Category Archives: ธรรมะน้อมนำใจ

หนังสือโอกาสอันทรงค่าของชีวิต

หนังสือโอกาสอันทรงค่าของชีวิต
แปลจากบทนำของหนังสือ โพธิปักขิยทีปนี
ซึ่งรจนาโดย…พระอาจารย์ แลดี สยาดอ อัครมหาบัณฑิต
ดาวน์โหลด >>> คลิกที่นี่
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ปัญญา

เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ได้แก่ การเจริญสติให้เกิดความเห็นแจ้งเข้าใจในรูป (สภาวธรรมทางกาย), นาม (สภาวธรรมทางจิต), ขันธ์ (ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่ประชุมรวมเข้าเป็นชีวิต), อายตนะ (แดนต่อหรือแดนเกิดของความรับรู้), ธาตุ (สภาพรู้), สัจจะ (ความจริง), ปฏิจจสมุปปบาท (การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกันและกัน จึงเกิดมีขึ้น) และการเจริญปัญญาให้เห็นแจ้งแทงทะลุในไตรลักษณ์ของสรรพสิ่ง อันได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้ถาวร), ทุกขัง (ความเป็นทุกข์ ไม่น่าพึงพอใจ) และอนัตตา (ความไม่ใช่ตัวตน)

ในบรรดาเมล็ดพันธุ์ของมัคคญาณและผลญาณทั้ง ๓ ดังกล่าวมานี้ ศีลและสมาธิเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่แต่งแต้มโลกให้งดงามยิ่งขึ้น ศีลและสมาธิยังคงมีอยู่แม้ในช่วงสุญญกัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก บุคคลจึงสามารถเก็บเกี่ยวสั่งสมเมล็ดพันธุ์แห่งศีลและสมาธิได้ทุกเมื่อที่ปรารถนา ซึ่งแตกต่างจากเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่ว่าด้วยรูป (สภาวธรรมทางกาย), นาม (สภาวธรรมทางจิต), ขันธ์ (ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่ประชุมรวมเข้าเป็นชีวิต), อายตนะ (แดนต่อหรือแดนเกิดของความรับรู้), ธาตุ (สภาพรู้), สัจจะ (ความจริง), ปฏิจจสมุปปบาท (การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกันและกัน จึงเกิดมีขึ้น) เพราะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาจะสั่งสมได้ก็ต่อเมื่อผู้นั้นได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาเท่านั้น

เมื่อมิได้พบพระพุทธศาสนา บุคคลนั้นจะไม่มีโอกาสได้ยินถ้อยคำแม้สักคำเดียวที่เกี่ยวเนื่องด้วยปัญญา ไม่ว่าสุญญกัปอันเนิ่นนานราวไม่รู้จบนั้นจะยาวนานสักเพียงใดก็ตาม

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

Advertisements

จงเป็นผู้ไม่ประมาท

วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย เราจักละพวกเธอไป เรากระทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล อันดีเถิด จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นดีแล้ว ตามรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใด จักเป็นผู้ไม่ประมาท อยู่ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจักละชาติสงสารแล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

จากมหาปรินิพพานสูตร

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๖

นิจฺจาตุรํ ชคทิทํ สภยํ สโสกํ
ทิสฺวา จ โกธมทโมหชราภิภูตํ
อุพฺเพคมตฺตมปิ ยสฺส น วิชฺชตี เจ
โส ทารุโณ น มรโณ วต ตํ ธิรัตฺถุ.

หากบุคคลใดปราศจากแม้มาตรว่าความสะดุ้งกลัว
เพราะเห็นโลกนี้มีทุกข์ภัยเศร้าโศกอยู่เสมอ
ถูกความโกรธ ความหลงมัวเมา และความแก่ครอบงำแล้ว
บุคคลนั้นเป็นผู้โหดร้ายเอง หาใช่ความตายไม่
น่าตำหนิเขาจริงๆ

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๖

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๑๐

โอกาส’มชฺช นตฺถิ สุเว กริสฺสํ
ธมฺมํ อิตีหลสตา กุสลปฺปโยเค
นาลํ ติยทฺธสุ ตถา ภุวนตฺตเย จ
กามํ น จตฺถิ มนุโช มรณา ปมุตฺโต

ความเกียจคร้านในการบำเพ็ญความดีไม่พึงมี
โดยเราคิดว่าเราไม่มีโอกาสในวันนี้
เราจักประพฤติธรรมในวันพรุ่ง

เพราะนรชนผู้พ้นจากความตาย
ย่อมไม่มีในกาล ๓ และ ภูมิ ๓ โดยแท้

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๑๐

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๑

พุทฺธาปิ พุทฺธกมลามลจารุเนตฺตา
พาตฺตึสลกฺขณวิราชิตรูปโสภา
สพฺพาสวกฺขยกราปิ จ โลกนาถา
สมฺมทฺทิตา มรณมตฺตมหาคเชน.

แม้พระพุทธเจ้าผู้มีพระเนตรงามหมดจดดั่งบัวบาน
มีพระรูปกายบรรเจิดด้วยพระลักษณะ ๓๒ ประการ
ทรงกำจัดอาสวะทั้งปวงแล้ว
ก็ถูกพญาคชสารตกมัน คือ มฤตยู ย่ำยีแล้ว

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๑

ความเบื่อโลก 2 ชนิด

ความเบื่อโลก 2 ชนิด
โดย พศิน อินทรวงค์

ความเบื่อโลกที่เราพูดๆ กันนั้นมีอยู่สองแบบ

1. เบื่อโลกเพราะอำนาจกิเลส (เบื่อแล้วรู้สึกหดหู่)

ลักษณะคือ จะเบื่อเมื่อการงานไม่ดี เบื่อเมื่อทะเลาะเบาะแวงกับผู้อื่น เบื่อเมื่อเจ็บป่วย เบื่อเมื่อผิดหวังในความรัก เบื่อเมื่อเสียเงิน หรือเบื่อในเวลาที่รู้สึกไม่ได้อย่างใจ แต่เมื่อเจอสิ่งที่รู้สึกพอใจเมื่อไหร่ใจก็จะฟูขึ้นมาอีก เมื่อเจอคนที่คิดว่าใช่ เมื่อได้เงินเพิ่ม เมื่อได้กินอาหารอร่อยๆ จากที่เบื่อๆ ความรู้สึกดีก็จะพุ่งสูงขึ้นมาอีก

ความเบื่อทำนองนี้ล้วนมีอยู่ในคนทั่วไป ที่จริงไม่ใช่อาการเบื่อโลก แต่เป็นอาการเบื่อชีวิตที่ไม่ได้ดังใจเสียมากกว่า ความเบื่อชนิดนี้ เมื่อเบื่อแล้วก็จะหาทางแก้เบื่อไปเรื่อยๆ เช่นออกไปเที่ยว ฟังเพลง ดูหนัง หาเพื่อนคุยด้วย ทำสิ่งบันเทิงต่างๆ เป็นความเบื่อที่มีผลทำให้จิตใจขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา ยิ่งเบื่อยิ่งพุ่งชนกิเลส ไม่ได้เป็นความเบื่อโลกที่ทำให้เข้าหาธรรมะแต่อย่างใด

2. เบื่อโลกเพราะอำนาจปัญญา (เบื่อแล้วรู้สึกเบิกบาน)

ลักษณะคือ จะรู้สึกเห็นโลกไปตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดๆ ล้วนไม่มีความแน่นอน ได้มาวันนี้ก็เสียไปวันหน้า ดีใจวันนี้ก็ทุกข์ใจวันหน้า ถูกชื่นชมวันนี้ก็อาจถูกนินทาในวันข้างหน้า เมื่อมีความผูกพันกับสิ่งใด ก็เห็นโทษของการเอาจิตไปผูกกับสิ่งนั้น

ความเบื่อในลักษณะนี้เป็นความเบื่อที่เกิดจากปัญญารู้แจ้ง จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ นำความจริงของชีวิตมาพิจารณาบ่อยๆ หรือเกิดจากการทำวิปัสสนาบ่อยๆ จนเกิดนิพพิทาญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ทำให้มนุษย์เห็นโทษภัยของการเวียนว่ายตายเกิด

เมื่อมนุษย์ผู้หนึ่ง เกิดความเบื่อหน่ายในระดับปัญญาแล้ว อารมณ์ต่างๆ ของบุคคลนั้น จะไม่ขึ้นสูงสุด ไม่ลงต่ำสุด แต่จะมั่นคงอยู่ในความเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งต่างๆ ไม่มีการลุกขึ้นไปทำสิ่งใดเพื่อหลบหลีความเบื่อหน่าย แต่จะใช้สติพิจารณาถึงที่มาที่ไป จนเห็นความจริงว่า จิตที่เคยหลงยึดสิ่งต่างๆ ได้คลายตัวเบาบางลงไป

ความเบื่อด้วยปัญญานี้ไม่ได้ทำให้เกิดความหดหู่ แต่ทำให้เกิดความเบิกบานใจว่าตนเองได้วางใจอยู่เหนือโลก พระพุทธเจ้าเรียกว่า เป็นผู้มีจิตตื่นจากโลก ความเบื่อโลกด้วยปัญญานี้ นำมาซึ่งความสนใจทางธรรม ทำให้บุคคลผู้นั้นมีกำลังใจในการปฏิบัติภาวนามากขึ้น ทำให้มีโอกาสยุติภพชาติได้ในภายหน้า

ความเบื่อแบบแรก ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าทำให้เกิด หรือเกิดน้อยที่สุด

ความเบื่อแบบที่สอง เป็นความเบื่อที่พระพุทธเจ้าสนับสนุนให้ทำให้เกิดเพราะเมื่อเกิดแล้ว ก็จะมีความเท่าทันโลก ทำให้มีโอกาสได้พบกับความสุขที่แท้จริงต่อไป…

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ที่มา : เพจพศิน อินทรวงศ์

เมื่ออยู่ในดงของกิเลส

ถ้าอกุศลอันใดอะไรเกิดขึ้นมาอย่าไปพุ่งออกไปข้างนอก รีบระงับกำหนดให้มันดับ ดับแล้วค่อยพูดค่อยทำ ช่วงที่อกุศลมันกำเริบอยู่นี่อย่าไปพูด อย่าไปทำ อย่าไปคิดต่อ ต้องระงับก่อน เราต่างคนต่างอยู่ในวงของนักปฏิบัติด้วยกัน เราก็ไม่มีการทะเลาะวิวาทเบาะแว้ง ไม่ได้ไปโกรธคนนี้เพราะต่างคนต่างพยายามข่มกิเลสของตัวเอง สร้างสติให้เกิดกับตัวเอง ฉะนั้นการทะเลาะเบาะแว้งไม่มีโอกาส เพราะเราทะเลาะเบาะแว้งกับกิเลสของเรา วันๆ หมดไป ไม่ต้องไปทะเลาะกับคนอื่น

แต่ว่าเราออกไปจากนี้ต้องเข้าใจว่าเราไปสู่ดงของกิเลส ในครอบครัวของเราก็ตาม ในที่ทำงานก็ตาม คนที่เราไปอยู่ด้วยมีกิเลสด้วยกัน ถ้าเขาได้รับการอบรม ก็ไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนไม่ได้รับการอบรมมีเยอะ เวลาเขาจะแสดงออกมาเขาก็จะแสดงเต็มที่ มีอะไรแสดงออกมาเต็มที่

ที่นี้ของเราได้รับการอบรม เราไปอยู่กับกิเลสของคนที่ไม่ได้รับการอบรม ยิ่งถ้าเราไม่ระวังตัวให้ดี ระวังเราจะตามกิเลสเขาไป เราต้องรู้ว่าออกไปนี่เราต้องไปสู่ดงกิเลส แต่กิเลสของเขากับกิเลสของเรา กิเลสของเราดีกว่าเขาหน่อย กิเลสของเขาไม่ดี กิเลสของเราดีกว่าเขา เพราะกิเลสของเราได้รับการอบรม ว่านอนสอนง่าย กิเลสของเขาหยาบ เพราะไม่ได้รับการอบรม มีอะไรมันก็ออกมาเต็มที่เลย

แต่ของเราพอเกิดขึ้นปุ๊บเรารีบระงับเลย โกรธหนอๆ ไม่พอใจหนอๆ จนดับพร้อมกัน พอดับแล้วเราสงบแล้ว เราเยือกเย็นแล้ว คนอื่นที่อยู่กับเราจะร้อนไหม ไม่ร้อน

แต่ถ้าร้อนแล้วเป็นไง เราก็ร้อนเขาก็ร้อนไปด้วย แต่ถ้าเราสงบเยือกเย็นแล้ว ไม่มีอะไรร้อนไปกับเรา เพราะเราสงบเยือกเย็น แต่ของคนอื่นเขาไม่ระงับนี่ มีอะไรก็ชี้หน้าว่า ฉอดๆๆๆ อย่างนี้ เสร็จเลย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)

ตั้งสติตั้งแต่ตื่นจนถึงเราหลับ

ฉะนั้น อาจารย์ให้คติแก่โยคีว่ากลับไป เรามาฝึกอบรมใจ จุดสำคัญที่สุดในตัวของบุคคลเราก็คือ ใจ

เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็รักษาใจของเราโดยการสร้างสติตามในสติปัฏฐานสี่ อย่างทิ้งการกำหนด เราออกไป
แล้ว เราจะต้องไปสู่ในกลุ่มของบุคคลที่มีกิเลสด้วยกัน เราต้องระวัง

ระวังตั้งแต่ตื่นมา ตั้งสติตั้งแต่ตื่นมา จนถึงเราหลับ เราตั้งไว้ก่อน รู้จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้ อันนี้คิดว่าโยคีทั้งหลายคงจะนำธรรมะที่ได้จากการปฏิบัติ และแนวทางที่องค์สมเด็จได้ทรงตรัสไว้ นำไปเป็นหลักชีวิต ประพฤติปฏิบัติแล้วต่อไปเราก็จะได้ทำจิตใจของเราให้สูงขึ้น ผลที่สุดเราก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานได้ตามความตั้งใจของเราเอง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)

จงเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลส อย่าเห็นกิเลสโดยความเป็นคน

เราไปกิเลสโดยความเป็นคน มันถึงยุ่ง ถ้าเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลสละไม่ยุ่ง เพราะอะไร

เพราะเราดูว่าโทสะที่เกิดขึ้นมาไม่ว่าเกิดกับเรากับเขามันก็มีสภาพเหมือนกัน มันไม่ได้ต่างกัน แต่ตอนนี้กิเลสโทสะได้โอกาสเกิดกับรูปนามนั้นมันก็ต้องแสดงกาย วาจา ใจ ไปตามลักษณะของเขา เวลาคนอื่นเขาโกรธ เขาด่าฉอดๆๆๆ

นี่เราเห็นว่าเขาไม่ดีแต่เวลาที่เราโกรธขึ้นมา เราด่าคนอื่นฉอดๆๆ เราว่ายังไง ว่าเราดีนะ ” แหม เขาด่าคำเราด่าสอง เราเก่งกว่าเขาอีก ” คนในโลกเขาถือกันอย่างนั้นนะ

ที่นี้พอเรารู้จักธรรมะแล้วว่า อ๋อ สภาพของกิเลส ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ความอิจฉา ความริษยา ก็แล้วแต่ ได้โอกาสเกิดกับใคร มันก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น มันต้องทำให้จิตใจ รูปนามของคนนั้นเป็นไปอย่างนั้น เกิดกับเราก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นเราต้องเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลส อย่าเห็นกิเลสโดยความเป็นคน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)

จงออกไปประจัญหน้ากับศตรูและต่อสู้เถิด

อาตมาอยากเตือนผู้เข้ากรรมฐานว่า

ท่านทั้งหลายกำลังอยู่ในแนวหน้าของสงครามแห่งการเผชิญหน้าอยู่กับกิเลส หากไม่ต่อสู้ก็คงจะถูกกิเลสย่ำยีเอาได้ ดังนั้นในฐานะแม่ทัพ อาตมาจึงขอกล่าวว่า

“จงออกไปประจัญหน้ากับศตรูและต่อสู้เถิด”

สยาดอ อู บัณฑิตะ
จากหนังสือ “ความงามแห่งจิต”
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ปัจจุบันสำคัญที่สุด

ประสบการณ์จากชาดกเรื่องฤๅษีเตมีย์ใบ้

ชาดกเรื่องเตมีย์ เป็นเรื่องของพระโอรสกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า เตมีย์ เจ้าชายผู้นี้ไม่เคยตรัสถ้อยคำใดๆ เลยตั้งแต่ประสูตรมา พระบิดาจึงทรงรู้สึกอับอายที่มีพระโอรสใบ้ ถึงกับมีรับสั่งให้สารถีราชรถผู้หนึ่งนามว่า สุนันทะ นำพระโอรสออกไปจากพระนครแล้วให้ประหารเสีย

เมื่อออกมาภายนอกพระนครแล้วเจ้าชายเตมีย์ทอดพระเนตรเห็นสารถีนั้นกำลังขุดหลุมจะฝังพระองค์ จึงทรงพิจารณาว่า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะต้องแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นใบ้ จึงเสด็จเข้าไปตรัสกับสารถีให้เดินทางกลับไปเสียเถิด แล้วให้กราบทูลความจริงเรื่องนี้กับพระราชบิดาและพระราชมารดาด้วย ส่วนพระองค์เองก็เสด็จต่อเข้าไปยังป่าลึกผนวชเป็นฤๅษี แล้วเจริญสมาธิในป่านั้น

สี่วันต่อมา พระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์ได้เสด็จเข้ามายังป่านั้นเพื่อพบพระโอรส ทั้งสองพระองค์ได้พบเจ้าชายเตมีย์ในชุดฤๅษี ที่ทรงผ้าหยาบๆ ประทับอยู่หน้ากระท่อมเล็กๆ ที่มุงด้วยใบไม้ ฤๅษีเตมีย์ได้นำผักสดและผลไม้ซึ่งเป็นอาหารที่ฤๅษีพอจะหาได้ในป่าออกมาถวายแด่พระราชบิดาพระราชมารดา ทั้งสอง

พระองค์ทรงพิจารณาทั้งอาหารและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของพระฤๅษี แล้วกลับไม่เข้าพระทัยว่า เหตุใดใบหน้าของฤาษีกลับอิ่มเอิบด้วยความสุขและแสดงถึงสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์

ทั้งสองพระองค์จึงตรัสถามว่า “ลูกรัก เหตุใดหลังจากเสวยอาหารที่ขาดความประณีตและไม่มีประโยชน์เช่นนี้ ลูกกลับมีใบหน้าอิ่มเอิบ เปี่ยมด้วยความสุข สดชื่น และผ่องใสเช่นนี้เล่า”

คำตอบของฤาษีเตมีย์นั้นควรแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง

ฤๅษีเตมีย์ได้ทูลตอบเป็นภาษาบาลีว่า

อตีตํ นานุโสจามิ นปฺปชปฺปามนาคตํ
ปจจุปฺปนฺเนน ยาเปมิ เตน วณฺโณ ปสีทติ.

แปลว่า :

“ข้าพระองค์ไม่เคยนึกถึงเรื่องราวในอดีตด้วยความกังวลเศร้าสลดหรือทุกข์ร้อนอันใด และไม่เคยนึกถึง อนาคตด้วยความคาดหวัง ไขว่คว้าทะยานอยาก หรือรอคอย ข้าพระองค์เพียงดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะ แล้วปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ ร่างกายของข้าพระองค์จึงมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ดี ใบหน้าจึงผ่องใส อิ่มเอิบ”

ฤาษีเตมีย์ดำรงชีวิตตามวิถีทางดังกล่าวนี้ด้วยโยนิโสมนสิการ มีมุมมองชีวิตที่ถูกต้อง แล้วปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดี จึงดูสดชื่น ผ่องใส และแข็งแรง

 

ผู้มิได้อบรม ไม่สามารถคิดเช่นนั้นได้ จึงไร้ความสุข

ฤาษีเตมีย์ได้กล่าวต่อไปเป็นภาษาบาลีว่า

อนาคตปฺปชปฺปาย อตีตสฺสานุโสจนา
เอเตน พาลา สุสฺสนฺติ นโฬว หริโต ลุโต

แปลว่า :

ผู้มิได้อบรมไม่สามารถจะอยู่กับปัจจุบันได้ จึงมักหลงอยู่กับอดีตด้วยความกังวลเศร้าสลดเสียใจ และหลงไปกับอนาคตด้วยความหมกมุ่นคาดหวังตามแรงปรารถนา ด้วยเหตุนั้น เขาจึงดูอ่อนแอ ไร้ความสุข

ปัจจุบันสำคัญที่สุด

แต่บางครั้ง การคำนึงถึงปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาในอดีต แล้วใช้เป็นบทเรียนสำหรับการวางแผน อนาคต ก็เป็นสิ่งพึงกระทำเพื่อความไม่ประมาท แต่เราไม่ควรมกมุ่นครุ่นคิดถึงอดีตด้วยความเศร้าสลดหดหู่ใจกับความน่าจะมีหรือน่าจะเป็น หรือวาดหวังกับอนาคตด้วยความมุ่งมาดปรารถนาถึงสิ่งที่อยากให้มีให้เป็นในวันหน้า

พึงระลึกไว้เสมอว่า“วันนี้” สำคัญยิ่งกว่า “วันวาน” หรือ“วันพรุ่งนี้” ดังนั้น การคิดในแง่บวกหรือมองโลกในแง่ดีจึงสำคัญยิ่ง เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาและปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ได้

พึงจำไว้เสมอว่า “จงอยู่กับวันนี้” หรือ “พึงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน”เสมอ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ เห็นถูกเป็นสุขได้
พระอาจารย์เชมเย สยาดอ

โลภะ ไม่มีขอบเขต

โลภะหรือความทะยานอยากของ มนุษย์นั้นมักไม่มีขอบเขต หากเราปล่อยให้ความ ปรารถนาอยากมีอยากได้ของเราเกิดขึ้นโดยไม่ใส่ใจระมัดระวังแล้ว ความทะยานอยากนั้นก็จะเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ อย่างไร้การควบคุม เมื่อนั้น ความพึงพอใจ ความพอเพียง และความสุขย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องพึงพอใจแต่เฉพาะ สิ่งที่มี จนนิ่งดูดาย ไม่ขวนขวายทำชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม คือ ไม่มีความกระตือรือร้นหรือความมุ่งมั่นใดๆทั้งสิ้น

ที่ถูกต้องแล้ว เราควรพอใจในสิ่งที่เราพึงมีพึงได้ตามสถานะ เมื่อเราได้พากเพียรพยายามอย่างดีที่สุดแล้วเท่านั้น

คนเราต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพอยู่ตลอดทั้งชีวิต จึงไม่มีใครรอดพ้นจากโลภะได้อย่างแท้จริง ความดิ้นรนทะยานอยากที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีก็แตกต่างกันไป ตามสถานการณ์ของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม คนเราก็ควรจะจำกัดขอบเขตความโลภนี้ไว้ อย่าให้ล่วงล้ำออกไปเกินความเหมาะสมได้ หากเพียงแต่เราจะเริ่มเรียนรู้ที่จะ ควบคุมความทะยานอยากไว้ มิให้มากเกินความพอดี และพยายามพึงพอใจในสิ่งที่เราทำได้หาได้ เพียงเท่านี้เรา ก็พบกับความสุขได้แล้ว

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ เห็นถูกเป็นสุขได้
พระอาจารย์เชมเย สยาดอ

พึงใส่ใจกับการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

การอยู่กับปัจจุบัน…หนึ่งในวิถีสู่ความสุข

อีกวิธีหนึ่งที่จะนำความสันติสุขมาสู่ชีวิตก็คือ
๐ ไม่พึงคำนึงถึงอดีตด้วยความเศร้าหมอง
๐ ไม่พึงคาดหวังกับอนาคตมากจนเกินไป
๐ พึงใส่ใจกับการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

กล่าวโดยสรุป การดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่าง เหมาะสม เป็นหนทางหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความพึงพอใจใน สิ่งที่ตนมีและความสุขในชีวิต

มนุษย์ทุกคนได้ดำเนินชีวิตผ่านอดีตมาแล้วและ ยังมีอนาคตรอคอยอยู่เบื้องหน้า แต่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น ที่เรากำลังดำรงชีวิตอยู่จริงๆ

สำหรับคนส่วนใหญ่ ความทรงจำถึงอดีตอาจเต็มไปด้วยความขมขื่นและขวากหนาม แล้วก็มักจะฝังใจจำแต่อดีตที่ขื่นขมนั้น ขณะเดียวกัน หนทางในอนาคตก็ยังไม่ แน่นอน ปราศจากความมั่นใจว่าชีวิตจะราบรื่น

เมื่อหวนคิดถึงอดีต คนเรามักจะจดจำแต่เฉพาะช่วงเวลาที่ขมขื่น เป็นทุกข์มากกว่าจะคิดถึงช่วงเวลาแห่งความสุข และเมื่อคาดหวังถึงอนาคต คนเราก็มักวาดฝันอันยิ่งใหญ่ ถึงแม้จะวางแผนอนาคตไว้อย่างรอบคอบปานใด ก็ไม่มีทางที่ใครจะรับประกันได้ว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตรงตามแผนการทั้งหมด

ความกังวลกับสิ่งเหล่านี้ย่อมนำทุกข์มาให้ ซ้ำร้าย เมื่ออนาคตยังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่ชัดเจน ความกังวลอยู่ กับสิ่งที่ไม่มีทางรู้ได้ย่อมก่อให้เกิดทุกข์

 

พึงใส่ใจกับการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เราอาจจะถามตัวเองก็ได้ว่า การดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้ของเราปลอดโปร่งจากอุปสรรคและปัญหาใดๆ หรือไม่ หากเราพิจารณากระบวนการตามธรรมชาติของ โลก (ชีวิต) แล้ว เราก็จะพบว่าคนส่วนมากมีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหา

เมื่อชีวิตประกอบด้วยปัญหา เราย่อมไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหา หรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงควรพยายาม จัดการกับปัญหาที่ต้องเผชิญอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความกล้าหาญ และด้วยความพากเพียรอดทน อีกทั้งพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามีอยู่ เพื่อให้ปัญหานั้นลุล่วงไปได้อย่างดีที่สุด

การรู้จักเผชิญปัญหาด้วยท่าทีที่ชาญฉลาดเช่นนี้ ไม่ว่าปัญหานั้นจะวิกฤติขนาดไหน เราก็สามารถจะแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดก็ตาม การวางใจว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายย่อมยังมีสิ่งดีๆ ปะปนอยู่ จะช่วยให้สถานการณ์ดูดีขึ้นได้ และช่วยให้เราอดทนฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปได้ด้วยดี

ธรรมนี้ในภาษาบาลีเรียกว่า โยนิโสมนสิการคือ การวางใจโดยแยบคาย หมายถึง การมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง กระบวนการของความคิดแบบนี้จะช่วยให้เรารู้จักมองเห็นด้านดีของสรรพสิ่ง อันจะช่วยให้เรารู้สึกเป็นสุขยิ่งขึ้น ความคิดหรือมุมมองโลกแบบนี้จะช่วยให้เราอดทนต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น และเป็นสุขมากขึ้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ เห็นถูกเป็นสุขได้
พระอาจารย์เชมเย สยาดอ

ปฏิบัติธรรมอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ก่อนที่ความตายจะมาฉุดคร่าเอาชีวิตไป

ความพยายามให้มีอายุยืนด้วยการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมต่อไปได้นานกว่าอายุขัยปกติ ถือว่าไม่เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพราะถ้าหมั่นพิจารณาอยู่เสมอว่า ความตายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะ เขาก็จะตัดความยึดมั่นถือมั่นผูกพันต่างๆ แล้วตั้งใจปฏิบัติธรรมด้วยความขยันขันแข็งอย่างเต็มที่

แต่ก็มีพวกที่เชื่อว่าหากตนจะมีชีวิตยืนยาวก็จะสามารถปฏิบัติธรรมด้วยจิตที่สงบ ในเรื่องนี้มีความเห็นต่างๆ กัน แต่เราไม่เชื่อว่าการทำให้ชีวิตยืนยาว จะทำให้สามารถปฏิบัติธรรมได้นานขึ้น ทั้งนี้เพราะว่า บุคคลที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในปัจจุบันเพราะหวั่นเกรงความตายที่จะมาถึงอยู่ทุกขณะ จะพยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อให้บรรลุธรรมโดยเร็วก่อนที่ความตายจะมาฉุดคร่าเอาชีวิตไป แต่ถ้าคนเรามีอายุยืนเป็นพันปี ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า พวกเขาจะมีแรงบันดาลใจที่จะอุทิศตนพยายามปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

คนบางพวกแม้ในขณะที่ปฏิบัติธรรมก็ไม่ตั้งใจอย่างเต็มที่ กลับปล่อยใจให้คิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องต่างๆ เช่น สิ่งที่จะทำหลังออกกรรมฐาน และเงินทองทรัพย์สมบัติที่จะได้มาจากการประกอบธุรกิจ เป็นต้น ทำให้ต้องเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์

ภิกษุที่พากันปีนหน้าผาขึ้นไปบนยอดเขา ได้ผลักพะองที่เป็นบันไดขึ้นให้ตกหน้าผาไป ให้เหลือเพียงวิธีเดียวที่จะรอดชีวิต คือ ต้องปฏิบัติธรรมอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเพื่อให้บรรลุมรรคผล มิฉะนั้น ก็จะต้องตายอยู่บนยอดเขานั้น ในบรรดาภิกษุทั้ง ๗ รูปเหล่านั้น พระเถระผู้อาวุโสสูงสุด ก็ได้บรรลุอรหันต์ พร้อมด้วยอภิญญา ๖ ในคืนนั้นเอง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือวัมมิกสูตร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

สัทธาสูตร : ว่าด้วยศรัทธาของพระอริยสาวก

อริยสาวกใดมีศรัทธามั่น เลื่อมใส ในตถาคตอริยสาวกนั้นไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัย ในพระตถาคต หรือในศาสนาของพระตถาคต

ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย.

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
สัทธาสูตร
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
อ่านเพิ่มเติม >> คลิก สัทธาสูตร

ที่พึ่งอันเกษม

มนุษย์เป็นอันมากแล ถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขา ป่าอารามและรุกขเจดีย์ว่า เป็นที่พึ่ง ที่พึ่งนั้นแลไม่เกษม ที่พึ่งนั้นไม่อุดม เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ส่วนผู้ใดถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ความก้าวล่วงทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์ ด้วยปัญญาอันชอบ ที่พึ่งนั้นแลเป็นที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งนั้นอุดม เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ขุททกนิกาย
คาถาธรรมบท พุทธวรรค

มรณสติ [REPOST]

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ปริจเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ ได้กล่าวถึง มรณานุสสติ คือ ความระลึกถึงเนืองซึ่งมรณะ [ ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภมรณะ ชื่อว่า “มรณานุสสติ” คำนี้เป็นชื่อของ “สติอันมีความขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิตเป็นอารมณ์” ]

ได้กล่าวถึงการพิจารณามรณะว่า หากพิจารณามรณะโดยไม่แยบคายแล้ว เป็นอย่างไร

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><<><<><><>><><><<><><<<><><>

ข้อความจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค

เพราะว่าเมื่อพระโยคาวจรยังมนสิการให้เป็นไปโดยไม่แยบคาย

๐ เวลาระลึกถึงความตายของคนที่ชอบกันจะเกิดความโศกเศร้า ดุจเวลามารดาผู้บังเกิดเกล้าระลึกถึงความตายของบุตรที่รักฉะนั้น

๐ เวลาที่ระลึกถึงความตายของคนที่ไม่ชอบกันจะเกิดความปราโมทย์ ดุจคนมีเวรกันระลึกถึงความตายของคนที่มีเวรกันฉะนั้น

๐ เวลาระลึกถึงความตายของคนที่เป็นกลาง ๆ จะไม่เกิดความสลดใจ ดุจสัปเหร่อเห็นซากคนตายฉะนั้น

๐ เวลาระลึกถึงคามตายของตนจะเกิดความสะดุ้งหวาดกลัว ดุจคนที่มีชาติขลาดเพราะเห็นเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบฉะนั้น

ความเกิดขึ้นแห่งความโศกเป็นต้นแม้ทั้งหมดนั้น ย่อมมีแก่ผู้ปราศจากสติ, ความสังเวช และญาณ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรเห็นสัตว์ที่ถูกฆ่าตายและตายเองในที่นั้น ๆ แล้ว พึงพิจารณาถึงความตายของหมู่สัตว์ที่ตายไปซึ่งที่เป็นสมบัติที่ตนเคยเห็นมา ประกอบสติ, ความสังเวช และญาณ แล้วยังมนสิการให้เป็นไปโดยนัยมี อาทิว่า มรณํ ภวิสฺสติ ความตายจักมี ดังนี้

ด้วยว่าพระโยคาวจรเมื่อให้มนสิการเป็นไปอย่างนั้น ชื่อว่าให้เป็นไปโดยแยบคาย อธิบายว่าให้เป็นไปโดยอุบาย จริงอยู่สำหรับพระโยคาวจรบางพวกที่ยังมนสิการให้เป็นไปอยู่อย่างนั้นนั่นแล นิวรณกิเลสทั้งหลายย่อมระงับลง สติมีมรณะเป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น กัมมัฏฐานขึ้นถึงอุปจารฌานทีเดียวก็เป็นได้

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><<><<><><>><><><<><><<<><><>

ความสิ้นกิเลสเป็นธงชัยของเรา

ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกิเลส ตราบนั้นควรนำชีวิต พุ่งไปสู่คุณค่าที่สูงกว่าอยู่เนืองนิตย์ ไม่ควรติดอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง

การกระทำต่างๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งแต่ละช่วงนั้น ควรถือเพียงเป็นพื้นฐานเพื่อให้ก้าวต่อไป

ไม่ใช่ย่ำเท้าอยู่กับที่ อันเป็นเหตุให้เสียเวลานานเกินไป

ความสิ้นกิเลส (อาสวักขยญาณ) เป็นธงชัยของเรา

เราต้องก้าวไปสู่จุดนั้น

อนุทินทรรศนะชีวิต
อาจารย์วศิน อินทสระ
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๑
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

จากหนังสือ อนุทินทรรศนะชีวิต
อาจารย์วศิน อินทสระ

อัยยิกาสูตร : สัตว์ทั้งหลายต้องตาย เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด

หากหม่อมฉันจะพึงได้สมหวังว่า ขอพระอัยยิกาเจ้าของเราอย่าได้เสด็จทิวงคตเลย ดังนี้ แม้ด้วยใช้ช้างแก้วแลกไซร้ หม่อมฉันพึงให้แม้ซึ่งช้างแก้วเพื่อให้ได้สมหวัง ดังนี้ พระพุทธเจ้าข้า [แม้ด้วยใช้ .. ม้าแก้ว, บ้านส่วย, ชนบท]
…………………………………………………….……

ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น มหาบพิตร สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีความตายเป็นธรรมดา มีความตายเป็นที่สุด ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้เลย

ดูกรมหาบพิตร ภาชนะดิน ชนิดใดชนิดหนึ่ง ทั้งที่ดิบทั้งที่สุก ภาชนะดินเหล่านั้นทั้งหมด มีความแตกเป็นธรรมดามีความแตกเป็นที่สุด ไม่ล่วงพ้นความแตกไปได้เลย แม้ฉันใด ดูกรมหาบพิตรสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีความตายเป็นธรรมดา มีความตายเป็นที่สุด ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้เลย ฉันนั้นเหมือนกันแล

จากอัยยิกาสูตร
=> คลิกอ่าน
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง

ในการปฏิบัติธรรม การเจริญมรณานุสสติด้วยการคำนึงถึงความตายที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลานั้นทำให้เกิดผลดีมากมาย พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ระลึกถึงความตายอย่างนี้ว่า

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชัญฺญา มรณํ สุเว
น หิ โน สงฺครํ เตน มหาเสเนน มัจฺจุนา

บุคคลควรทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะเราไม่อาจผ่อนผันกับมัจจุราชผู้มีกองทัพมากนั้นได้

ความเพียรชอบ หรือสัมมัปปทาน ๔ ได้แก่
๑ ความพยายามกำจัดบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
๒ ความพยายามป้องกันบาปอกุศล ที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น
๓ ความพยายามทำกุศล เช่น ทาน ศีล สมถะ วิปัสสนา และมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
๔ ความพยายามเพิ่มพูนกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้มากยิ่งขึ้น

การทำความเพียรอย่างยิ่งยวดประกอบด้วยสัมมัปปทาน ๔ อย่างนี้ โดยเฉพาะการปฏิบัติวิปัสสนา เป็นสิ่งที่จะต้องทำในวันนี้ ไม่ควรผัดผ่อนเป็นวันพรุ่ง หรือวันต่อๆ ไป พระผู้มีพระภาคทรงย้ำ ให้ปฏิบัติวิปัสสนาทันทีเดี๋ยวนี้ แต่อุบาสกอุบาสิกาของเรา ก็ยังไม่สามารถปฏิบัติตาม แม้ในบรรดาพระสงฆ์ ก็ยังมีภิกษุบางรูปเห็นว่า การปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาเป็นเรื่องยาก แม้ว่าพระองค์ จะได้ทรงย้ำเตือนอย่างจริงจังด้วยพระกรุณา

ทั้งนี้เนื่องจากเราไม่ทราบว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร อาจเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันใดวันหนึ่งในอนาคตก็ได้ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราจะตายเมื่อไร อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปมักจะคิดว่าความตายจะยังมาไม่ถึงภายในวันนี้ วันพรุ่งนี้ หรือในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นจริงโดยทั่วไป

แต่ถ้าลองสืบค้นหรือสำรวจดูก็จะพบได้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ตายไปโดยไม่ถึงเวลาอันควร กล่าวได้ว่าไม่มีใครรู้แน่ว่า ความตายจะมาถึงตัวเมื่อไร ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า น หิ โน สงฺครํ เตน มหาเสเนน มัจฺจุนา (เพราะเราไม่อาจผ่อนผันกับมัจจุราชผู้มีกองทัพมากนั้นได้) หมายความว่า เราไม่มีโอกาสที่จะผูกมิตรกับพญามัจจุราช (ความตาย) เพื่อจะขอกำหนดวันตายที่แน่นอน ขอติดสินบน หรือสู้รบปรบมือเพื่อผัดผ่อนเลื่อนวันที่จะต้องตาย กับพญามัจจุราชซึ่งมีกองทัพใหญ่ ประกอบด้วยอาวุธที่ร้ายแรง ซึ่งได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และยาพิษเป็นต้นได้เลย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือวัมมิกสูตร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

หากเราพิจารณาดูงานที่ทำกันทางโลก จะพบว่างานที่ทำในปัจจุบันสำคัญที่สุด แม้การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน

คนที่กำลังกินข้าวอยู่ การกินข้าวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา ถ้าเขาเพิ่มสติและปัญญาด้วยการระลึกรู้สภาวธรรมรูปนามที่ปรากฏในขณะกินข้าวด้วยสติ และหยั่งเห็นสภาวธรรมนั้นด้วยปัญญา การกินข้าวนั้นก็เป็นการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน

การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องรอให้ว่าง ถ้าเราตั้งใจจริงทุกขณะคือการปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติระลึกรู้ปัจจุบัน เพื่อการหลีกเลี่ยงจากบาป และสั่งสมบุญอยู่ตลอดเวลา

ในกรณีเดียวกัน คนที่กำลังหุงข้าวอยู่ การหุงข้าวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา ถ้าเขาเพิ่มสติและปัญญาเข้าไปด้วย การหุงข้าวของเขาก็เป็นการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน แม้คนที่กำลังเดินอยู่ ก็เหมือนกัน ถ้าเขาเพิ่มสติและปัญญาเข้าไปในขณะเดิน การเดินของเขาก็เป็นการปฏิบัติธรรม

บางท่านที่เคยเข้ากรรมฐานมาแล้ว พอกินข้าวคนเดียวก็จะกำหนดตลอดเวลา เธอรู้สึกว่ามีความสุขในขณะเจริญสติระลึกรู้สภาวะเบาหนักที่ปรากฏในขณะยกมือ เหยียดมือ ฯลฯ บางคนหุงข้าว ถูบ้าน ฯลฯ ก็สามารถกำหนดได้ด้วยความสุข

ดังนั้น ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นสิ่งที่ปรากฏแก่เราตลอดเวลา ทุกขณะจึงเป็นเวลาที่เจริญสติปัฏฐานได้ แม้ว่าการปฏิบัติในขณะอยู่บ้านจะไม่ต่อเนื่องเหมือนเวลาที่อยู่ในคอร์สปฏิบัติ ก็เป็นการสั่งสมสติทีละน้อยเพื่อก่อให้เกิดมหาสติในโอกาสต่อไป

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือประกายส่องใจ ๒
พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เครื่องประดับที่งดงาม

อันที่จริงแล้ว ในโลกนี้ไม่มีเครื่องประดับอันใดที่จะงดงามไปกว่าความประพฤติอันบริสุทธิ์หมดจด ไม่มีที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่อันใด และไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นบาทฐานให้ปัญญาฌานเจริญงอกงามได้เทียบเท่ากับศีล ศีลก่อให้เกิดความงามที่มิได้ฉาบทาเพียงภายนอก แต่เป็นความงดงามจากใจที่สะท้อนให้เห็นได้ในตัวบุคคล

เครื่องประดับนี้เหมาะสมกับทุกเพศ ทุกวัย ในทุกสถานะและทุกฤดูกาล ดังนั้นจึงโปรดรักษาความบริสุทธิ์หมดจดแห่งความประพฤติของท่านไว้ให้รุ่งเรืองต่อเนื่องอยู่เสมอ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น
โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

สำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์

สำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์

ศีลมิใช่ข้อบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้และมิได้จำกัดอยู่แต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น อันที่จริงศีลมีรากฐานมาจากสำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเราเกิดอารมณ์โกรธและต้องการทำร้ายผู้อื่น หากเราลองเอาใจเขามาใส่ใจเราและพิจารณาสิ่งที่เราอยากจะทำอย่างซื่อตรง เราจะตอบได้ทันทีว่า “เราไม่ต้องการให้คนอื่นทำเช่นนั้นกับเรา การทำร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่โหดร้ายและไม่ยุติธรรม” หากเรารู้สึกเช่นนี้กับสิ่งที่เราคิดอยากจะทำ ก็เชื่อได้ว่าการกระทำนั้นไม่ดีงาม

หากพิจารณาในแง่นี้อาจมองได้ว่าการรักษาศีล คือ การแสดงออกถึงสำนึกแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตอื่นๆ เราต่างรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรเมื่อถูกทำร้ายและด้วยความเมตตาและเกื้อกูลต่อผู้อื่น เราจึงตั้งใจจะหลีกเลี่ยงการทำร้ายผู้อื่น เราควรยึดมั่นในการกล่าวแต่สิ่งที่เป็นความจริงและหลีกเลี่ยงคำพูดที่ประทุษร้ายหลอกลวงและกล่าวโทษผู้อื่น

เมื่อเราฝึกฝนที่จะหลีกเลี่ยงคำพูดและการกระทำที่เป็นไปด้วยความโกรธภาวะจิตที่หยาบกระด้างและไม่หมดจดงดงามนี้อาจค่อยๆ หมดไป หรืออย่างน้อยก็อาจจะอ่อนกำลังลงหรือเกิดขึ้นน้อยลง แน่นอน ความโกรธมิใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้เราทำร้ายผู้อื่น ความโลภก็อาจทำให้เราหยิบฉวยสิ่งของใดๆ โดยผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมได้ หรือความปรารถนาทางกามสุขอาจทำให้เราเอาใจไปผูกพันเกี่ยวเกาะกับคู่ของบุคคลอื่น หากเราพิจารณาว่า เราอาจทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดได้มากเพียงไรแล้ว เราย่อมจะพยายามข่มใจไม่ให้ตกเป็นทาสของกามตัณหานั้น

แม้บริโภคเป็นจำนวนน้อย สิ่งเสพย์ติดมึนเมาก็อาจทำให้เราระมัดระวังตัวน้อยลง และประพฤติผิดทำนองคลองธรรมเพราะถูกครอบงำด้วยความโกรธและความโลภได้ง่ายขึ้น บางคนกล่าวว่าการใช้ยาที่มีสารเสพย์ติดหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากนัก

ตรงกันข้าม การบริโภคสิ่งเหล่านี้มีอันตรายมาก เพราะอาจทำให้คนที่มีจิตใจดีกลายเป็นคนหลงลืมไร้สติได้ สิ่งเสพย์ติดและของมึนเมานั้นไม่ต่างจากผู้สมรู้ร่วมคิดในการก่ออาชญากรรมซึ่งเปิดประตูสู่ปัญหานานาประการ เริ่มตั้งแต่การพูดเพ้อเจ้อไปจนถึงการแสดงอารมณ์รุนแรง หรือความประมาทที่อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของตนเองและผู้อื่น การเว้นจากการบริโภคสิ่งเสพย์ติดมึน เมาจึงเป็นทางหนึ่งที่จะปกป้องมิให้ศีลข้ออื่นด่างพร้อยด้วย

ผู้ที่มีศรัทธาทุ่มเทต้องการรักษาศีลมากขึ้น หากเป็นฆราวาสอาจรักษาศีลแปดและศีลสิบแม่ชีรักษาศีลสิบ และพระภิกษุรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น
โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

เราฝึกเจริญภาวนาเพื่อ….

เรามิได้ฝึกเจริญภาวนาเพื่อให้ผู้ใดยกย่อง แต่เพื่อมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สันติสุขในโลก เราพากเพียรปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและน้อมรับการอบรมชี้นำจากครูบาอาจารย์ผู้ควรแก่การบูชา

ด้วยหวังว่าเราสามารถจะเข้าถึงพุทธภาวะแห่งความบริสุทธิ์อันสูงสุดนี้แล้ว เราย่อมสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นและช่วยให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากพระธรรมหรือความจริงอันสูงสุดนี้ได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น

โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

คนบ้าเพราะโกรธ (โกธุมมัตตกะ)

คนบ้าเพราะโกรธ (โกธุมมัตตกะ) ผู้ที่ไม่พอใจในสมบัติหรือคุณความดีของผู้อื่น หรือริษยาเมื่อผู้อื่นประสบความสำเร็จ ขาดความเมตตา กรุณา ควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่น

บางคนคิดว่าการควบคุมจิตใจตนเองเป็นทุกข์ เมื่อถูกตำหนิก็หาว่าถูกลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคล คนพวกนี้จะรู้สึกเป็นสุขในการที่ไม่ต้องควบคุมตัวเอง ทำตามความอยากของตนเอง ไม่ละเว้นสิ่งที่ควรละเว้น ดังนั้นโทสะจึงเกิดขึ้นต่อจากความสุขนั้น สุดท้ายก็ต้องประสบกับปัญหา เพราะไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของการควบคุมตนเอง และคิดว่าการไม่ควบคุมตนเอง ทำตามอำเภอใจเป็นสิ่งดี จึงกระทำทุจริตด้วยความหลงผิด เป็นบ้าเพราะความหลง

เมื่อเกิดโลภะ โทสะ โมหะ จิตใจย่อมผิดปกติ ร่างกายก็ผิดปกติตามไปด้วย ทำให้การไหลเวียนของโลหิตผิดปกติ ทำให้บุคคลนั้นดูน่าเกลียด ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนไปด้วย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ๖๐ ชั่วโมงกับเทศนาธรรม
ของพระกัมมัฏฐานาจริยะ พระปัณฑิตาภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระศาสดา

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่หม่อมฉัน ซึ่งหม่อมฉันได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไป
๐ เพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๐ เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อพรากสัตว์ออก
๐ เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
๐ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
๐ เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ
๐ เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด
๐ เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
๐ เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคน
เลี้ยงง่าย

ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า
**นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัยไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ **

ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไป

๐ เพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด
๐ เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้
๐ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส
๐ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก
๐ เป็นไปเพื่อสันโดษไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ
๐ เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๐ เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
๐ เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก

ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า
**นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ**

จากสังขิตตสูตร
ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต
สันธานวรรคที่ ๑

ธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระศาสดา

ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว จะพึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรอุบาลี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า

๐ ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นไป เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว

เธอพึงทรงธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม นี้ไม่ใช่วินัย นี้ไม่เป็นคำสั่งสอนของศาสดา

อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า

๐ ธรรมเหล่านี้เป็นไป เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว

เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านี้ไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมนี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของศาสดา ฯ

จากอังคุตตรนิกาย
สันตกนิบาต ปัณณาสก์
วินัยวรรคที่ ๓

ราคะกับจิต

ราคะกับจิต

พระพุทธภาษิต
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฐิ สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ

ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐิ น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ

คำแปล
เหมือนอย่างว่า เรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ฉันใด
จิตที่ยังมิได้อบรมให้ดี ก็ฉันนั้น ราคะย่อมเสียดแทงได้

ส่วนเรือนที่มุงดี ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันใด
จิตที่อบรมดีแล้วก็ฉันนั้น ราคะย่อมเสียดแทงไม่ได้

อธิบายความ

ราคะ ตามตัวอักษร แปลว่า “ย้อม” มาจากรากศัพท์ว่า “รช” หมายความว่า ย้อมจิตให้แปรรูปไป เสียปกติภาพของจิต ทำให้เห็นวิปริตวิปลาสว่างาม แม้ในสิ่งอันไม่งาม เหมือนสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของสวมแว่นเขียวให้ ทำให้มองเห็นหญ้าแห้ง ฟางแห้งเป็นเขียวสดไปหมด สิ่งที่ไม่งาม คือกายนี้ เพราะเต็มไปด้วยของไม่สะอาด

ในภาษาไทย นิยมแปลราคะว่า “ความกำหนัด” กล่าวคือ ความใคร่ในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ

ราคะ หรือความกำหนัดในกาม มีอิทธิพลต่อชีวิตคนมาก นักจิตวิทยาบางท่าน เช่น ซิกซ์มันด์ ฟรอยด์ ได้มีความเห็นถึงกับว่า พฤติกรรมทั้งปวงของมนุษย์ มีความกำหนัดในกามเป็นแรงกระตุ้น

คนทั่วไปก็มองเห็นว่า ราคะมีแรงผลักดันรุนแรงเพียงใด เป็นสิ่งเสียดแทงจิตใจให้รุ่มร้อน และกลัดกลุ้มเพียงใด คนส่วนมากไม่สามารถเอาชนะได้ จึงต้องระหกระเหินและบอบช้ำด้วยความทุกข์นานาประการ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สังกัปปราคะ คือความกำหนัด
เพราะ การดำริถึง เป็นกามของบุคคล (สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม)
กามเกิดจากความดำริตริตรึก (สงฺกปฺปา กาม ชายสิ ดูก่อนเจ้ากาม เจ้าเกิดจากความดำรินี่เอง)

ราคะ หรือกาม หรือกามราคะนั้น มีอิทธิพลเหนือจิตใจของคนเป็นอันมาก และขนบธรรมเนียมของโลกแต่บางคนควบคุมไม่ได้ในบางกาละ เทศะ ได้ประกอบกรรมอันน่าบัดสี เพราะกามราคะนั้น ต้องติดคุกบ้าง เสียทรัพย์สินบ้าง เสียชื่อเสียงบ้าง มันได้ทำให้คนเสียคนมามากแล้ว ตกนรกก็มากแล้ว

อย่างไรก็ตาม ราคะ จะทำพิษ ทำภัย หรือมีอำนาจครอบงำ ก็เฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้อบรมจิตด้วยดี ส่วนผู้ที่อบรมจิตดีแล้ว ราคะย่อมไม่สามารถเสียดแทงได้ เหมือนคนอยู่ในเรือนที่มุงบังดี ฝนตกเท่าไรก็ไม่เปียก ส่วนคนที่อบรมจิตไม่ดีหรือไม่ได้รับอบรมมา เมื่อประจวบกับอารมณ์อันน่าใคร่ครั้งใด ราคะก็เสียดแทงใจครั้งนั้น เหมือนเรือนที่มุงบังไม่ดี ฝนตกทีไร คนอาศัยก็เปียกทีนั้น การอบรมจิตจึงเป็นทางลดราคะให้น้อยลง จนสิ้นไปในที่สุด

ในอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาตพระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ หน้า ๗๗
ท่านกล่าวว่า เจริญสมถะเพื่ออะไร?
ตอบว่า เพื่ออบรมจิต
ถามว่า อบรมจิตเพื่ออะไร?
ตอบว่า เพื่อให้ละราคะได้

จึงได้ความว่า วิธีอบรมจิตก็คืออบรมด้วยสมถะ ได้แก่ การทำจิตให้สงบเป็นขั้นๆ ท่านเรียกว่าฌาน ตั้งแต่ฌานที่หนึ่ง (ปฐมฌาน) จนถึงฌานที่ ๘ เป็นภาวะที่จิตสงบประณีตขึ้นไปตามลำดับ เมื่อได้ฌานตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป กามฉันทะคือความพอใจในกาม ก็สงบราบคาบลงชั่วคราว ท่านเปรียบเหมือนศิลาทับหญ้า แต่กามราคะจะถูกถอนรากถอนเชื้อก็โดยอนาคามิมรรค อันเป็นมรรคชั้นที่ ๓

……………………………………………………………………………………………………………………….
จากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี ๑ 
อาจารย์วศิน อินทสระ

ผู้เพลิดเพลินในโลกทั้งสอง

ผู้เพลิดเพลินในโลกทั้งสอง

พระพุทธภาษิต
อธิ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุญโญ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญญํ เม กตนฺติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต

คำแปล
ผู้ได้ทำบุญไว้ ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง คือทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
เขาย่อมเพลิดเพลินว่า “เราได้ทำบุญไว้แล้ว” เมื่อไปสู่สุคติ ย่อมเพลิดเพลินมากขึ้น

อธิบายความ

ความเพลิดเพลินเป็นความต้องการของคนทุกคน ต่างกันแต่เพียงเรื่องที่จะนำความเพลิดเพลินมาให้เท่านั้น บางคนเพลิดเพลินด้วยการทำชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ เป็นต้น บางคนเพลิดเพลินด้วยอบายมุขเช่น เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน

บางคนเพลิดเพลินด้วยดนตรี, บางคนด้วยการค้นหากำไร, บางคนด้วยการเล่นการเมืองหาชื่อเสียง ฯลฯ มากมายเหลือจะจาระไนได้หมด

แต่รวมความว่า คนทุกคนชอบความเพลิดเพลิน ในบรรดาสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินทั้งหลาย “การทำบุญ” และ “การประกอบกรรมดี” ก็เป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งของคนดี และดูเหมือนจะเป็นความเพลิดเพลินที่ดีที่สุด เพราะยั่งยืนกว่าบริสุทธิ์กว่า และเป็นทางนำตนไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ด้วย

……………………………………………………………………………………………………………………….
จากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี ๑ 
อาจารย์วศิน อินทสระ

ผู้ต้องเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

ผู้ต้องเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

พระพุทธภาษิต
อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ
ปาปํ เม กตนฺติ ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต

คำแปล
ผู้ทำบาปไว้ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง
คือย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็เดือดร้อนในโลกหน้า
เขาเดือดร้อนว่า “เราได้ทำบาปไว้” และเมื่อไปทุคคติก็เดือดร้อนยิ่งขึ้น

อธิบายความ

ผู้ทำบาปแล้วเดือดร้อนหรือเศร้าโศก ในทางตรงกันข้าม คนไม่ได้ทำบาปไว้ย่อมไม่เดือดร้อน สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ใน ทุกนิบาตอังคุตตรนิกาย ๒๐/๖๓ ว่า

“เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่าง คือ เรื่องที่ได้ทำทุจริตไว้ ๑ เรื่องที่ไม่ได้ทำสุจริต ๑”

พระพุทธองค์ตรัสว่า ความลับสำหรับคนทำชั่วนั้นไม่มี แม้คนอื่นไม่เห็น ตนเองย่อมเห็น ตนเองย่อมเป็นพยานให้ตนเองได้ว่า จริง หรือ เท็จ ได้ทำหรือไม่ได้ทำ แต่นั้นความเดือดร้อนใจก็ตามเผาผลาญผู้ทำ

ส่วนความเดือดร้อนเพราะไม่ได้ทำสุจริตไว้นั้น เป็นความเดือดร้อนเพราะว้าเหว่ ไร้ที่พึ่งทางใจ

ในชีวิตนี้ไม่มีอะไร เป็นที่พึ่งทางใจของคน ได้ดีเท่าการระลึกถึงความดีที่ตนกระทำ มันให้รู้สึกเอิบอาบในดวงจิตอย่างบอกไม่ถูก ทรัพย์ภายในคือบุญนี้ ให้ความสุขใจทุกครั้งที่ระลึกถึง

ส่วนความชั่วที่บุคคลทำไว้ ย่อมมีผลตรงกันข้าม คือให้ความทุกข์ ความเดือดร้อนทุกครั้งที่ระลึกถึง ยิ่งต้องตกนรกหมกไหม้หลังจากตายไปแล้วอีกยิ่งเดือดร้อนใหญ่ อย่างเรื่องพระเทวทัตเป็นตัวอย่าง จึงควรกลัวนรกกันไว้บ้าง อย่าเห็นแต่ความสุขปัจจุบันมากเกินไป

……………………………………………………………………………………………………………………….
จากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี ๑ 
อาจารย์วศิน อินทสระ

ความสะดุ้งต่อความตาย

ดูกรพราหมณ์

๐ สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดาย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย มีอยู่

๐ สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ไม่กลัว ไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย มีอยู่

………………………………………………………………………………….

จากโยธาชีววรรคที่ ๔
[ในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์]

เปิดอ่าน => พระสูตร โยธาชีววรรค [๑๘๔]

ราคะเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรม

เปือกตมคือกามอันผู้ใดข้ามได้แล้ว
หนาม คือกามอันผู้ใดย่ำยีได้แล้ว
ผู้นั้นบรรลุความสิ้นไปแห่งโมหะ
ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์.

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ.
ยถา อคารํ สุจฺฉนฺ วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ.

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด
ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น.
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด
ราคะก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น.

คาถาธรรมบท ยมกวรรค

ทางแห่งความดี

บุคคลแม้ปราถนาความเป็นคนดี แต่เมื่อไม่รู้จักทางแห่งความดี ก็ไม่อาจให้ความปรารถนานั้นบริบูรณ์ได้

ทำนองเดียวกัน บุคคลแม้ต้องการหลีกความชั่ว แต่เมื่อไม่รู้จักความชั่ว ไม่เห็นโทษของความชั่ว เขาจักละเว้นความชั่วได้อย่างไร

จากคำนำในการพิมพ์ครั้งที่ ๑
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญมากในการที่จะได้พบกับความสุขที่แท้จริง ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในทางแห่งความดี ชีวิตจึงจะดีงามและมีความสุขยั่งยืน

ความดีเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก ถ้าเราเรียนรู้วิธีทำความดีและรู้จักจุดความพอดีว่าอยู่ที่ใด “คนดี ทำความดีได้ง่าย ทำชั่วได้ยาก ส่วนคนชั่ว ทำความชั่วได้ง่าย ทำดีได้ยาก” (พระพุทธพจน์) ถ้าเราเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความดีอยู่เสมอ ด้วยจิตใจที่มั่นคงว่าจะไม่ละทิ้งความดีแล้ว ชีวิตของเราจะราบรื่นผาสุกตามสมควรแก่กำลังแห่งความดีที่จะอำนวยให้ ความทุกข์ย่อมมีบ้างตามธรรมดาของชีวิตที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ แต่ขอให้ถือว่า นั่นเป็นการใช้หนี้เก่าซึ่งมีแต่จะหมดสิ้นไป ถ้าเราไม่ทำเพิ่ม

ชีวิตมนุษย์มีความทุกข์มากโดยสภาพธรรมดาอยู่แล้ว มนุษย์ยังเพิ่มความทุกข์ให้แก่กันโดยการเบียดเบียนกันเข้าอีก พวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานในการดำรงชีวิตสักเพียงใด

สังคมมนุษย์จะมีความสุขที่แท้จริงได้ก็ด้วยการดำเนินอยู่ในทางแห่งความดี ไม่มีเวรกับใคร ไม่ก่อเวรและไม่ผูกเวร ไม่อาดูรด้วยกิเลส ไม่ขวนขวานเพื่อแสวงหาสิ่งเกินจำเป็น ไม่แพ้ใคร ไม่ชนะใคร เพราะไม่แข่งขันชิงชัยกับใคร สิ่งเหล่านี้แม้จะทำยาก แต่มีตัวอย่างมนุษย์ที่ทำได้อยู่ไม่น้อย

ผู้หวังสันติสุข จึงควรดำเนินชีวิตตามสันติบท ซึ่งท่านผู้ฉลาดได้ดำเนินมาแล้ว และโลกก็ได้ยอมรับว่าเป็นชีวิตที่งดงาม

จากคำนำในการพิมพ์ครั้งที่ ๓
ในหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี เล่ม ๑
โดยอาจารย์วศิน อินทสระ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

เจริญพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ

เจริญพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ

(๑) ขอสัตว์ทั้งปวง จงอย่ามีเวรกัน อย่าเบียดเบียนกัน อย่ามีความทุกข์ จงมีความสุข จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยเถิด

(๒) ขอสัตว์ทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์

(๓) ขอสัตว์ทั้งปวง จงอย่าพรากจากสมบัติที่ได้รับแล้ว และจงมีสมบัติและความสุขอย่างนี้ตลอดไป

(๔) สัตว์ทั้งปวง มีกรรมเป็นของตน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
หมายเหตุ
(๑) เจริญเมตตาภาวนา
(๒) เจริญกรุณาภาวนา
(๓) เจริญมุทิตาภาวนา
(๔) เจริญอุเบกขาภาวนา

จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๑

พุทฺธาปิ พุทฺธกมลามลจารุเนตฺตา
พาตฺตึสลกฺขณวิราชิตรูปโสภา
สพฺพาสวกฺขยกราปิ จ โลกนาถา
สมฺมทฺทิตา มรณมตฺตมหาคเชน.

แม้พระพุทธเจ้าผู้มีพระเนตรงามหมดจดดั่งบัวบาน
ทรงมีพระรูปกายบรรเจิดด้วยพระลักษณะ ๓๒
ทรงกำจัดอาสวะทั้งปวงแล้ว
ก็ถูกพญาคชสารตกมันคือมฤตยูย่ำยีแล้ว

เตลกฏาหคาถา คาถาที่ ๒๑

สัตว์โลกถูกข่ายตัณหาครอบไว้ ถูกกระแสตัณหาพัดพาไป

สัตว์โลกถูกข่ายตัณหาครอบไว้ ถูกกระแสตัณหาพัดพาไป

ตณฺหาชาเลน โอตฺถโฏ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ ตณฺหาโสเตน วุยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ

“พระมหากรุณาย่อมหยั่งลงในสัตว์ทั้งหลายแก่พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้ทรงเห็นว่า สัตว์โลกถูกข่ายตัณหาครอบไว้ ฯลฯ สัตว์โลกถูกกระแสตัณหาพัดไป”

ศัพท์ว่า ตัณหา หมายถึง ความกระหาย หรือ ความทะยานอยาก ความต้องการจะเห็น หรือความยินดีในรูปที่เห็น และความเพลิดเพลินติดข้องอยู่กับอารมณ์ที่เห็น หรือได้ยิน เป็นต้น

แม้ว่าจะได้เห็นรูปสวยหรือนานมากสักเพียงไร ความกระหายจะได้เห็นก็ยังไม่หมดสิ้นไป ในทำนองเดียวกัน ความต้องการได้ยินเสียงไพเราะน่าปรารถนาอย่างไม่รู้จักพอ ล้วนเป็นตัณหา หรือความกระหายที่จะดมกลิ่นหอม ได้ลิ้มรสอร่อย ได้สัมผัสที่เป็นสุข หรือคิดนึกเรื่องราวที่ชอบก็เป็นตัณหา

อันที่จริงตัณหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุด ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เห็น ได้ยิน เป็นต้น ตัณหาเกิดได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาก็คิดถึงสิ่งที่น่าพอใจอยากได้ คนเราพอใจตนเอง พอใจคนอื่น และทรัพย์สินสิ่งของทุกชนิด เพราะความเพลิดเพลินผูกพันที่มีตัณหาเป็นเหตุนี้ ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิดชาติแล้วชาติเล่า และเมื่อเกิดในทุกภพทุกชาติก็ยังต้องพบกับวงจรของความแก่ ความเจ็บ และความตาย การต้องคอยแสวงหาสิ่งที่ต้องการ ทำให้เป็นทุกข์ เมื่อได้มาแล้วก็ยังเป็นทุกข์ในการดูแลรักษา

ความทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้มีเหตุจากตัณหาที่กระหายใคร่จะได้ที่เจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลาเหมือนเถาวัลย์ที่เลื้อยไปไม่หยุด เราไม่สามารถเอาชนะและหลบหนีตัณหาได้พ้น ดังนั้น ตัณหาจึงเป็นเหมือนข่ายยักษ์ขนาดมหึมาที่ครอบคลุมสรรพสัตว์ทั้งหลายไว้ภายใน สัตว์ที่ติดอยู่ในตาข่ายไม่สามารถหนีไปได้ มีแต่ความตายเท่านั้นรอคอยอยู่ข้างหน้า สัตว์ที่ติดอยู่ในตาข่ายตัณหาก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถหนีรอดได้

นอกจากนี้ยังเปรียบได้กับบุคคลที่ล่องลอยอยู่กลางกระแสน้ำย่อมถูกสายน้ำพัดพาไป และในที่สุดก็จะต้องจมน้ำตาย ในทำนองเดียวกัน สัตว์โลกย่อมถูกตัณหาซัดไป พัดพาไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ เนื่องจากการกระทำกรรมชั่ว บางครั้งการกระทำกรรมดีส่งผลให้ไปเกิด เป็นมนุษย์หรือเทวดา แต่ถึงแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิก็ยังต้องพบความทุกข์ที่เนื่องด้วยความแก่ ความเจ็บ และความตาย พระพุทธองค์จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในสัตว์ทั้งปวงที่กำลังติดอยู่และถูกกระแสตัณหาพัดพาไปสู่ความทุกข์

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

สนิมใจ

สนิมใจ

ทุกขณะเราใช้จิตทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกี่ยวกับงานบ้านหน้าที่ ธุรกิจ ครอบครัว ญาติพี่น้อง สังคม ฯลฯ เช่น พอมีงานบ้านเกิดขึ้นเราก็ใช้จิตทำงาน เมื่อมีหน้าที่หรือธุรกิจเป็นต้นที่จำเป็นต้องทำ เราก็ใช้จิตนี้ทำงานเช่นเดียวกัน แม้ในขณะสร้างบุญบารมี ก็ใช้จิตเหมือนกัน กระทั่งขณะที่เรานอนหลับสนิท จิตนี้ก็ทำงานตลอดเวลา จึงทำให้สมองทำงานได้ตามปกติ

เมื่อเราใช้จิตทำงานตลอดเวลาเช่นนี้ จิตของเราก็เกิดสนิมซึ่งเหมือนกับภาวะที่จิตอ่อนแอ วิตกกังวลหวาดกลัว เร่าร้อน วุ่นวาย สิ่งที่ขัดสนิมใจได้ก็คือ “สมาธิ”

สมาธินั้นจะทำให้จิตสงบไม่ซัดส่าย เมื่อจิตสงบเราก็จะได้รับสุข และปัญญาที่เกิดจากความสงบ เหมือนน้ำใสเมื่อตะกอนนอนก้นแล้ว

ทุกๆ วันเราต้องล้างจานและซักเสื้อผ้าหลังใช้งานแล้ว การซักล้างนั้นก็ไม่ได้ใช้น้ำเปล่า ต้องใช้น้ำยาล้างจานและน้ำยาซักผ้าผสม เพื่อให้จานหรือผ้าสะอาด แต่วันหนึ่งๆ เราไม่ค่อยได้ขัดสีสนิมใจของตัวเอง ปล่อยให้มันสกปรกไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาหมดอายุขัยของตน

ดังนั้น จงขัดสนิมใจให้สะอาด จะเห็นได้ว่า ผ้าสะอาดย่อมเหมาะแก่การรับน้ำย้อม ฉันใด จิตที่สะอาดย่อมเหมาะแก่การบรรลุธรรม ฉันนั้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือประกายส่องใจ ๒
พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ความประมาทเป็นไฉน

ความประมาทเป็นไฉน

ความปล่อยจิต การสนับสนุนความปล่อยจิตในกามคุณ ๕ ด้วยกายทุจริต ด้วยวจีทุจริต หรือด้วยมโนทุจริต หรือการกระทำโดยไม่เคารพ ความกระทำไม่ติดต่อ ความทำอันหาประโยชน์มิได้ ความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพ ความไม่อบรม ความไม่ทำให้มาก ซึ่งการอบรมกุศลธรรมทั้งหลาย.

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากอรรถกถาอัจฉราสังฆาตวรรค
(เอกธัมมาทิบาลี วรรคที่ ๖)

ทุกข์อันไม่น่ายินดี

ทุกข์อันไม่น่ายินดี
ย่อมครอบงำคนผู้ประมาท
โดยความเป็นของน่ายินดี

ทุกข์อันไม่น่ารัก
ย่อมครอบงำคนผู้ประมาท
โดยความเป็นของน่ารัก

ทุกข์ย่อมครอบงำ
บุคคลผู้ประมาท
โดยความเป็นสุข

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากสุปปวาสาสูตร

สละสุขพอประมาณ เพื่อสุขอันไพบูลย์

ถ้าว่าปราชญ์พึงเห็นความสุขอันไพบูลย์
เพราะสละความสุขพอประมาณไซร้

เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์
พึงสละความสุขพอประมาณเสีย

จากคาถาธรรมบท ปกิณณกวรรค

นรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้มาก แม้น้อย

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้มาก แต่เป็นผู้ไม่ทำกรรมอันการกบุคคลพึงกระทำ เป็นผู้ประมาทแล้วไซร้ นรชนนั้นย่อมไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ ประดุจนายโคบาลนับโคของชนเหล่าอื่น ย่อมไม่มีส่วนแห่งปัญจโครส ฉะนั้น

หากว่านรชนกล่าวคำอันมีประโยชน์แม้น้อยย่อมประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว รู้ทั่วโดยชอบ มีจิตหลุดพ้นด้วยดีแล้ว ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกหน้า นรชนนั้นย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากคาถาธรรมบท ยมกวรรค

วาจาที่เป็นประโยชน์

สหสฺสมปิ เจ วาจา อนตฺถปทสญฺหิตา
เอกํ อตฺถปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ.

หากวาจาแม้ตั้งพัน ไม่ประกอบด้วยบทที่เป็นประโยชน์ไซร้
บทที่เป็นประโยชน์บทเดียว ซึ่งบุคคลฟังแล้วสงบระงับได้ ประเสริฐกว่า.

จากคาถาธรรมบท สหัสสวรรค

จงรักษาจิต ธรรมดาจิตนี้บุคคลรักษาได้ยาก

“เธอจงรักษาจิตของเธอนั่นแหละ
ธรรมดาจิตนี้บุคคลรักษาได้ยาก
เธอจงข่มจิตของเธอไว้ให้ได้
อย่าคิดถึงอารมณ์ อะไรๆ อย่างอื่น
ธรรมดาจิตอันบุคคลข่มได้ยาก”

ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ

การฝึกจิตอันข่มได้ยาก เป็นธรรมชาติเร็ว
มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่ เป็นการดี (เพราะว่า)
จิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้.

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากอรรถกถาคาถาธรรมบท จิตวรรค

สังเวควัตถุ ๘ ประการ

ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรร่าเริง อธิบายว่า สมัยใด จิตไม่แช่มชื่นเพราะมีปัญญาและความเพียรอ่อนไป หรือเพราะไม่บรรลุสุขที่เกิดแต่ความสงบ สมัยนั้น ก็ทำจิตให้สลดด้วยพิจารณาสังเวควัตถุเรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด ๘ ประการ
.
เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด ๘ ประการ คือ

๑. ชาติ
๒. ชรา
๓. พยาธิ
๔. มรณะ
๕. ทุกข์ในอบาย
๖. ทุกข์ในอดีตมีวัฏฏะเป็นมูล
๗. ทุกข์ในอนาคตมีวัฏฏะเป็นมูล
๘. ทุกข์ในปัจจุบันมีการแสวงหาอาหารเป็นมูล.

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากอรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค
มหาสติปัฏฐานสูตร

จงเตือนตนด้วยตนเอง

จงเตือนตนด้วยตนเอง
จงสงวนตนด้วยตนเอง

ดูกรภิกษุ
เธอนั้นผู้มีตนอันคุ้มครองแล้ว
มีสติ จักอยู่เป็นสุข

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน
ตนแลเป็นคติของตน
เพราะเหตุนั้น
ท่านจงสำรวมตน
เหมือนพ่อค้าระวังม้าดีไว้ ฉะนั้น

จากคาถาธรรมบท ภิกขุวรรค

ภิกษุผู้ยินดีในธรรม

ภิกษุผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี
ยินดีแล้วในธรรม
ค้นคว้าธรรม
ระลึกถึงธรรม
ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม

จากคาถาธรรมบท ภิกขุวรรค

นิพพานอันเป็นสภาวะดับของใจและสัญญาในธรรมารมณ์

ผู้ที่ไม่เคยรู้จักกับการเจริญวิปัสสนา เพื่อให้เห็นทุกข์ตามสภาพความเป็นจริง มักจะเชิดชูยินดีความคิดและความเชื่อของตน ทั้งมีความหวังอยู่เสมอๆ ว่า จะได้พบความสุขรออยู่ข้างหน้าแม้ว่ากำลังเผชิญกับความทุกข์อยู่ก็ตาม เขาพอใจจะคิดว่าเขามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ และหวังอยากจะมีความมั่งคั่งร่ำรวย หลงผิดว่าความทุกข์เป็นความสุข ดังนั้น ความยึดมั่นของเขาจึงเพิ่มพูนขึ้นและทำให้พยายามทุกวิถีทางในการสนองความต้องการของตน จนบางครั้งไม่ลังเลจะฆ่า ลักทรัพย์ ฉ้อโกง หรือทำชั่วเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ แต่บางคนอาจทำความดีเพื่อประสงค์จะสั่งสมบุญกุศลสำหรับภพข้างหน้าที่ต้องเวียนว่ายต่อไปในสังสารวัฏ

การทำกรรมจึงเกิดขึ้น ตามสังขารที่เป็นกุศลหรืออกุศล เมื่อเวลาใกล้จะตาย กรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต ที่มาปรากฏเป็นอารมณ์ทางมโนทวารจะชักนำให้ไปปฏิสนธิในภพใหม่โดยมีอายตนะภายในและภายนอกชุดใหม่ทำหน้าที่รับอารมณ์เช่นที่ได้ทำมาแล้วในภพก่อน ซึ่งจะก่อให้เกิดตัณหาและอุปาทานที่ส่งผลให้วนเวียนเกิดต่อไปๆ ในสังสารวัฏอย่างไม่จบสิ้น เพราะความต่อเนื่องเหมือนสายโซ่ตัณหา อุปาทานกรรม และภพ ที่คล้องกันเป็นทุกขสัจ ต่อเมื่อสายโซ่นี้ถูกตัดขาดด้วยปัญญาที่เป็นกลางในสังขาร (สังขารุเปกขาญาณ) แล้วบรรลุถึงความดับของรูปนาม นิพพานสุขจึงจะเกิดมีขึ้นได้

สมจริงดังพระพุทธดำรัสในสฬายตนสังยุตต์ว่า
ยตฺถ มโน จ นิรุชฺฌติ, เส อายตเน เวทิตพฺเพ.

ใจและสัญญาในธรรมารมณ์ดับไป ใน [อารัมมณ] ปัจจัยใด บุคคลพึงรู้ [อารัมมณ] ปัจจัยนั้น
[คือ นิพพานอันเป็นสภาวะดับของใจและสัญญาในธรรมารมณ์]

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือนิพพานกถา
โดย พระมหาสีสยาดอ
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

คงไม่เป็นการเพียงพอที่จะพูดว่า ต่อไปนี้เราจะเป็นคนดี

เราอาจต้องยอมรับว่า คงไม่เป็นการเพียงพอที่จะพูดว่า ต่อไปนี้เราจะเป็นคนดี จะเลิกนิสัยต่างๆ ที่ไม่ดีเสีย เราต้องฝึกอบรมจิต มิฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว สัญชาตญาณที่เกิดจากอุปนิสัยที่มุ่งร้าย โลภ หรือหลง ก็จะครอบงำอีก และทำให้เราแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกไป นี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ผู้ปฏิบัติธรรมต้องควบคุมจิตใจของตนเองด้วยการเจริญกรรมฐาน หากปราศจากการกำหนดรู้ที่แม่นยำและมีพลังของการเจริญวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐานแล้ว เมื่อใดก็ตามอารมณ์ที่พึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนา หรืออารมณ์อื่นที่ไม่ชัดเจนเข้ามากระทบ เมื่อนั้นกิเลสที่เกิดจากอารมณ์นั้น คือ ความโลภ โกรธ หรือความหลง ก็จะปรากฏขึ้นทำให้จิตใจขุ่นมัว

อย่างไรก็ตาม หากผู้ปฏิบัติธรรมทำหน้าที่กำหนดพยายามตามรู้อารมณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็จะสามารถเห็นอารมณ์เหล่านี้ได้ชัดเจน กิเลสใดๆ จะไม่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ปฏิบัติธรรมจะสามารถรักษาจิตให้ตั้งมั่นอยู่ได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ความงามแห่งจิต
พระปัณฑิตาภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ปุถุชนมักจะโน้มเอียงไปในทางอกุศล

ปุถุชนมักจะโน้มเอียงไปในทางอกุศล

การทำความดีต้องอาศัยความศรัทธา กำลังใจ และความพยายาม เพราะเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก การทำความดีเปรียบเหมือนว่ายน้ำทวนกระแส แต่ความชั่วนั้นทำง่ายไม้ต้องพยายามเป็นพิเศษหรือต้องการแรงจูงใจมากนักราวกับเป็นไปตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงกล่าวว่าการทำความชั่วเหมือนลอยตามกระแสน้ำ เมื่อมีกฎหมายหรือความยับยั้งชั่งใจมาเป็นเครื่องกั้นขวาง การกระทำชั่วก็อาจจะลดน้อยลงบ้าง

สำหรับปุถุชนคนธรรมดามีหนทางให้เลือก ๒ ทางเท่านั้น คือ กระทำความดีสร้างกุศล หรือ ทำความชั่วสร้างอกุศล ตราบใดที่ไม่มีการทำกุศล ตราบนั้นก็จะมีแต่อกุศล สมมติว่าในเวลาทุกๆ ๑๐๐ นาที เราทำความชั่วด้วยอกุศลจิตเสีย ๙๐ นาที ก็จะเหลือเวลาเพียงแค่ ๑๐ นาที ที่จะให้กุศลจิตสามารถทำความดีได้ ถ้าเวลาแห่งการทำกุศลเพียงแค่ ๑๐ นาทีนั้นถูกยกเลิกไป อกุศลจิตก็จะเข้าครอบงำเราตลอดทั้ง ๑๐๐ นาที

คนที่ไม่บำเพ็ญภาวนา อาจไม่สามารถรู้วิธีที่จะควบคุมจิตจากอกุศล เพราะธรรมดาคนเรานั้นเมื่อได้รับอารมณ์ที่น่าพอใจเข้าก็หมดความสามารถที่จะควบคุมจิตใจมิให้ผูกพันอยู่กับกามสุข มักลุ่มหลงเพลิดเพลินอยู่กับอารมณ์ที่น่าพอใจ ที่ได้เห็น หรือได้ยิน เป็นต้นนั้น แทบไม่มีใครสามารถยับยั้งชั่งใจไม่ให้ยินดีกับกามสุขได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
หนังสือนิพพานกถา
โดย พระมหาสีสยาดอ
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

บุญที่เราสั่งสมไว้ เป็นสิ่งที่เราได้รับดีแล้วหนอ

สงฺขารา มม สงฺกนฺตา วโยวุทฺธิคตา ปุน
ปุรา มรามิ ปุญฺญ ตํ สุลทฺธํ ปสุตํ วต.

สังขารของเราล่วงเลยไป
ถึงความเจริญวัยอีกปีหนึ่ง
ก่อนที่เราจะตาย
บุญที่เราสั่งสมไว้นั้น
เป็นสิ่งที่เราได้รับดีแล้วหนอ

จากคำนำ ในหนังสือประกายส่องใจ ๓
เรียบเรียงโดย พระคันธสาราภิวงศ์

พึงเห็นความสุขอันไพบูลย์

ถ้าว่าปราชญ์พึงเห็นความสุขอันไพบูลย์
เพราะสละความสุขพอประมาณไซร้

เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์
พึงสละความสุขพอประมาณเสีย

จากคาถาธรรมบท ปกิณณกวรรค

ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย

อย่างนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย

๐ ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย ย่อมเป็นสภาพหยาบ

๐ ถ้ากิเลสเหล่านี้ มีรูปร่าง อันใครๆ พึงสามารถจะเก็บไว้ได้ในที่บางแห่ง จักรวาลก็แคบเกินไป พรหมโลกก็ต่ำเกินไป โอกาสของกิเลสเหล่านั้นไม่พึงมี (บรรจุ) เลย

๐ อันกิเลสเหล่านี้ ย่อมทำบุรุษอาชาไนยที่ถึงพร้อมด้วยปัญญา แม้เช่นกับเราให้มัวหมองได้ จะกล่าวอะไรในเหล่าชนที่เหลือ;

จากอรรถกถา คาถาธรรมบท จิตวรรค
เรื่องพระจิตตหัตถะ

ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเอง

ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเอง
ไม่ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมหมดจดด้วยตนเอง

ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว
คนอื่นพึงชำระคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่

บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื่อม
เพราะประโยชน์ของผู้อื่นแม้มาก

บุคคลรู้จักประโยชน์ของตนแล้ว
พึงขวนขวายในประโยชน์ของตน ฯ

**************************
จากคาถาธรรมบท
อัตตวรรคที่ ๑๒
**************************

จิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่ไม่ อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว
ย่อมนำทุกข์มาให้ เหมือนจิต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว
ย่อมนำทุกข์มาให้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมนำสุขมาให้ เหมือนจิต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมนำสุขมาให้ ฯ

*********************************
 จากอังคุตตรนิกาย
เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี
อกัมมนิยวรรคที่ ๓

*********************************

เราเป็นผู้มีตัณหาและกำลังเป็นผู้เพียร

ความเป็นไปในสังสารวัฏนั้นยังมีอยู่ เพราะเรายังเป็นผู้มีตัณหา ยังเป็นผู้มีอวิชชาครอบงำ

แต่เรานั่นแหละ “กำลังเป็นผู้เพียร” ที่จะทำให้อวิชชาคือความโง่ ความหลง ในความเป็นอัตตาตัวตน เรากำลังที่จะเพียรทำให้ ทิฏฐิ คือความเห็นผิดในอัตตาตัวตนของเรานี้ว่า เป็นเรา เป็นของของเรา เรากำลังทำสิ่งนี้ให้หมดให้สิ้นไป เรากำลังเพียรลดละ โดยความเป็นตัณหา มานะ ทิฏฐิ ของเรา เพื่อวันหนึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาย่อมปรากฏ

จากบทเรียนพระอภิธรรม (ทางไปรษณีย์) ชุดที่ 6

ควรเริ่มทำความเพียรเพื่อให้ถึงความหลุดพ้นในชาตินี้

เมื่อชาวพุทธทำบุญครั้งใด ก็มักอธิษฐานขอให้บรรลุนิพพานโดยเร็วพลัน แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดนี้ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยการตั้งความปราถนาอย่างเดียว เพราะกุศลส่วนใหญ่มักจะส่งผลให้ไปเกิดในภพที่สูงขึ้น

เพื่อให้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางสายเดียวที่จะนำไปสู่พระนิพพานได้ เราไม่ควรรอให้ถึงชาติหน้า แต่ควรเริ่มทำความเพียรเพื่อให้ถึงความหลุดพ้นในชาตินี้

จากหนังสือธัมมจักกัปปวัตนสูตร :
ประพันธ์โดย พระอาจารย์มหาสีสยาดอ (โสภณมหาเถระ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์

ชนเหล่าใดรู้ธรรมอันเป็นสาระ โดยความเป็นสาระ

ชนเหล่าใดมีความรู้ในธรรมอันหาสาระมิได้ว่าเป็นสาระ
และมีปกติเห็นในธรรมอันเป็นสาระ ว่าไม่เป็นสาระ
ชนเหล่านั้นมีความดำริผิดเป็นโคจร
ย่อมไม่บรรลุธรรมอันเป็นสาระ

ชนเหล่าใดรู้ธรรมอันเป็นสาระ โดยความเป็นสาระ
และรู้ธรรมอันหาสาระมิได้ โดยความเป็นธรรมอันหาสาระมิได้
ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็นโคจร
ย่อมบรรลุธรรมอันเป็นสาระ

จากคาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑

เมื่อมีทางตรงพระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้แล้ว

เมื่อมีทางตรงพระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้แล้ว
ขอท่านทั้งหลายจงดำเนินไปเถิด อย่าพากันกลับ
จงตักเตือนตนด้วยตนเอง พึงน้อมตนเข้าไปสู่นิพพาน

จากโสณโกฬิวิสเถรคาถา

กิเลสในฐานะของนักปฏิบัติ

ลูกต้องไม่ปล่อย คนอื่นเวลาที่เค้ามีกิเลสเค้าจะไหลไปตามกิเลสยังไงมันเรื่องของเค้า แต่ลูกในฐานะของนักปฏิบัติ เมื่อกิเลสเกิดขึ้น ลูกต้องไม่พุ่งออกไป ลูกต้องกลับเข้ามาหาตัว จัดการกับกิเลสของตัวเอง

คำสอน หลวงพ่อประจาก สิริวณฺโณ

บาปเกิดจากจิต ย่อมหมดจดด้วยจิต

ชเลน ภวติ ปงฺกํ ชเลเนว วิสุชฺฌติ
จิตฺเตน ภวติ ปาปํ จิตฺเตเนว วิสุชฺฌติ

โคลนเกิดจากน้ำ ย่อมสะอาดด้วยน้ำ ฉันใด
บาปเกิดจากจิต ย่อมหมดจดด้วยจิต ฉันนั้น

พระจันทิมา ประเทศเมียนม่าร์

ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว

ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเอง
ไม่ทำชั่วด้วยตนเอง ย่อมหมดจดด้วยตนเอง
ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว
คนอื่นพึงชำระคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่

คาถาธรรมบท อัตตวรรค

ปัญญาย่อมเกิดเพราะความเพียร

โยคา เว ชายเต ภูริ อโยคา ภูริสงฺขโย
เอตํ ทฺวธาปถํ ญตฺวา ภวาย วิภวาย จ
ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ.

ปัญญาย่อมเกิดเพราะความเพียร
เสื่อมไปเพราะไม่พากเพียร
เมื่อรู้ทางเจริญและทางเสื่อมของปัญญาแล้ว
พึงบำเพ็ญตนในวิถีทางที่ปัญญาจะเจริญ


(ขุ.ธ.๒๕.๒๘๒.๖๕)

ความอิสระจากความทุกข์อย่างแท้จริง

ความเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างแท้จริง จะเกิดได้ต่อเมื่อตัณหาได้ถูกกำจัดให้หมดไปอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น การหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ด้วยวิธีอื่นๆ เป็นการบรรเทาความทุกข์ได้ชั่วขณะ ไม่อาจทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง


จากหนังสือธัมมจักกัปปวัตตสูตร
พระมหาสีสยาดอ