมฐาน จำแนกได้ดังนี้

๑. ปัจจุบัน คือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะ อดีตนั้นไม่มีจริงเหมือนความฝัน อนาคตก็เป็นจินตนาการที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ ความจริงของชีวิตจึงมีปรากฏอยู่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น เปรียบดั่งคนที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าเมื่อสายฟ้าแลบออกอยู่ จะเห็นประจักษ์ความแปรปรวนนั้นได้

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้ตามรู้สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันว่า อดีตดับไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง จึงไม่ควรคำนึงถึงอดีต ไม่มุ่งหวังอนาคต พึงเจริญวิปัสสนาญาณที่รู้แจ้งสภาวธรรมที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะนั้นๆ อันไม่ถูกตัณหาทิฏฐิฉุดรั้ง และไม่วิบัติ [เพราะตัณหาทิฏฐิ]

ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นอยู่จะสักแต่เห็นเมื่อได้ยินอยู่จะสักแต่ได้ยิน เมื่อรู้อารมณ์ทางจมูก ลิ้น กาย จะสักแต่รู้อารมณ์ทางจมูก ลิ้น กาย เมื่อรู้อารมณ์ทางใจ จะสักแต่รู้อารมณ์ทางใจ

๒. อารมณ์ภายใน คือ อาการปรากฏทางกายกับจิตภายในร่างกายที่ ยาววาหนาคืบกว้างศอกนี้ สิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่าคนสัตว์นั้นมีส่วนประกอบสำคัญ ๒ ส่วน คือ

ก) อาการปรากฏทางกาย (รูป) คือ ธาตุทั้ง ๔ อันได้แก่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบรวมกันเข้าเป็นร่างกาย

ข) อาการปรากฏทางจิต (นาม) แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ

– จิต คือ ธาตุรู้ที่รับรู้อารมณ์ ๖ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ (มโนสัมผัส) นั่นคือ การเห็น ได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัส และนึกคิด จิตเหมือนคนอยู่ในบ้านที่ดูสิ่งนอกบ้านโดยผ่านประตูที่เรียกว่า ทวาร ๖ ช่อง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (มโนทวาร)

– เจตสิก คือ สภาวะที่เกิดร่วมกับจิตอันได้แก่ความรู้สึกรัก ชัง ดีใจ เสียใจ ศรัทธาเลื่อมใส เป็นต้น เจตสิกต่างๆ เหมือนสี ทำหน้าที่แสดงภาพให้ปรากฏ จิตเหมือนน้ำ ทำหน้าที่ซึมซับให้สีติดอยู่กับแผ่นผ้า อารมณ์ที่จิตกับเจตสิกรับรู้เหมือนแผ่นผ้า พระพุทธองค์ทรงแนะนำการเจริญสติภายในกายของตนเท่านั้น

ดังมี พระพุทธวจนะว่า

ดูกรภิกษุ ภิกษุในศาสนานี้ย่อมเล่าเรียนธรรม…ไม่ทอดทิ้งที่เงียบสงัด เพียรเจริญความสงบแห่งจิตภายในตน ดูกรภิกษุ ภิกษุชื่อว่าผู้ประพฤติธรรมอย่างนี้ พวกเธอจงหยั่งรู้กายนี้ จงกำหนดรู้อยู่เสมอ เมื่อรู้เห็นสภาวะในกายแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

๓. สภาวธรรม (ปรมัตถ์) คือ สิ่งที่มีอยู่จริงโดยสภาวะ โดยปกติคนทั่วไปมักคิดว่าสมมุติบัญญัติคือมือ เท้า เป็นต้น มีจริง แต่เมื่อพิจารณาดูจะพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริงเลย มีเพียงหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ฯลฯ ผูกรวมกันเป็นอวัยวะน้อยใหญ่ที่มีธาตุทั้ง ๔ รวมอยู่เป็นกลุ่ม ทำให้สำคัญผิดว่ามีจริง เปรียบเสมือนเงานกที่บินไป ในน้ำ มีเพียงเงาปรากฏขึ้นเท่านั้น ไม่มีตัวนกอยู่จริงๆ

ธาตุทั้ง ๔ นั้นรวมอยู่เป็นกลุ่มในทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต คือ ธาตุดิน มีลักษณะแข็ง-อ่อน ธาตุน้ำ มีลักษณะไหล-เกาะกุม ธาตุไฟ มีลักษณะเย็น-ร้อน ธาตุลม มีลักษณะหย่อน-ตึง ธาตุดินมีคุณสมบัติทั้งอ่อนทั้งแข็งอยู่ในตัวมัน ธาตุอื่นก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือ วัตถุที่แข็งเช่นไม้ ย่อมจะมีความแข็งมากกว่าความอ่อนส่วนวัตถุที่อ่อนเหมือนน้ำ มีความอ่อนมากกว่าความแข็ง ในโต๊ะตัวหนึ่งไม่ใช่มีเพียงธาตุดินอย่างเดียว แต่มีธาตุทั้ง ๔ ประกอบอยู่ร่วมกัน คือ ลักษณะแข็งเป็นธาตุดิน ลักษณะเกาะกุมเป็นรูปโต๊ะ เป็นธาตุน้ำ ลักษณะเย็น เป็นธาตุไฟ ลักษณะตึง เป็นธาตุลม

สรุปความว่า สิ่งที่นักปฏิบัติพึงสังเกตรู้ คืออาการปรากฏทางกายกับจิตในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อคลายความยึดมั่นในตัวตน โดยทั่วไปความทุกข์ มักเกิดจากความยึดมั่น หาใช่เกิดจากอารมณ์ภายนอกที่มากระทบจิตไม่ตัวอย่างเช่น ถ้าไฟไหม้บ้านของเรา เราจะเดือดร้อนเป็นทุกข์ แต่ถ้าไหม้บ้านคนที่ไม่ชอบหรือไม่รู้จัก เรามักวางเฉยไม่เดือดร้อน

ดังนั้น ความทุกข์ทั้งหมดจึงเกิดจากความยึดมั่นในตัวตน ขณะเจริญสติเฝ้าดูอาการทางกายกับจิต จะรู้สึกว่ามีเพียงสภาวธรรมทางกายกับจิตที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่มีตัวเรา ของเรา อยู่ในสภาพธรรมเหล่านั้น และสภาพธรรมเหล่านั้นก็ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา ความรู้สึกเช่นนี้คือการคลายความยึดมั่นในตัวตนอย่างแท้จริง

พระพุทธองค์ตรัสสอนให้เพิกถอนความยึดมั่นในตัวตนไว้ว่า

ผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏะ พึงเจริญสติพากเพียรเพื่อคลายความยึดมั่นในตัวตน เหมือนดั่งบุคคลที่ถูกหอกแทงและถูกไฟเผาศีรษะ

จิตที่อบรมแล้วจนกระทั่งบรรลุความสงบสุข ย่อมจะเป็นอิสระพ้นจากกิเลสได้ชั่วขณะ เหมือนคนมีหนี้แล้วปลดเปลื้องได้ ย่อมจะได้รับความสบายใจ และเมื่อปัญญาพัฒนาจนบรรลุอริยมรรคที่ละกิเลสได้โดยสิ้นเชิง จิตของเราจะเป็นอิสระพ้นจากกิเลสตลอดกาล และหลุดพ้นจากการเวียนตายเวียนเกิดในวัฏสงสาร

โคลนตมเกิดจากน้ำ ย่อมถูกชำระล้างด้วยน้ำ ฉันใด
กิเลสเกิดจากจิต ย่อมถูกชำระให้หมดจดด้วยการอบรมจิต ฉันนั้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ศึกษาวิธีเจริญสติด้วยภาษาง่ายๆ
พระคันธสาราภิวงศ์

กำหนด จดจ่อ ต่อเนื่อง เท่าทัน ตรงอาการ

หลักการเจริญสติปัฏฐานนั้น เน้นวิธี “กำหนด จดจ่อ ต่อเนื่อง เท่าทัน ตรงอาการ” มีความหมายดังนี้

๑. กำหนด คือ การเจริญสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่คิดถึงอดีตหรือใฝ่ฝันอนาคต เปรียบเสมือนบุรุษผู้ถือ หม้อน้ำมันเดินมา ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้น้ำมันไหลหก

๒. จดจ่อ คือ การจ้องจับอารมณ์อย่างแนบแน่น ไม่กำหนดรู้อย่างผิวเผิน เหมือนการเล็งธนูแล้วยิงให้พุ่งเข้าไปสู่เป้าด้วยกำลังแรงจนธนูปักตรึงอยู่กับที่

๓. ต่อเนื่อง คือ การมีสติไม่ขาดช่วงในขณะยืน เดิน นั่ง นอน และเคลื่อนไหวอิริยาบถย่อย โดยเริ่มจากเวลาตื่นนอนเรื่อยไปจนกระทั่งหลับสนิท ทั้งขณะอยู่ในห้องกรรมฐานและนอกห้องกรรมฐาน แม้กระทั่งขณะล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ ทานอาหาร ฯลฯ

การมีสติอย่างต่อเนื่องเปรียบเหมือนการหมุนอย่างต่อเนื่องของพัดลมที่ค่อยๆ มีกำลังแรงขึ้น และไม่เหมือนกิ้งก่าที่หยุดชะงักเป็นช่วงๆ ก่อนจะจับเหยื่อ นอกจากนี้ พึงตามรู้อาการปรากฏตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุดในแต่ละอาการ คือ พอง ยุบ ยก ย่าง เหยียบ คู้ เหยียด เป็นต้น ดังนั้น จึงไม่ควรหยุดเคลื่อนไหวเป็นช่วงๆ ซึ่งจะทำให้สติขาดช่วงไม่ต่อเนื่อง

๔. เท่าทัน คือ การกำหนดอารมณ์ทุกอย่างได้ทันท่วงทีในปัจจุบันขณะ ไม่ปล่อยให้เผลอสติลืมกำหนดรู้ อารมณ์ทุกอย่างนั้นเหมือนผ้าขาวสะอาดที่ปรากฏแก่จิต ส่วนจิตเหมือนมือที่ยื่นไปจับผ้า ถ้าจิตมีสติกำหนดรู้เท่าทัน จะรับอารมณ์นั้นไว้ด้วยความสะอาดคือปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริง แต่ถ้าสติกำหนดรู้ไม่ทัน จิตจะรับไว้ด้วยความสกปรกคือความหลงไม่รู้จริง (โมหะ) ความไม่ละอายต่อบาป (อหิริกะ) ความไม่เกรงกลัวต่อผลบาป (อโนตตัปปะ) และความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) อยู่เสมอ

๕. ตรงอาการ คือ การสังเกตดูอาการทางกายกับจิตตรงตามสภาวะนั้นๆ โดยที่จิตรับรู้สภาวะจริงๆไม่สักแต่บริกรรมท่องในใจ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ศึกษาวิธีเจริญสติด้วยภาษาง่ายๆ
พระคันธสาราภิวงศ์

การอบรมจิตด้วยการเจริญสติระลึกรู้ตามความเป็นจริง

ศาสนาพุทธสอนให้ชาวโลกบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ด้วยการไม่ทำชั่ว ทำความดี และ ทำใจให้ผ่องใสการทำใจให้ผ่องใส คือการอบรมจิตด้วยการเจริญสติระลึกรู้ตามความเป็นจริง

โดยปกติมนุษย์มักอยู่กับความคิด คิดไปในอดีตหรือคิดไปในอนาคต ไม่มีเราอยู่ในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับสนิท เราอยู่ในภาพลวงตาของอดีตและอนาคตตลอดเวลา เหตุที่เป็นดังนี้ ก็เพราะว่าจิตของเราผูกพันกับอดีต ใฝ่ฝันอนาคต

นอกจากนี้ เมื่อมนุษย์ได้รับการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มักใส่ใจต่อทุกสิ่งที่มากระทบสัมผัส ตามวิถีที่ตนถนัด ตอบสนองด้วยกิเลสที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ และเกิดผลเป็นความทุกข์ทางใจ มีอาการเครียด เป็นต้น จิตของเราจึงมีแต่ความเศร้าหมอง เร่าร้อน วิตกกังวลอยู่เสมอ

ในขณะที่เราเจริญสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ความคิดถูกแทนที่ด้วย “การระลึกรู้” จิตจึงมีความสงบไม่ซัดส่ายเป็นสุข และเมื่อมีอะไรมากระทบสัมผัสก็นำเอาปัญญาเข้าไปรับรู้ ส่งผลให้ไม่ตอบสนองด้วยกิเลส

ปัญญาดังกล่าวนี้เรียกว่า วิปัสสนา คือปัญญาหยั่งเห็นที่เกิดจากการเจริญสติจนกระทั่งมีสมาธิตั้งมั่นแล้วจึงเกิดปัญญา หาใช่ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้หรือวิเคราะห์ตามทฤษฎีไม่

สมจริงดังพระพุทธวจนะว่า

“สมาธิที่อบรมด้วยศีล มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาที่อบรมด้วยสมาธิ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตที่อบรมด้วยปัญญา ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะโดยชอบ คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ”

การเจริญสตินั้นเป็นการเรียนรู้ความจริงของชีวิตเพื่อความพ้นทุกข์ ด้วยการสำรวจตัวเราเอง ความจริงดังกล่าว คืออาการปรากฏทางกายกับจิต เมื่อใด เรารับรู้ว่ามีรูปกับนามเท่านั้นที่เกิดตามเหตุปัจจัยในแต่ละขณะ ไม่มีบุคคล ตัวเราของเรา เมื่อนั้น สติจะเห็นธรรมชาติของปรากฏการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ นั่นคือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน

สิ่งเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการเจริญสติ สติทำให้เราเห็นว่าสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้ว ว่าเป็นทุกข์และทุกสิ่งไม่จีรังยั่งยืน สติในการปฏิบัติธรรมเป็นการสังเกตดูสภาวะล้วนๆ (Bare Attention) เห็นสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตามความเป็นจริง โดยปราศจากการตัดออก ต่อเติม โยกย้าย หรือวิเคราะห์ทางทฤษฎี เช่นกับคนดูสายน้ำที่สักแต่ดูการไหลของสายน้ำที่เร็วบ้าง ช้าบ้าง บางครั้งเป็นน้ำใสสะอาด บางครั้งมีสิ่งสกปรกเจือปน เขาพึงวางใจเป็นกลางไม่ปรุงแต่งสายน้ำให้เป็นไปตามความต้องการของตน

สตินำไปสู่ความเห็นแก่ตัวไม่ได้ เพราะสติไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ของเรา จึงไม่เห็นแก่ตัว ตรงกันข้าม สติมองดูตัวเรา เตือนเราให้หลีกออกมาระลึกรู้เท่าทันความต้องการ ความเกลียดชัง ทำให้เราเห็นสิ่งเหล่านี้และรู้จักตัวเอง เมื่อมีสติ เราจะเห็นตัวเราตามที่เป็นจริง โดยไม่โกหกตัวเอง เห็นความเห็นแก่ตัว ความทุกข์ และเหตุเกิดทุกข์ เห็นว่าเราทำให้คนอื่นเจ็บปวดบ้าง โกหกตัวเองบ้าง สติจึงก่อให้เกิดปัญญาเพื่อพัฒนาชีวิต

ผู้ที่เจริญสติอย่างบริบูรณ์ จะเป็นอิสระไม่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลก หลุดพ้นจากความอ่อนแอของมนุษย์ มีใจมั่นคง ไม่โลเล สติจะป้องกันและทำลายอุปสรรคทั้งหมดที่เกิดในตัวเรา เราจะยืนหยัดในโลกด้วยความสุขโดยไม่ถูกกระทบจากอารมณ์ภายนอกใดๆ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ศึกษาวิธีเจริญสติด้วยภาษาง่ายๆ
พระคันธสาราภิวงศ์

การปลูกฝังสัมมัปปธานทั้ง ๔ ประการ

การที่จะปลูกฝังสัมมัปปธานทั้ง ๔ ประการ มีข้อปฏิบัติดังนี้

๑. ปลูกฉันทะ คือ สร้างความพอใจในการทำกุศล

๒. พยายาม คือ ขะมักเขม้น ตั้งหน้าตั้งตาทำความเพียรในการเจริญกุศลต่าง ๆ

๓. ปรารภความเพียร คือ ต้องเริ่มลงมือปฏิบัติจริง ๆ เพียรทำอย่างมากไม่ท้อถอย

๔. ประคองจิต คือ ต้องประคับประคองใจ ค้ำชูใจไว้ในการทำความเพียรนั้น

๕. ตั้งความเพียรไว้ คือ ตั้งความอุตสาหะ ความบากบั่นไว้ให้มั่นคง

๖. ระลึกอยู่เสมอว่า “คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร”

๗. ระลึกอยู่เสมอว่า “คนเกียจคร้านจะพ้นทุกข์ไม่ได้”

สรุปว่า สัมมัปปธาน เป็นความเพียรชนิดเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ชนิดเอาชีวิตเข้าแลก ความเพียรนั้นว่าโดยสภาวะก็เป็นเจตสิกธรรมประเภท “ปกิณณกะ” ซึ่งเกิดประกอบกับจิตทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลได้ องค์ธรรมได้แก่ “วิริยเจตสิก” อย่างเดียว แต่ความเพียรที่เป็นสัมมัปปธานที่จะเป็นบาทฐานแห่งการพ้นทุกข์ได้นั้นมุ่งเฉพาะความเพียรที่เป็นกุศลอย่างเดียวเท่านั้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากบทเรียนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ ชุดที่ ๘

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๑

พุทฺธาปิ พุทฺธกมลามลจารุเนตฺตา
พาตฺตึสลกฺขณวิราชิตรูปโสภา
สพฺพาสวกฺขยกราปิ จ โลกนาถา
สมฺมทฺทิตา มรณมตฺตมหาคเชน.

แม้พระพุทธเจ้าผู้มีพระเนตรงามหมดจดดั่งบัวบาน
ทรงมีพระรูปกายบรรเจิดด้วยพระลักษณะ ๓๒
ทรงกำจัดอาสวะทั้งปวงแล้ว
ก็ถูกพญาคชสารตกมันคือมฤตยูย่ำยีแล้ว

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๑

โพธิปักขิยธรรม

โพธิปักขิยธรรม

จากคำนำของหนังสือโพธิปักขิยธรรม
โดยพระคันธสาราภิวงศ์

พระบรมศาสดาทรงหลุดพ้นจากบ่วงกิเลสโดยสิ้นเชิง ด้วยวิธีการปฏิบัติธรรมเพื่ออบรมจิตและพัฒนาปัญญา หลักธรรมในพระพุทธศาสนาจึงเป็นวิถีทางอบรมจิตและพัฒนาปัญญา ภายใต้ศักยภาพของมนุษย์เพื่อดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ โดยไม่ขึ้นอยู่กับดวงชะตาหรืออำนาจเหนือมนุษย์ใดๆ

หลักธรรมของพระพุทธองค์ จึงเปรียบดั่งอัญมณีทรงค่าที่ควรแก่การชื่นชมสนใจ และโพธิปักขิยธรรมอันนำไปสู่หนทางแห่งการตรัสรู้ก็นับเข้าในธรรมเหล่านั้น ซึ่งประกอบด้วย ๗ หมวด ๓๗ ประการ และจัดว่าเป็นแนวปฏิบัติที่บริบูรณ์เพื่อความดับทุกข์ กล่าวโดยย่อคือ

๑. สติปัฏฐาน ๔ : ว่าด้วยการเจริญสติรับรู้สภาวธรรมปัจจุบันในกองรูป เวทนา จิต และสภาวธรรม เพื่อขจัดความผูกพันด้วยตัณหา และความยึดมั่นด้วยทิฏฐิ

๒. สัมมัปธาน ๔ : ว่าด้วยความเพียรชอบเพื่อละอกุศลเก่า ไม่ทำอกุศลใหม่ ทำกุศลใหม่ และเพิ่มพูนกุศลเก่า

๓. อิทธิบาท ๔ : ว่าด้วยธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา

๔. อินทรีย์ ๕ : ว่าด้วยธรรมที่เป็นใหญ่ ปกครองธรรมอย่างอื่นได้ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา

๕. พละ ๕ : ว่าด้วยธรรมที่มีกำลัง สามารถครอบงำธรรมที่ตรงกันข้าม มีศรัทธาเป็นต้น

๖. โพชญงค์ ๗ : ว่าด้วยธรรมอันเป็นองค์ประกอบเพื่อความรู้แจ้ง ได้แก่ สติ ธรรมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา

๗. อริยมรรค ๘ : ว่าด้วยหนทางอันประสริฐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

สมาธิ สติ และความเพียร (๒)

ในการเจริญกรรมฐานครูบาอาจารย์จะสอนให้มีสติระลึกรู้อารมณ์ (กรรมฐาน) อยู่ ๒ อย่าง อย่างแรกอาจเป็นลมหายใจเข้าออกหรืออาการพองยุบของท้อง อย่างที่สองคือหากมีสิ่งอื่นที่ชัดเจนกว่าปรากฏขึ้นมาในปัจจุบันขณะก็พึงเอาสติไประลึกรู้สิ่งนั้นจนกว่าจะดับหรือหายไป แล้วจึงกลับมาระลึกรู้ที่ลมหายใจหรืออาการเคลื่อนไหวของท้องต่อไป เพราะฉะนั้น พื้นฐานของการเจริญกรรรมฐานก็คือ การมีสติระลึกรู้ ๒ สิ่ง คือลมหายใจหรืออาการเคลื่อนไหวของท้อง และสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วดึงความสนใจเราไป


เหตุใดเราจึงต้องมีสติระลึกรู้อารมณ์ถึง ๒ อย่าง จะระลึกรู้อยู่เพียงอารมณ์เดียวไม่ได้หรือ หรือมิฉะนั้น เหตุใดจึงไม่ระลึกรู้ให้มากกว่า ๒ ถ้าเราต้องมีสติระลึกรู้อารมณ์มากกว่า ๒ อย่างจิตจะถูกกระตุ้นให้เกิดความเพียรมากเกินไปจนทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย แต่หากจะตามรู้อยู่แค่อารมณ์เดียว เอาใจจดจ่ออยู่แค่อารมณ์นั้น ก็เป็นวิธีที่ครูบาอาจารย์ไม่แนะนำเช่นกัน ในกรณีหลังนี้แม้ว่าสมาธิจะสามารถเกิดได้ แต่สมาธินั้นอาจมากเกินไป


ดังนั้น เพื่อให้เรามีความเพียรในระดับพอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป ครูบาอาจารย์จึงแนะนำให้เอาสติกำหนดรู้อารมณ์เพียง ๒ อย่างเพื่อประคองสติให้มีกำลังสม่ำเสมอ บริบูรณ์ ไม่ฝืนบังคับไม่วุ่นวาย การมีสติระลึกรู้แค่ ๒ อย่างจะช่วยให้ความเพียร และสมาธิของเราสมดุลกันซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในการเจริญกรรมฐานความเพียรและสมาธิจะต้องสมดุลกัน และจะต้องอยู่ในระดับที่พอเหมาะไม่มากและไม่น้อยเกินไป


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ สีลวันตสูตร

โดย พระสีลานันทาภิวงศ์

สมาธิ สติ และความเพียร (๑)

เราจำเป็นต้องมีธรรมข้อใด จึงจะเห็นแจ้งได้ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรคฯ คำตอบก็คือ เราจำเป็นต้องมี “สมาธิ” หากปราศจากสมาธิ เราจะไม่มีทางได้เห็นว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นต้น สมาธิเป็นปัจจัยสำคัญในการปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ว่าการปฏิบัติของเราจะเป็นแบบสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐานก็ตาม เราก็อาศัยสมาธิอย่างยิ่ง

เราจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้มีสมาธิ คำตอบก็คือ เราต้อง “ฝึกเจริญสติ” หากปราศจากสติเราจะไม่สามารถมีสมาธิได้ เพราะสติคือ “การระลึกรู้อย่างสมบูรณ์” หากปราศจากการระลึกรู้อย่างสมบูรณ์นี้ก็ไม่สามารถเกิดสมาธิในจิตได้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกเจริญสติ เพื่อให้มีสมาธิ

เราต้องอาศัยอะไรในการฝึกเจริญสติ เราต้อง “อาศัยความเพียร” หากปราศจากความเพียรเราจะไม่สามารถฝึกเจริญสติได้ ในการเจริญกรรมฐานมีสิ่งสำคัญยิ่ง ๓ ประการ คือ สมาธิ สติ และความเพียร เริ่มแรกเราทำความเพียรเพื่อให้เกิดสติจนกลายเป็นผู้มีสติ จากนั้นด้วยความเกื้อหนุนของความเพียรและสติ ก็จะเกิดสมาธิ เมื่อเรามีสมาธิหรือความตั้งมั่นแห่งจิต จิตจะเป็นอิสระจากสิ่งเศร้าหมอง หรือเครื่องกีดขวางของจิต (นิวรณ์) เมื่อนั้นเราจะเริ่มเห็น อุปาทานขันธ์ ๕ ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นต้น

การมีสติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดใน ๓ ขั้นตอนของการปฏิบัติกรรมฐาน เพราะการเจริญกรรมฐานทุกประเภทต้องอาศัยสติ สติไม่มีมากเกินไป หรือแรงเกินไป เราต้องการสติที่มีกำลัง สติที่มีกำลังมากกว่าย่อมเป็นสติที่มีคุณภาพกว่า แต่เราต้องระมัดระวังในอีก ๒ ขั้นตอนคือ ความเพียรและสมาธิ ความเพียรอาจมีได้ทั้งน้อยเกินไปหรือมากเกินไป สมาธิก็เช่นกัน อาจมีได้ทั้งน้อยเกินไปหรือมากเกินไป

หากมีความเพียรน้อยเกินไปเราจะไม่สามารถเจริญสติได้ และหากมีความเพียรมากเกินไปเราก็ไม่สามารถเจริญสติได้เช่นกัน การมีความเพียรมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการกระสับกระส่ายและฟุ้งซ่าน อาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จในบางอย่าง เช่น ความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะบรรลุความรู้แจ้ง หรือ ความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะได้รับผลสำเร็จ ด้วยความประสงค์เหล่านี้เรามักจะเพียรพยายามเกินพอดี และเมื่อทำความเพียรมากเกินพอดี จิตจะถูกแทรกแซงหรือทำให้กระเพื่อมและกระสับกระส่าย จิตที่กระสับกระส่ายก็จะตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ดังนั้น ในการเจริญกรรมฐาน เราจึงควรหลีกเลี่ยง การมีความเพียรมากเกินไป

ผู้ปฏิบัติก็สามารถมีสมาธิมากเกินไปได้เช่นกัน เมื่อมีสมาธิมากเกินไป ความเพียรของเรามักย่อหย่อนหรือลดลง จากนั้นหากสมาธิเพิ่มขึ้นอีก ระดับความเพียรของเราก็จะลดลงไปอีก ส่งผลให้เกียจคร้านหรือง่วงนอน เมื่อขาดความเพียร สมาธิซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการเจริญกรรมฐานจึงได้รับผลกระทบไปด้วย

หากต้องการให้การเจริญกรรมฐานของเราดำเนินไปอย่างราบรื่นก็ควรหลีกเลี่ยงวงจรนี้ ความเพียรและสมาธินั้นเราต้องการแค่เพียงพอในระดับหนึ่งและต้องสมดุลกัน ความเพียรและสมาธินี้จะสมดุลกันอย่างไร ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องกังวล ครูบาอาจารย์ท่านทราบปัญหานี้ดี หากพวกเราทำตามคำแนะนำสั่งสอนของท่านความเพียรและสมาธิของเราจะไม่มากเกินไปอย่างแน่นอน


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ 
จากหนังสือ สีลวันตสูตร

โดย พระสีลานันทาภิวงศ์

หนทางสามแพร่ง

ศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ เปรียบเสมือนกับหนทางใหญ่ซึ่ง ตามประทีปไว้ หนทางใหญ่ซึ่งตามประทีปไว้นี้ทำให้บุคคลที่เดินทางได้เห็นหนทางที่เดิน ไป และทราบได้ว่าหนทางที่เดินไปนี้ เมื่อเดินไปแล้วจะสามารถบรรลุถึงความสุขได้

หนทางที่จะเดินไปนั้นมีอยู่สามแพร่งด้วยกัน

ทางแพร่งแรกเป็นทางที่สว่าง ผู้เดินจะเห็นได้ว่าถ้าเดินไปตามทางนี้แล้วจะบรรลุถึงความสุข หมายถึง เป็นหนทางที่ทำให้เราได้บรรลุถึงสุคติภูมิ คือเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เกิดเป็นเทวดาบ้าง หรือเกิดเป็นพรหมบ้าง

ทางแพร่งที่สองเป็นทางมืด ซึ่งดวงประทีปนี้ก็ได้แสดงให้ผู้เดินทางได้ทราบว่า ทางนี้เป็นทางมืด หากเดินตามทางนี้ไปก็จะบรรลุถึงความมืด-หมายความว่าจะตกไปสู่อบายภูมิ จะบรรลุถึงความทุกข์ในอนาคต

ยังมีทางอีกแพร่งหนึ่ง มีประทีปที่ตามไว้ส่องสว่างอยู่ ทำให้บุคคลผู้เดินทางได้ทราบว่า ถ้าดำเนินไปตามทางนี้แล้วจะบรรลุถึงความหลุดพ้นจากการเวียนตายเวียนเกิดในสังสารวัฏ คือบรรลุถึง “พระนิพพาน” นั่นเอง

จากหนังสือ ธรรมบรรยาย ภาคปฏิบัติ
โดย พระกุณฑลาภิวงศ์

ลักษณะของศีล จากมิลินทปัญหา

ลักษณะของศีล จากมิลินทปัญหา
สีลปติฏฐายลักขณปัญหา ที่ ๙
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


“สีลํ” อันว่าศีลนี้ “ปติฏฺฐานลกฺขณํ” มีลักษณะ “เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง” นี้แหละศีลนี้ประเสริฐใหญ่หลวง เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง คืออินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ ฌาน ๔ วิโมกขธรรม ๘ สมาธิ ๑ สมาบัติ ๘ ประการ บุคคลจะไม่ถอยไม่เสื่อมจากกองการกุศลธรรมทั้งปวงนี้ ก็อาศัยศีลเป็นที่ตั้ง

………………………………….

อนึ่งเล่าก็สมด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระบรมโลกนายกยิ่งบุคคลทศพลญาณตรัสประทานธรรมเทศนาไว้ดังนี้ว่า

สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏนฺติ
อยํ ปติฏฺฐา ธรณีว ปาณีนํ อิทญฺจ มูลํ กุสลาภิวุฑฺฒิยา
มูลมิทํ สพฺพชินานุสาสเน สสีลกฺขนฺโธ วรปาติโมกฺขิโยติ ฯ

ในกระแสพระพุทธฎีกา ตรัสว่า ฝูงชนคนใดมีใจศรัทธา สีเล ปติฏฺฐาย ตั้งอยู่ในศีลรักษาศีลไว้ ผู้นั้นแหละได้ชื่อว่า เป็นภิกษุ จำเริญไปในสมาธิจิตและสมาธิปัญญา ก็ยังสมาธิจิตแลสมาธิปัญญาให้จำเริญ นิปโก ก็จะมีปัญญาแก่กล้า เหตุว่ามีเพียรให้กิเลสเร่าร้อน ก็จะถึงธรรมวิเศษกำจัดเสียซึ่งกิเลสตัณหาภายนอกภายใน ให้ขาดไปจากสันดาน

ศีลเป็นเหตุที่จะให้ถาวรเป็นผลเป็นรากเหง้าเป็นลำเป็นต้น ที่จะให้เกิดก่อกองกุศล ธรณีว ดุจปฐพีดลพื้นภูมิภาคแผ่นธรณีอันหนาแน่นได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ อันเป็นที่ตั้งแห่งโขดเขาลำเนาที อันเป็นที่พึ่งแก่นาคครุฑมนุษยนิกรอมรภูตปีศาจสรรพสัตว์ทุกชาติย่อมอาศัยทั่วทิศแดนธรณี มีครุวนาฉันใด ศีลที่รักษาไว้ก็เหมือนกัน

ศีลนั้นคือศีลขันธ์ได้แก่พระปาติโมกข์อันประเสริฐ อันจะบังเกิดตั้งมั่นไปในพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นที่สั่งสอนสืบมา สพฺพชินานํ แห่งสมเด็จพระชิเนนทรสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ก่อนนั้น นี่แหละคำอาตมาอันวิสัชนาก็สมด้วยพระพุทธฎีกาโปรดไว้ฉะนี้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ลักษณะที่จะได้พระนิพพานไม่เกิดอีกนี้อาศัยเหตุอย่างไร

ลักษณะที่จะได้พระนิพพานไม่เกิดอีกนี้อาศัยเหตุอย่างไร

บุคคลที่ไม่เกิดใหม่ไปพระนิพพานนั้นด้วยเหตุ ๓ประการ คือ

๐ กุศลอันหนึ่งได้แก่บารมีสร้างมานั้นแก่กล้าอย่าง ๑

๐ มีมนสิการอุตสาหะยึดหน่วงถือมั่นซึ่งตัวกุศลอย่าง ๑

๐ เอาปัญญาตัดตัวอกุศลให้ขาดในสันดานอย่าง ๑


จากมิลินทปัญหา

สีลปติฏฐายลักขณปัญหา ที่ ๙

บรรพชาของพระนาคเสน

เถรัสสติกขปฏิภาณปัญหา ที่ ๓

ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าอันว่าบรรพชาของพระผู้เป็นเจ้านี้ มีประโยชน์อันอุดมดีอย่างไร ประโยชน์ด้วยสิ่งอันใดจึงบรรพชา พระผู้เป็นเจ้าจงวิสัชนาแก้ไขให้แจ้งก่อน

พระนาคเสนจึงถวายพระพรว่า มหาราช ดูกรบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในสิริราชมไหศวรรย์

บรรพชาของอาตมานั้นเป็นประโยชน์ดับเสียซึ่งทุกข์ที่มีในสันดาน แล้วมิให้ทุกข์ประการอื่นบังเกิดได้ ประการหนึ่ง

บรรพชาของอาตมานี้ประเสริฐยิ่งนัก จักให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์นิกรเทวดา มนุษย์นิกรเทวดาไหว้นบเคารพบูชาถวายไทยทาน บรรดาที่จะให้เกิดผลเมื่อสิ้นชนม์มรณกาลแล้ว เดชะผลที่ได้กระทำสักการถวายทานแก่รูปอันบรรพชาก็จะปิดเสียซึ่งประตูจตุราบาย ก็จะได้ไปชมสมบัติ ๓ ประการ คือมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เหตุฉะนี้รูปจึงว่า บรรพชาของรูปนี้โสด จะให้เป็นประโยชน์แก่นิกรมนุษย์เทวดาทั้งหลาย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ปัพพชาปัญหา ที่ ๕

ขณะนั้นกรุงมิลินท์ปิ่นประชากรมีสุนทรพจนารถราชโองการ ตรัสถามปัญหาเหมือนอันถามแล้วในวันก่อนนั้นว่า

ภนฺเต ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บรรพชาของพระผู้เป็นอุดมอย่างไรบรรพชานี้จะให้ประโยชน์อะไร

พระนาคเสนก็แก้ไขเหมือนอันวิสัชนาในวันก่อนว่า ขอถวายพระพร

บรรพชานี้เพื่อจะให้ระงับทุกข์คือทุกข์ ๔ กอง มีชาติทุกข์เป็นต้นให้ระงับดับไป มิให้ทุกข์อื่นบังเกิด คือ จะเกิดอีกนั้นมิให้มีประการ ๑

อีกประการหนึ่งเล่า “ปรมตฺโถ” มีอรรถอันอุดมคือ จะให้ได้ “พระนิพพาน” “อนุปาทาโน” หาเชื้อกิเลสตัณหามิได้

ขอถวายพระพร
สิ้นคำวิสัชนาพระนาคเสนเท่านี้

พระเจ้ากรุงมิลินท์ภูมินทราธิบดี เอาปัญหาที่ถามแล้ว กลับเอามาถามอีก หวังจะตั้งเป็นเหตุจะได้ถามลักษณะแห่งบุคคลบรรพชา เหตุฉะนี้พระองค์จึงมีพระราชปุจฉาถามพระนาคเสน ฉะนี้ว่า

ภนฺเต ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ลักษณะบุคคลจะเข้าบรรพชาบวชในพระพุทธุบาทศาสนานี้มีประโยชน์อย่างไร

พระนาคเสนถวายพระพรว่า ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐในสิริมไหศวรรย์ คนทั้งหลายคิดต่างกัน

๐ บางพวกนั้น ราชวินีตา คือ ท้าวพระนาเบียดเบียนใช้สอย หนีออกไปบวชในพระพุทธศาสนาก็มี ราชาโนวงฺกตตฺถาย
๐ บางทีบรรพชาเพื่อจะให้คุ้นเคยท้าวพระยารู้จักมักใคร่ก็มี อิสฺสริยตฺถาย
๐ บางทีบวชเพื่อจะได้อิสริยยศเป็นที่ทางอันใหญ่ ชีวิกตฺถาย
๐ บางทีบวชเพื่อจะได้อาหารเลี้ยงชีวิต ภยภีตาย
๐ บางทีคิดกลัวภัยโจรจะคอยฆ่า กลัวภัยท้าวพระยาจะฆ่าตี กลัวภัยเจ้าหนี้จะตามทวงกลัวทั้งปวงนี้ก็หนีเข้าบรรพชา
๐ ที่ว่าจะคิดถึงตัวกลัวภัยในสงสาร ออกบรรพชาปรารถนาพระนิพพานก็มี

ขอถวายพระพร

พระเจ้ากรุงมิลินท์ปิ่นสาคลนคร จึงมีพระราชโองการย้อนถามว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าพระผู้เป็นเจ้านี้มาบรรพชาจะปรารถนาอย่างไร นิมนต์วิสัชนาให้แจ้งก่อนพระนาคเสนถวายพระพรว่า

ดูรานะมหาบพิตร
อาตมานี้บรรพชาแต่ยังเป็นทารกได้ ๗ ขวบก็หารู้ไม่ ครั้นจำเริญใหญ่ขึ้นมา ท่านสมณะที่เป็นสากยบุตรพุทธชิโนรสผู้ใหญ่ฝึกสอน อาตมาโดยให้มีสติปัญญารู้ซึ่งพุทธาธิบาย บัดนี้อาตมาบรรพชาก็หมายจะใคร่ได้พระนิพพาน

ขอถวายพระพร

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความบางส่วน จากมิลินทปัญหา
เถรัสสติกขปฏิภาณปัญหา ที่ ๓ และ ปัพพชาปัญหา ที่ ๕

ความเกียจคร้านในการบำเพ็ญความดีไม่พึงมี

ความเกียจคร้านในการบำเพ็ญความดีไม่พึงมี โดยเราคิดว่าเราไม่มีโอกาสในวันนี้ เราจักประพฤติธรรมในวันพรุ่ง เพราะนรชนผู้พ้นจากความตาย ย่อมไม่มีในกาล ๓ และ ภูมิ ๓ โดยแท้

จากเตลกฎาหคาถา คาถาที ๑๐

เวลาคนเราเป็นทุกข์ เรามักจะต้องการธรรมะแบบปฐมพยาบาล

ท่านอาจารย์สอนว่า เวลาคนเราเป็นทุกข์ เรามักจะต้องการธรรมะแบบปฐมพยาบาล ทั้งๆ ที่เราควรฝึกจิตเสียตั้งแต่เมื่อเรายังไม่ทุกข์มาก จิตมันจึงจะมีกำลัง แต่เรามักจะชอบเบี้ยวที่จะไปทำอย่างอื่นเสียมากกว่า

โยมคนหนึ่งไปหาพระที่สอนเรื่องการปฏิบัติภาวนา

พระ “แล้วนี่ได้ภาวนาทุกวันมั้ย”
โยม “ก็….เกือบจะทุกวันครับ”
พระ “ดีจริง…อนุโมทนาสาธุนะ”
โยม “ครับ…คือ…วันจันทร์ผมก็เกือบจะนั่งสมาธิครับ วันอังคารผมก็เกือบจะอีกเหมือนกัน ผมเกือบจะทุกวันเลยครับ”
พระ “งั้นอย่างนี้…การภาวนาของโยมก็ เกือบจะ ได้ผลน่ะสิ”

ท่านอาจารย์ว่า มันก็เหมือนกับคนตกรถไฟตกเครื่องบิน แล้วบ่นว่าเกือบจะทัน …เกือบจะทันก็คือตกนั่นแหละ….

เรื่องเล่าโดยพระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
จากหนังสือ เรื่องท่านเล่า โดยคุณศรีวรา อิสระ

สัมมัปปทาน ๔

สัมมัปปทาน หมายถึง ความเพียรโดยชอบ คือ ความเพียรที่ต่อเนื่องไม่ลดละ มีความหมายเหมือน “สัมมาวายามะ” ในอริยมรรคมีองค์ ๘

สัมมัปปทาน ๔ ประกอบด้วย

๑. ความเพียรเพื่อไม่ทำอกุศลใหม่
๒. ความเพียรเพื่อละอกุศลเก่า
๓. ความเพียรทำอกุศลใหม่
๔. ความเพียรเพิ่มพูนกุศลเก่า

<><><><><><><><><><><>><><><><>><><>

บทสรุป สัมมัปปทาน ๔ :
จากหนังสือ โพธิปักขิยธรรม
โดยพระคันธสาราภิวงศ์
***********************

บุคคลที่จะเจริญสติปัฏฐาน ตามรู้สภาวธรรมปัจจุบัน ต้องเพียบพร้อมด้วยสัมมัปปทาน ๔ เพราะสัมมัปปทาน ๔ จัดเป็นความเพียร ผู้ที่ไม่มีความเพียรจะแจริญสติปัฏฐานไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ขณะที่ “กำหนดรู้” สภาวะพองยุบ สภาวะเคลื่อนไหวของเท้า เวทนา จิต หรือสภาวธรรม จัดว่า

๐ มีความเพียรเพื่อละอกุศลเก่า เพราะในขณะนั้นเราไม่ได้ทำอกุศลเก่า คือ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ ฯลฯ

๐ มีความเพียรเพื่อไม่ทำอกุศลใหม่ เพราะในขณะนั้นเราไม่ได้ทำอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ เมื่อความโลภหรือความโกรธเกิดขึ้น นักปฏิบัติควรกำหนดว่า “โลภหนอ” หรือ “โกรธหนอ” เมื่อนักปฏิบัติรับรู้สภาวะของความโลภหรือความโกรธตามความเป็นจริงว่า “ความโลภเป็นสภาวะพอใจ” “ความโกรธเป็นสภาวะดุร้าย” ก็จะไม่ถูกความโลภหรือความโกรธครอบงำ

๐ ความเพียรเพื่อทำกุศลใหม่เพราะการเจริญสติปัฏฐานเป็นกุศลที่เราไม่เคยบำเพ็ญมาก่อน

๐ มีความเพียรเพื่อเพิ่มพูนกุศลเก่า เพราะนักปฏิบัติย่อมประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ตามลำดับของวิปัสสนาขั้นต่างๆ จัดว่าได้เพิ่มพูน ภาวนากุศลที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งสม “สติ” “สมาธิ” และ “ปัญญา” ให้เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเดิม

ศรัทธา ๔ ประการ

ศรัทธา ๔ คือ

๑. กรรมศรัทธา เชื่อในเรื่องกรรม
๒. วิบากศรัทธา เชื่อในเรื่องผลของกรรม
๓. กัมมัสสกตาศรัทธา เชื่อในเรื่องความมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
๔. ตถาคตโพธิศรัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า

ข้อสุดท้ายมีความคล้ายคลึงกับศาสนาเทวนิยม คือเชื่อพระเจ้า แต่ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้มิได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้กล่าว แต่เพื่อประโยชน์สุขของผู้สดับ

ให้ผู้ฟังมีความเชื่อ ยอมรับสมาทานก่อน ถ้าไม่เชื่อเลยจะไม่ยอมรับสมาทาน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระองค์ก่อนเข้าสู่การปฏิบัติ แต่มิให้ปักใจเชื่อทันที ยังเปิดโอกาสให้ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ (โยนิโสมนสิการ) มีปัญญาไต่สวนตรวจสอบ

ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนาจึงชื่อว่า ญาณสัมปยุตคือความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีศรัทธาเดียว ๆ โดด ๆ แต่มีปัญญามาประกอบการพิจารณาอยู่ด้วย ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนาจึงเอื้อให้เกิดการพัฒนาปัญญาเพื่อไต่เต้าเข้าไปสู่ความรู้แจ้งทว่าในเบื้องต้นจะต้องมีศรัทธาเป็นแกนนำก่อน มาด้วยความสงสัย อาจจะกลับไปด้วยความฟุ้งซ่าน มาด้วยศรัทธาจะกลับไปด้วยปัญญา เพราะไม่มาเชื่ออย่างเดียว แต่มาประพฤติปฏิบัติด้วย

ดังนั้นขอให้ท่านสาธุชนที่มาประพฤติปฏิบัติมีศรัทธา น้อมใจเชื่อก่อน จึงค่อยนำหลักการและวิธีการปฏิบัติไปฝึกปฏิบัติดูว่าจะเป็นอย่างไร ฝึกทำไม เพื่อประโยชน์อันใด ก็ฝึกปฏิบัติเพื่อพักผ่อน ระงับความทุกข์ ให้เกิดความสงบสุข เพราะชีวิตนี้มีแต่การดิ้นรนจึงทุกข์ร้อน

จากหนังสือ วิปัสสนาวิถี : พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์

วิปัสสนากรรมฐาน ศาสตร์การมองรูป-นาม

ร่างกายอันยาววาหนาคืบมีวิญญาณครอง เรียกว่า “รูป-นาม” นี้เป็นแหล่งกำเนิดสภาวะต่าง ๆ นานัปการ ศาสตร์ศิลป์และวิทยาการหลากหลายนี้ ก็ล้วนเริ่มจากแหล่งกำเนิดนี้ก่อนแผ่ขยายออกไปปรากฏเป็นรูปธรรม

รูป-นามนับว่ามีกลไกอันสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถูกสร้างเสริมแต่งโดยธรรมชาติอย่างประณีต มีกิริยาอาการเคลื่อนไหว ไออุ่นสัมพันธ์กับสภาพสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ นี้คือความงดงามที่เป็นมาและเป็นไปตามธรรมชาติจริง ๆ

การมอง “รูป-นาม” อย่างเพ่งพินิจ เป็นข้อควรคิดพิจารณาว่าน่าศึกษากลไกของรูป-นามนั้นเพียงใดศิลปะการมองอย่างเป็นระบบ และพบความประณีตงดงาม (ปรมัตถ์) นั้น คือ “วิปัสสนา”

วิปัสสนากรรมฐาน เป็นศาสตร์มีศิลปะการมองรูป-นามโดยเฉพาะ ผู้ค้นพบศาสตร์และศิลป์นี้โดยใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน นั่นคือ พระพุทธเจ้า หลังการค้นพบพระองค์ทรงดำริว่า

“ธรรมนี้เป็นสภาพอันสุขุมลุ่มลึกละเอียดลออประณีต ยากที่จะรู้เห็นแจ่มกระจ่าง เป็นวิสัยของบัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง ทั้งธรรมที่เข้าไปสงบระงับสังขาร ไร้กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งมวล ก็ล้ำเลิศประเสริฐยิ่งนัก ยากแสนที่จะรู้แจ้งแจ่มชัด กระไรเลยเราจะลำบากเหนื่อยเปล่า หากแสดงธรรมเพราะผู้ด้อยปัญญาจะไม่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมนั้นได้”

ทรงท้อพระทัยที่จะถ่ายทอด ก็น้อมไปสู่ความขวนขวายน้อย แต่ด้วยความเปี่ยมล้นแห่งพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์จึงตัดสินพระทัยนำศาสตร์และศิลป์นี้มาถ่ายทอดแสดงเปิดเผยแก่ชาวโลก วิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่ครานั้น

พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากคำนำ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์

ในหนังสือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน ๔
โดยพระอาจารย์ ดร. ภัททันตะ อาสภเถระ
ธัมมาจริยะ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ความเพียรทางกายใจเหมือนล้อเกวียนคู่หนึ่ง

เมื่อจิตถูกกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ครอบงำอยู่ ก็ตกไปในอำนาจของกิเลส คล้อยตามอำนาจของกิเลสนั้น ชอบสิ่งใดก็จะพยายามขวนขวายให้ได้สิ่งนั้น ไม่ชอบสิ่งใดก็จะพยายามผลักไสปฏิเสธสิ่งนั้น หรืออาจเกิดความหลงในสิ่งนั้น เพราะโมหะเกิดพร้อมกับความโลภและความโกรธอยู่เสมอ โดยทำหน้าที่ปกปิด “โทษ” ของสิ่งเหล่านั้น ทำให้เรา “พอใจ” ใน …“ความโลภและความโกรธ”

เมื่อเป็นดังนี้ จิตของเราเหมือนเมืองขึ้นของประเทศอื่น ย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของความโลภ ความโกรธ และความหลง ไม่มีปัญญาหยั่งเห็นความจริงของชีวิต คือ “ไตรลักษณ์” อันได้แก่ “ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน” ดังนั้น “วิริยะ” ที่จัดเป็น “อินทรีย์” จึงเป็น “ความเพียรในการอบรมจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส” ไม่ใช่ความเพียรในการแสวงหาโภคทรัพย์ หรือความเพียรในการเรียนรู้ศิลปวิทยา

“จงเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลส อย่าเห็นกิเลสโดยความเป็นตัวตน”

พระพุทธองค์ตรัสความเพียรในการปฏิบัติธรรมว่าเหมือนล้อเกวียนคู่หนึ่ง คือ ความเพียรทางกายทั้ง ๒ อย่าง คือ “ความเพียรทางกาย” และ “ความเพียรทางใจ” เหมือนเกวียนที่แล่นไปจะต้องมีล้อทั้งคู่ ถ้ามีล้อเพียงข้างเดียว เกวียนจะไม่อาจเคลื่อนที่ไปได้

“ความเพียรทางกายและใจ เหมือนล้อเกวียนคู่หนึ่ง ที่ทำให้เกวียนขับเคลื่อนไป”

จากหนังสือ โพธิปักขิยธรรม : พระคันธสาราภิวงศ์   จากเรื่องวิริยินทรีย์

การกำหนดทุกขเวทนา

การกำหนดทุกขเวทนา

กล่าวถึงวิธีการกำหนดทุกขเวทนา มีวิธีการกำหนดอย่างไร พระวิปัสสนาจารย์ได้ให้คำแนะนำในเชิงปฏิบัติการไว้ว่า

๑. “ปฏิบัติการแบบขุนพลประจัญบาน” ขุนพลประจัญจานที่ออกไปรบ เจอข้าศึกแล้วก็ไม่หลบเลี่ยงเลย ยิงกราดรัวเปรี้ยง ๆ ใครดีใครอยู่สู้กันชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน ตายกันไปข้างหนึ่ง การกำหนดทุกขเวทนาก็ดังนั้น คือกำหนดอย่างไม่ลดราวาศอกไม่ให้คลาดสายตาแบบซึ่งหน้าชนกันจะๆ อย่างถนัดถนี่ ปะทะกันจัง ๆ ไม่ยั้งมือ กำหนดอาการปวดอย่างหนัก เน้นว่า “ปวดหนอ ๆ ๆ”

๒. “ปฏิบัติการแบบกองโจร” หน่วยลาดตระเวนออกไปสำรวจพื้นที่ พบข้าศึกศัตรูก็แอบซุ่มเหมือนกองโจร คอยดูลาดเลายังไม่เข้าไปโจมตีในทันทีทันใด แน่ใจแล้วจึงเรียกกองกำลังหนุนบุกเข้าไปโจมตี เข้าไปโจมตีแล้วเห็นท่าไม่ดีก็ถอยฉากออกมาหลบซุ่มหาทางเข้าบุกโจมตีใหม่ สู้บ้างถอยบ้าง การกำหนดทุกขเวทนาก็ดังนั้น คือกำหนดบ้าง ถอยบ้าง ออกมาดูบ้าง กำหนดห่าง ๆ แบบทิ้งระยะว่า “ปวดหนอ…ปวดหนอ…” แต่ว่าคอยดูอยู่ ไม่เบี่ยงเบนความสนใจไปที่อื่น

๓. “ปฏิบัติการแบบคุมเชิง” นักกีฬาลงสู่สนาม จะมีโค้ชอยู่นอกสนามคอยดูคุมเกมการเล่นของนักกีฬา ไม่เข้าไปร่วมแข่งขันด้วย การกำหนดทุกขเวทนาก็ดังนั้น จะไม่เข้าไปคลุกวงในกับทุกขเวทนา อยู่วงนอกคอยดูว่าจะเป็นอย่างไร จะปวดขนาดไหน ไม่กำหนดคำว่า “ปวดหนอ ๆ” สำทับเข้าไป เพียงแต่ดูตามอาการปวดที่ก่อตัวขึ้นมาเท่านั้น

ทั้ง ๓ ประการนี้ ให้เลือกใช้ตามแต่กรณีพอเหมาะแก่ความหนักเบาของทุกขเวทนา ถ้าทุกขเวทนามาเบาแบบบาง ๆ ก็กำหนดแบบขุนพลประจัญบาน ถ้าทุกขเวทนามาแรงพอทนไหวก็กำหนดแบบกองโจร ถ้าทุกขเวทนา กล้ามาอย่างหนักหน่วง ทนไม่ไหว ก็กำหนดแบบคุมเชิง

จากหนังสือวิปัสสนาวิถี
พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์

มรณานุสสติ

 

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ปริจเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ ได้กล่าวถึง มรณานุสสติ คือ ความระลึกถึงเนืองซึ่งมรณะ [ ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภมรณะ ชื่อว่า “มรณานุสสติ” คำนี้เป็นชื่อของ “สติอันมีความขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิตเป็นอารมณ์” ]

ได้กล่าวถึงการพิจารณามรณะว่า หากพิจารณามรณะโดยไม่แยบคายแล้ว เป็นอย่างไร

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><<><<><><>><><><<><><<<><><>

ข้อความจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค

เพราะว่าเมื่อพระโยคาวจรยังมนสิการให้เป็นไปโดยไม่แยบคาย

๐ เวลาระลึกถึงความตายของคนที่ชอบกันจะเกิดความโศกเศร้า ดุจเวลามารดาผู้บังเกิดเกล้าระลึกถึงความตายของบุตรที่รักฉะนั้น

๐ เวลาที่ระลึกถึงความตายของคนที่ไม่ชอบกันจะเกิดความปราโมทย์ ดุจคนมีเวรกันระลึกถึงความตายของคนที่มีเวรกันฉะนั้น

๐ เวลาระลึกถึงความตายของคนที่เป็นกลาง ๆ จะไม่เกิดความสลดใจ ดุจสัปเหร่อเห็นซากคนตายฉะนั้น

๐ เวลาระลึกถึงคามตายของตนจะเกิดความสะดุ้งหวาดกลัว ดุจคนที่มีชาติขลาดเพราะเห็นเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบฉะนั้น

ความเกิดขึ้นแห่งความโศกเป็นต้นแม้ทั้งหมดนั้น ย่อมมีแก่ผู้ปราศจากสติ, ความสังเวช และญาณ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรเห็นสัตว์ที่ถูกฆ่าตายและตายเองในที่นั้น ๆ แล้ว พึงพิจารณาถึงความตายของหมู่สัตว์ที่ตายไปซึ่งที่เป็นสมบัติที่ตนเคยเห็นมา ประกอบสติ, ความสังเวช และญาณ แล้วยังมนสิการให้เป็นไปโดยนัยมี อาทิว่า มรณํ ภวิสฺสติ ความตายจักมี ดังนี้

ด้วยว่าพระโยคาวจรเมื่อให้มนสิการเป็นไปอย่างนั้น ชื่อว่าให้เป็นไปโดยแยบคาย อธิบายว่าให้เป็นไปโดยอุบาย จริงอยู่สำหรับพระโยคาวจรบางพวกที่ยังมนสิการให้เป็นไปอยู่อย่างนั้นนั่นแล นิวรณกิเลสทั้งหลายย่อมระงับลง สติมีมรณะเป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น กัมมัฏฐานขึ้นถึงอุปจารฌานทีเดียวก็เป็นได้

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><<><<><><>><><><<><><<<><><>

เราเป็นผู้มีตัณหาและกำลังเป็นผู้เพียร

ความเป็นไปในสังสารวัฏนั้นยังมีอยู่ เพราะเรายังเป็นผู้มีตัณหา ยังเป็นผู้มีอวิชชาครอบงำ

แต่เรานั่นแหละ “กำลังเป็นผู้เพียร” ที่จะทำให้อวิชชาคือความโง่ ความหลง ในความเป็นอัตตาตัวตน เรากำลังที่จะเพียรทำให้ ทิฏฐิ คือความเห็นผิดในอัตตาตัวตนของเรานี้ว่า เป็นเรา เป็นของของเรา เรากำลังทำสิ่งนี้ให้หมดให้สิ้นไป เรากำลังเพียรลดละ โดยความเป็นตัณหา มานะ ทิฏฐิ ของเรา เพื่อวันหนึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาย่อมปรากฏ

จากบทเรียนพระอภิธรรม (ทางไปรษณีย์) ชุดที่ 6