Category Archives: ธรรมะหลวงพ่อประจาก

หนังสือ โอวาทวันปิดการอบรม

หนังสือ โอวาทวันปิดการอบรม
พระครูภาวนาสมณวัตร วิ. (ประจาก สิริวณฺโณ)
ดาวน์โหลด : >>> คลิกที่นี่
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ตราบใดที่อกุศลยังอยู่ เราจะไม่ทิ้งการปฏิบัติ

วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เราได้มีโอกาสมาเข้าประพฤติปฏิบัติและทำตามคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานไว้ เมื่อเรารู้หลักการแล้ว ต่อไปภายหน้าเมื่อเริ่มอีกครั้งการประพฤติปฏิบัติของเราก็น่าจะราบรื่นขึ้น ติดขัดน้อยลง ไม่ต้องแก้ไขอะไรกันมากมายและแก้ไขได้โดยไม่ยาก เพราะส่วนหนึ่งเราเริ่มเข้าใจกันมาบ้างแล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อได้เรียนรู้วิธีการขององค์สมเด็จพ่อไปแล้วก็อย่าปล่อยทิ้งไว้กลางทาง อย่าได้ออกจากสำนักนี้ไปแล้วปล่อยทิ้งเสียเลย พึงตั้งจิตให้มั่นคงว่าตราบใดที่อกุศลยังไม่หมดไปจากหัวใจเรา ตราบนั้นเราจะไม่ทิ้งความพยายาม ตราบใดที่อกุศลยังอยู่เราจะไม่ทิ้งการปฏิบัติ ถึงแม้จะกลับไปอยู่บ้านเราก็จะไม่ทอดทิ้งการปฏิบัติ

กระนั้นก็ตาม การปฏิบัติเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้านก็คงค่อนข้างลำบากอยู่สักหน่อย ไม่เหมือนกับการมาปฏิบัติในสำนักซึ่งทำได้เต็มที่ เพราะเราสละภารกิจการงานทุกอย่างมาแล้ว จึงทำได้ง่ายและเต็มที่ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไป ไม่มีใครรบกวนเรา แต่เมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน เราจะต้องทำกรรมฐานพร้อมกับการทำงาน ต้องติดต่อกับผู้คน ต้องวุ่นวายกับธุระมากมาย จึงค่อนข้างจะยากกว่าในสำนัก

…………………………………………………………

ใครประกาศอิสระภาพ

หลังจากที่เราปฏิบัติธรรมจนครบกำหนดเวลาแล้วนี้ กลับมิใช่ตัวเราที่ได้โอกาสประกาศอิสรภาพ หากแต่เป็นกิเลสต่างหากที่ได้โอกาสประกาศอิสรภาพ กิเลสรู้ดีว่านักปฏิบัติจะออกจากกรรมฐานกันวันนี้จึงตั้งท่าตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ยังไม่ทันจะได้ลากรรมฐานเลยก็ดีอกดีใจประกาศอิสรภาพ เมื่อใดก็ตามที่กิเลสประกาศอิสรภาพเราก็ตกเป็นทาสกิเลสอีกเหมือนเดิม

เราพร้อมเสมอที่จะตกเป็นทาส พร้อมเสมอที่จะเปิดโอกาสให้กิเลสเกิดได้เต็มที่ กิเลสคงสบายใจ จะทำอะไรจะดูอะไรก็ตามใจตัวเองได้แล้ว เพราะตอนกำลังปฏิบัติอยู่นั้น รู้สึกทำตามใจตัวเองไม่ได้เลยสักอย่างเดียว การจราจรหน้าสำนักเราในวันปิดการอบรมคงจะติดขัดมาก เพราะกิเลสพากันเอากลองยาวมาแห่รับนักปฏิบัติกลับไป กิเลสของพระก็แห่พาพระกลับวัด กิเลสของโยมก็แห่พาโยมกลับบ้าน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

แผ่เมตตา อุทิศบุญกุศล และคำอธิษฐาน หลวงพ่อประจาก

แผ่เมตตา อุทิศบุญกุศล และคำอธิษฐาน
หลวงพ่อประจากนำกล่าวในวันปิดการอบรม


:
:
แผ่เมตตา
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอแผ่เมตตา

ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีบุญคุณ ท่านผู้มีพระคุณ

ตลอดถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย
มีมนุษย์ สมุททเทวดา ภุมมัฏฐเทวดา รุกขเทวดา อารักขเทวดา อากาสัฏฐเทวดา เทวดาที่รักษาบ้าน เทวดาที่รักษาเมือง เทวดาที่รักษาวัดวาศาสนา และเทวดาที่รักษา……………แห่งนี้ สัมมาเทวดา มิจฉาเทวดาทั้งหลาย

ตลอดถึงเปรตทั้งหลาย เดรัจฉานทั้งหลาย

ที่อยู่ใกล้ตัวข้าพเจ้าก็ดี ที่อยู่ไกลตัวข้าพเจ้าก็ดี

ขอให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้น
จงอยู่ร่วมกัน ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข
อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
จงมีความสุขกายสุขใจ
รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

อุทิศบุญกุศล
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมอุทิศบุญกุศล ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วนี้

มีบุญกุศลที่เกิดจาก การให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ดี ได้แผ่เมตตาก็ดี

แด่สรรพสัตว์ทั้งหลาย มีบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีบุญคุณ ท่านผู้มีพระคุณ

[มีบุญกุศลที่เกิดจากการถวายผ้ากฐิน กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ และบุญกุศลที่เกิดจากการรักษาศีล บุญกุศลที่เกิดจากการรำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พร้อมทั้งบุญกุศลที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้แผ่เมตตา ขออุทิศน้อมบุญกุศลเหล่านี้ แด่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีบุญคุณ ท่านผู้มีพระคุณ]

ตลอดถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย
มีมนุษย์ สมุททเทวดา ภุมมัฏฐเทวดา รุกขเทวดา อารักขเทวดา อากาสัฏฐเทวดา เทวดาที่รักษาบ้าน เทวดาที่รักษาเมือง เทวดาที่รักษาวัดวาศาสนา และเทวดาที่รักษา……………แห่งนี้ สัมมาเทวดา มิจฉาเทวดาทั้งหลาย

ตลอดถึงเปรตทั้งหลาย เดรัจฉานทั้งหลาย

ที่อยู่ใกล้ตัวข้าพเจ้าก็ดี ที่อยู่ไกลตัวข้าพเจ้าก็ดี

เมื่อท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้รับรู้แล้ว จงอนุโมทนาในส่วนแห่งบุญกุศล ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้น้อมอุทิศให้แล้วนี้

หากท่านทั้งหลายเหล่านั้น ได้ถึงทุกข์ ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ หากท่านทั้งหลายเหล่านั้น ประสพสุข ก็ขอให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป

คำอธิษฐาน
ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล
ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญมาแล้วนี้
จงเป็นพลวะปัจจัย เป็นนิสัยตามส่ง
ให้เกิดปัญญาญาณทั้งชาตินี้ และชาติหน้า
ตลอดชาติอย่างยิ่ง
ตลอดถึงความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน

ตราบใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสาร
ชื่อว่า ความอดอยาก
ชื่อว่า ความลำบาก
ชื่อว่า ความขาดแคลนใดๆ
อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ทั้งในปัจจุบันภพนี้ และอนาคตภพ
ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายยังต้องเกิดนั้นๆ เทอญ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

กำหนดครั้งหนึ่ง ธรรม ๖ อย่างปรากฏ

กำหนดครั้งหนึ่งเราได้อะไรจากการกำหนดนั้น (ธรรม ๖ อย่างปรากฏ)

ขณะที่เรากำหนดครั้งหนึ่ง ธรรมะ ๖ ประการจะปรากฏแก่เรา ไม่ว่าจะรู้ไม่รู้ จะเห็นไม่เห็น เขาก็ปรากฏ อุปมาง่ายๆสมมติว่าเรายกมือขึ้น กำหนดว่ายกหนอ อาการที่ยกขึ้นมานี้เป็นอาการของธาตุอะไร

โยคีตอบว่า : เป็นอาการของธาตุลม
หลวงพ่อถาม : แล้วธาตุลมที่ปรากฏนี้เป็นของจริงหรือของไม่จริง

โยคีตอบว่า : เป็นของจริง อันนี้คือของจริงปรากฏใช่ไหม ?

หลวงพ่ออธิบายว่า :
ประการแรกก็คือ “ความจริงปรากฏ” การที่เราไปรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม ชื่อว่าเราเห็นถูกหรือเห็นผิด เห็นถูกนะ เราเห็นตามความเป็นจริงหรือไม่จริง เห็นจริงนะ เป็นสัมมาทิฏฐิหรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง)

ประการที่ ๒ ก็คือ “รู้ตามความเป็นจริง” นี่ถูกต้องตามพุทธประสงค์ที่ต้องการให้เราเห็นตามความเป็นจริง
๑. ของจริงปรากฏ ๒. รู้ตามความเป็นจริง

ประการที่ ๓ ที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร “สามารถละความรู้สึกเป็นคนเป็นสัตว์ได้” “สตฺตูปลทฺธึ ปชหติ”

ที่เราดูธาตุลมคือการเคลื่อนไหวนี่ ในการเคลื่อนไหวนี่มีคำว่าผู้หญิงผู้ชายคนสัตว์มีไหม ไม่มี นี่ไง สามารถละความรู้สึกเป็นคนเป็นสัตว์ได้ทันที คำว่าผู้หญิงผู้ชาย แม่ พ่อ พี่น้อง ไม่มีนะ มีแต่ธาตุลมอย่างเดียว “อตฺต สญฺญํ อุคฺฆาเฏนฺติ” “สามารถถอนความรู้สึกเป็นเราได้ทันที” ตรงนี้มีคำว่าเรา อย่างโน้นอย่างนี้มีไหม ไม่มีนะ

นี่ไง ได้มาเท่าไรแล้ว ๑.ความจริงปรากฏ ๒.รู้ตามความเป็นจริง ๓.ละความรู้สึกเป็นคนเป็นสัตว์ได้ ๔.ถอนความรู้สึกเป็นเราได้

๕.”สามารถขจัดความมืดคืออวิชชาได้” ขจัดได้อย่างไร
ปกติธาตุเขาปรากฏอยู่ แต่ว่าโมหะคืออวิชชา ทำให้เราเห็นธาตุโดยความเป็นคน เห็นทีไรเป็นอะไร เป็นมือ เห็นไหม ธาตุมีอยู่มองไม่เห็น แต่เห็นทีไรเป็นอะไร เป็นมือ อันนี้มันบังทำให้เราไม่เห็นความจริง แต่พอเราเจาะเข้าไปดูอาการของธาตุจริงๆ ตอนนี้ มันกันได้อยู่ไหม ไปเห็นอาการของธาตุลมปรากฏ เป็นของแท้ เราทะลุเข้าไปเลย ตัวที่โมหะที่มันบังไม่ให้เห็นธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม มันถูกขจัด ตัวขจัดความมืดนี้เอาอะไรไปขจัด เอาปัญญา ที่เรารู้ตามความเป็นจริงนั่นแหละ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปญฺญา โลกสฺมึ ปชฺโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” ฉะนั้น ปัญญาตัวนี้สามารถเกิดทันที กำหนดได้ทันที ขจัดความมือคืออวิชชาคือโมหะได้ทันที

ประการที่ ๖ เป็นไง “กันกระแสของอกุศลที่เกิดกับเรา” ทั้งวันตั้งแต่ตื่นจนถึงหลับนี้ พอกำหนดอย่างนี้ปุ๊บ กระแสถูกตัดขาด ไม่ให้มีโอกาสสืบต่อกันได้อีก ช่วงที่กำหนดเท่านั้นนะ ถ้าไม่กำหนดเป็นไง ก็เหมือนเดิม เพราะอะไร เพราะเรายังไม่สามารขจัดอะไรได้สักอย่าง อันนี้แหละ เราจะกำหนดกายก็ดี เวทนาก็ดี จิตก็ดี ธรรมก็ดี ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ปวดหนอ เห็นหนอ ยินหนอ อะไรก็แล้วแต่ ธรรม ๖ อย่างปรากฏทันที

ฉะนั้น เราจะรู้ไม่รู้ เราจะแยกเป็นแยกไม่เป็น เขาก็ปรากฏ ไม่ต้องไปคิดแยกเขา เขาปรากฏเลย ที่แยกนี้ก็เพื่อให้เราเห็นว่า โอ้ เรากำหนดครั้งหนึ่งไม่ใช่ไม่ได้อะไรนะ ได้เต็มที่ธรรม ๖ อย่าง ฉะนั้นให้มั่นใจตนเอง ดีใจตนเองว่าเราได้ ไม่ใช่ไม่ได้อะไร เข้าใจนะ ฉะนั้นไม่ต้องไปน้อยเนื้อต่ำใจอะไร ว่าเอ..ไม่เห็นได้อะไรเลย ไม่ใช่ เข้าใจนะ

………………………………
สรุป ธรรม ๖ อย่างปรากฏ

กำหนดครั้งหนึ่ง จะได้ธรรมอยู่ ๖ อย่าง คือ

๑. ความจริงปรารฏ
๒. รู้ตามความเป็นจริง
๓. ละความรู้สึกเป็นคนเป็นสัตว์ได้
๔. ถอดความรู้สึกว่าเป็นเราได้
๕. สามารถขจัดความมืดคืออวิชชาได้
๖. กันกระแสอกุศลไม่ให้ได้โอกาสเกิด (สร้างกุศล ทำกุศลให้เจริญ กันอกุศล)

ที่มา : ธรรมบรรยายหลวงพ่อประจาก

เมื่ออยู่ในดงของกิเลส

ถ้าอกุศลอันใดอะไรเกิดขึ้นมาอย่าไปพุ่งออกไปข้างนอก รีบระงับกำหนดให้มันดับ ดับแล้วค่อยพูดค่อยทำ ช่วงที่อกุศลมันกำเริบอยู่นี่อย่าไปพูด อย่าไปทำ อย่าไปคิดต่อ ต้องระงับก่อน เราต่างคนต่างอยู่ในวงของนักปฏิบัติด้วยกัน เราก็ไม่มีการทะเลาะวิวาทเบาะแว้ง ไม่ได้ไปโกรธคนนี้เพราะต่างคนต่างพยายามข่มกิเลสของตัวเอง สร้างสติให้เกิดกับตัวเอง ฉะนั้นการทะเลาะเบาะแว้งไม่มีโอกาส เพราะเราทะเลาะเบาะแว้งกับกิเลสของเรา วันๆ หมดไป ไม่ต้องไปทะเลาะกับคนอื่น

แต่ว่าเราออกไปจากนี้ต้องเข้าใจว่าเราไปสู่ดงของกิเลส ในครอบครัวของเราก็ตาม ในที่ทำงานก็ตาม คนที่เราไปอยู่ด้วยมีกิเลสด้วยกัน ถ้าเขาได้รับการอบรม ก็ไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนไม่ได้รับการอบรมมีเยอะ เวลาเขาจะแสดงออกมาเขาก็จะแสดงเต็มที่ มีอะไรแสดงออกมาเต็มที่

ที่นี้ของเราได้รับการอบรม เราไปอยู่กับกิเลสของคนที่ไม่ได้รับการอบรม ยิ่งถ้าเราไม่ระวังตัวให้ดี ระวังเราจะตามกิเลสเขาไป เราต้องรู้ว่าออกไปนี่เราต้องไปสู่ดงกิเลส แต่กิเลสของเขากับกิเลสของเรา กิเลสของเราดีกว่าเขาหน่อย กิเลสของเขาไม่ดี กิเลสของเราดีกว่าเขา เพราะกิเลสของเราได้รับการอบรม ว่านอนสอนง่าย กิเลสของเขาหยาบ เพราะไม่ได้รับการอบรม มีอะไรมันก็ออกมาเต็มที่เลย

แต่ของเราพอเกิดขึ้นปุ๊บเรารีบระงับเลย โกรธหนอๆ ไม่พอใจหนอๆ จนดับพร้อมกัน พอดับแล้วเราสงบแล้ว เราเยือกเย็นแล้ว คนอื่นที่อยู่กับเราจะร้อนไหม ไม่ร้อน

แต่ถ้าร้อนแล้วเป็นไง เราก็ร้อนเขาก็ร้อนไปด้วย แต่ถ้าเราสงบเยือกเย็นแล้ว ไม่มีอะไรร้อนไปกับเรา เพราะเราสงบเยือกเย็น แต่ของคนอื่นเขาไม่ระงับนี่ มีอะไรก็ชี้หน้าว่า ฉอดๆๆๆ อย่างนี้ เสร็จเลย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)

ตั้งสติตั้งแต่ตื่นจนถึงเราหลับ

ฉะนั้น อาจารย์ให้คติแก่โยคีว่ากลับไป เรามาฝึกอบรมใจ จุดสำคัญที่สุดในตัวของบุคคลเราก็คือ ใจ

เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็รักษาใจของเราโดยการสร้างสติตามในสติปัฏฐานสี่ อย่างทิ้งการกำหนด เราออกไป
แล้ว เราจะต้องไปสู่ในกลุ่มของบุคคลที่มีกิเลสด้วยกัน เราต้องระวัง

ระวังตั้งแต่ตื่นมา ตั้งสติตั้งแต่ตื่นมา จนถึงเราหลับ เราตั้งไว้ก่อน รู้จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้ อันนี้คิดว่าโยคีทั้งหลายคงจะนำธรรมะที่ได้จากการปฏิบัติ และแนวทางที่องค์สมเด็จได้ทรงตรัสไว้ นำไปเป็นหลักชีวิต ประพฤติปฏิบัติแล้วต่อไปเราก็จะได้ทำจิตใจของเราให้สูงขึ้น ผลที่สุดเราก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานได้ตามความตั้งใจของเราเอง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)

จงเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลส อย่าเห็นกิเลสโดยความเป็นคน

เราไปกิเลสโดยความเป็นคน มันถึงยุ่ง ถ้าเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลสละไม่ยุ่ง เพราะอะไร

เพราะเราดูว่าโทสะที่เกิดขึ้นมาไม่ว่าเกิดกับเรากับเขามันก็มีสภาพเหมือนกัน มันไม่ได้ต่างกัน แต่ตอนนี้กิเลสโทสะได้โอกาสเกิดกับรูปนามนั้นมันก็ต้องแสดงกาย วาจา ใจ ไปตามลักษณะของเขา เวลาคนอื่นเขาโกรธ เขาด่าฉอดๆๆๆ

นี่เราเห็นว่าเขาไม่ดีแต่เวลาที่เราโกรธขึ้นมา เราด่าคนอื่นฉอดๆๆ เราว่ายังไง ว่าเราดีนะ ” แหม เขาด่าคำเราด่าสอง เราเก่งกว่าเขาอีก ” คนในโลกเขาถือกันอย่างนั้นนะ

ที่นี้พอเรารู้จักธรรมะแล้วว่า อ๋อ สภาพของกิเลส ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ความอิจฉา ความริษยา ก็แล้วแต่ ได้โอกาสเกิดกับใคร มันก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น มันต้องทำให้จิตใจ รูปนามของคนนั้นเป็นไปอย่างนั้น เกิดกับเราก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นเราต้องเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลส อย่าเห็นกิเลสโดยความเป็นคน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)

หนังสือ สอบอารมณ์ ส่งอารมณ์

หนังสือ สอบอารมณ์ ส่งอารมณ์
คู่มือเพื่อความเข้าใจในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
พระครูภาวนาสมณวัตร วิ. (ประจาก สิริวณฺโณ)
ดาวน์โหลด : >>> คลิกที่นี่
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

อนุโมทนากถา

เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่า การสอบอารมณ์นั้นจะเป็นเหตุให้ นักปฏิบัติต้องเกิดความวิตกกังวลหวาดกลัวต่อการสอบอารมณ์

เมื่อก่อนได้แต่นึกว่า นักปฏิบัติคงเข้าใจเกี่ยวกับการน้อมใจ ส่งใจไปดูอาการต่างๆ ของกายของธาตุแล้ว

เมื่อก่อนนึกในใจว่า นักปฏิบัติคงเข้าใจเกี่ยวกับระยะการเดิน จงกรมว่านำเอาอะไรมาจัดเป็นระยะ๑ เป็นต้นแล้ว

ภายหลังได้ทราบความเป็นจริงว่านักปฏิบัติหาได้เป็นอย่างที่คิดไม่ ด้วยเหตุนี้จึงมีวิธีการสอบอารมณ์ใหม่ให้แก่ผู้ปฏิบัติธรรม

อาศัยความเมตตาของท่านอาจารย์พระมหาทองมั่น สุทฺธจิตฺโตที่มีต่อนักปฏิบัติธรรม จึงได้ทำการถอดเทปในการสอบอารมณ์ออก มาจัดเป็นรูปเล่มหนังสือแจกจ่ายแก่ผู้ปฏิบัติธรรมได้ศึกษาไว้ก่อนการปฏิบัติ จะได้ช่วยให้นักปฏิบัติได้เกิดความเบาใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง

อนุโมทนากถา และได้อาศัยความเมตตาปรารถนาดีจากคุณมณฑาทิพย์ คุณวัฒนา และคณะ ได้ทำการเรียบเรียงออกมาพร้อมทั้งได้ช่วยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดพิมพ์อีกด้วย

จึงขออนุโมทนาสาธุการในกุศลเจตนาอันดีงามของท่านทั้งหลายไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

ขอให้ท่านทั้งหลายผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ ให้สำเร็จด้วยกำลังกาย-ใจ และกำลังทรัพย์ จงเป็นผู้รู้ธรรม เห็นธรรม บรรลุธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเภทสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาบุคคล รู้ได้ไว สะดวกสบายด้วยกันทุกๆ ท่านเทอญ

ปญฺญา โลกสฺมึ ปชฺโชโต

พระครูภาวนาสมณวัตร วิ.
(ประจาก สิริวณฺโณ)

…………………………………………………….

บทนำ

ผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ๆ มักจะสงสัยคำว่า ‘สอบอารมณ์’ และ ‘ส่งอารมณ์’ ว่าคืออะไร เขาทำอะไรกัน เมื่อไม่รู้ก็พาลจะกังวลวุ่นวายใจ แม้แต่บางคนที่พอรู้คร่าวๆ ก็กังวลหนักใจ ใจเต้นจนไม่เป็นอันปฏิบัติ เพราะกลัวการ ‘สอบอารมณ์’ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ปฏิบัติมือเก่า แล้วแต่ยังส่งอารมณ์ไม่เป็นก็มีอยู่ไม่น้อยเลย จึงได้ดำริจัดทำหนังสือ เล่มน้อยนี้ขึ้น เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเบื้องต้นให้ผู้ปฏิบัติได้เข้าใจว่า ที่เรามา ‘สอบอารมณ์’ นี้เป็นอย่างไร จะได้ไม่ต้องหนักใจ เกิดความ เบาใจในเรื่องการสอบอารมณ์เสียที

คำว่า ‘ส่งอารมณ์ เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรมที่จะมา รายงานการปฏิบัติของตนเองให้ครูบาอาจารย์ฟัง โดยเล่าตามที่ เราประพฤติปฏิบัติมา ว่าขณะที่ปฏิบัตินี้เราไปรู้ไปเห็นมาอย่างไร

ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเราไปเห็นปากกามาด้ามหนึ่ง แล้วเล่าต่อให้เพื่อนฟังว่า “ปากกา มีรูปร่างเป็นแท่งกลมๆ มี ๒ สี สีขาวใสกับสีม่วงมีที่เปิดอยู่ข้างบน ที่ปิดอยู่ด้านข้าง” ที่เราสามารถเล่าให้เพื่อนฟังได้ ก็เพราะเราเคยเห็นมาแล้ว จึงไม่รู้สึกหนักใจที่จะต้องเล่าให้เพื่อนฟัง

เช่นเดียวกันกับการที่เราเดินจงกรม “ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ” ตามดูอาการเคลื่อนไหวของเท้า ยกขึ้นมารู้สึกหนักเบาอย่างไร เวลาย่างรู้สึก มีลมพัดผ่านอย่างไร เหยียบลงสัมผัส รู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างไรเราก็เล่าตามที่เราไปรู้ไปเห็นมาให้ครูบาอาจารย์ฟัง ไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจอะไร

ฉะนั้น การส่งอารมณ์จึงไม่ใช่เรื่องต้องกังวล เพราะเป็นเรื่องที่เราไปรู้ไปเห็นมา แล้วมาเล่าให้ครูบาอาจารย์ฟังเท่านั้นเอง

คำว่า ‘สอบอารมณ์ เป็นเรื่องของครูบาอาจารย์ ท่านจะสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติของโยคีว่าเป็นอย่างไร กำหนดอย่างไร กำหนดแล้วมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง ครูบาอาจารย์จะสอบถาม เพื่อสอบทานว่าเราปฏิบัติได้ถูกผิดอย่างไร จะได้ช่วยแก้ไขหรืออธิบายเพิ่มเติม หากเรายังเข้าใจไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ ก็เพื่อเกื้อหนุนการปฏิบัติของเรานั่นเอง เมื่อครูบาอาจารย์สอบถามมา เราก็ตอบท่านไป มีเท่านั้นเอง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

วัมมิกสูตร : ว่าด้วยปริศนาจอมปลวก

ข้อความจากวัมมิกสูตร : ว่าด้วยปริศนาจอมปลวก

เจ้าจงใช้ ปัญญาเพียงดั่งศาตรา
ยกลิ่มสลักขึ้น คือจงละอวิชชาเสีย จงขุดมันขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดั่งศาตรา
ยกอึ่งขึ้นเสีย คือจงละความคับแค้นด้วยสามารถความโกรธเสีย จงขุดมันเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา 
ก่นทาง ๒ แพร่งเสีย คือจงละวิจิกิจฉาเสีย จงขุดมัน เสีย

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกหม้อกรองน้ำด่างขึ้นเสีย คือจงละนิวรณ์ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกเต่าขึ้นเสียคือ จงละอุปาทานขันธ์ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกเขียงหั่นเนื้อเสีย
คือ จงละกามคุณ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกชิ้นเนื้อขึ้นเสีย คือ จงละนันทิราคะ จงขุดขึ้นเสีย

นาคนั้น เป็นชื่อของ ภิกษุผู้ขีณาสพ
นาคจงหยุดอยู่เถิด เจ้าอย่าเบียดเบียนนาค จงทำความนอบน้อมต่อนาค

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
โอปัมมวรรค
วัมมิกสูตร
อ่านพระสูตร คลิกที่นี่ >>>> วัมมิกสูตร

หนังสือ “วัมมิกสูตร ปริศนาแห่งจอมปลวก”
โดย.. พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
ดาวน์โหลดหนังสือ คลิกที่นี่ >>>> หนังสือวัมมิกสูตร

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ฟังธรรมบรรยาย วัมมิกสูตร
หลวงพ่อประจาก สิริวณฺโณ
:
ตอนที่ ๑

วัมมิกสูตร : ประวัติพระกุมารกัสสปะ
:

:
:
ตอนที่ ๒
:

:
:
ตอนที่ ๓
:

:
:
ตอนที่ ๔
:

:
:
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

อาการเมื่อปฏิบัติผิด

อาการเมื่อปฏิบัติผิด

โยคีบางท่านกำหนดใจซ้อนกันก็มี ส่งใจไปกำหนดขวาย่างหนอ ใจหนึ่งก็จะไปดูรูปธรรมอยู่แล้ว อีกใจหนึ่งก็ยังแอบไปดูว่าใจที่เราส่งไปมันถึงหรือเปล่า กลายเป็น๒ อย่างซ้อนกันไปเลย ผลที่สุดปวดสมอง เกิดอาการเครียด ทำอย่างนี้ไม่ได้ อย่าไปทำ มันซ้อนกัน

ถ้าเราจะไปดูรูปธรรมก็ไปดูอาการขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ อาการของรูปธรรมเลย อย่าไปตามนามธรรม คือใจที่เราส่งไปกลัวมันจะไปไม่ถึงบ้าง อย่าไปดูใจที่ตามไปหา ตามไปดูรูปธรรม ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการเครียดขึ้นมา ทีนี้อาการที่โยคีบางท่านเป็นอยู่ เช่น กำหนด ๆ ไปเกิดอาการปวดหลังขึ้นมา เสร็จแล้วก็ขึ้นมาบนหัว มาเวียนหัว อาเจียน สาเหตุที่ให้เกิดอาการอย่างนี้ เหตุใหญ่ ๆ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ

๑) โยคีพยายามบังคับใจให้อยู่กับอาการ เช่น ขวาย่างหนอ ใจของเราก็ส่งไปที่เท้าอยู่ อีกส่วนหนึ่งต้องการจะให้ใจมันอยู่ที่เท้า กลัวมันจะฟุ้งออกไปข้างนอก คือไประแวง ตัวหนึ่งอยากให้ใจอยู่ตรงนี้ อีกใจก็ระแวง กลัวใจจะฟุ้งออกไปข้างนอก ทำให้ทำงาน ๒ อย่าง พอมันทำ งาน ๒ อย่าง มันก็เกิดอาการเครียดขึ้นมา เมื่อความเครียดมันไล่ ๆ ขึ้นมาข้างหลัง ทำให้เวียนหัวและอาเจียนได้

๒) เมื่อเรายืนแล้วเราลดสายตาประมาณวาหนึ่ง พอสายตาไปตกตรงไหน โยคีบางท่านไม่เข้าใจจ้องพื้นใหญ่เลย บางทีเห็นเป็นรูปร่างอะไรต่ออะไร ถ้าไปจ้องอย่างนั้นก็จะเกิดอาการเวียนหัวขึ้นมาทันที อย่าไปทำอย่างนั้น เวลากำหนด อย่าไปบังคับใจให้อยู่กับอาการถ้าไปบังคับเขาจะเกิดปฏิกิริยาปวด เวียนหัว อาเจียน ถ้าเป็นอยู่ให้รีบแก้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)

วิธีส่งใจในการกำหนด

วิธีส่งใจในการกำหนด

การกำหนดเป็นหัวใจในการปฏิบัติ ให้ส่งใจไปกำหนดดูอาการความเป็นไปของกาย เวทนา จิต และธรรม ฟังแล้วดูเหมือนง่าย ๆ แต่ว่าเวลาทำจริง ๆ มันไม่ค่อยถึง การส่งใจถ้าไม่ถึงอาการแล้ว มันก็ไม่สามารถรู้สภาวะนั้นได้ชัด

วิธีการส่งใจอุปมาให้เห็นง่าย ๆ เหมือนอย่างที่เรานั่งอยู่บ้านหรืออยู่ที่วัด นั่งคุยกับเพื่อนเรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่เกี่ยวกับกรรมฐาน เกิดมีอะไรตกข้าง ๆ เรา เราไม่สนใจแล้วคู่สนทนา หรือเรื่องราวที่สนทนาอยู่เราก็ไม่สนใจ หันไปเลยว่าอะไรตกมา ส่งใจไปเต็มที่เลย วิธีส่งใจก็คือย่างนี้เอง ในตัวเราจะมีหัว มีตัว มีขา อะไรก็แล้วแต่ เราละทิ้งความสนใจสิ่งเหล่านั้น

ขณะที่เรานั่งอยู่ เราก็มุ่งน้อมใจไปหาอาการของท้องที่พอง-ยุบ ที่ปรากฏอยู่ ส่งใจไปให้แนบอยู่กับอาการจริง ๆ พอเริ่มพองขึ้นมาก็บริกรรมพองหนอ ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น เวลาเขาเริ่มยุบก็บริกรรมยุบหนอจนสุดยุบ เวลาเดินจงกรมก็เช่นเดียวกัน คอเราจะมี แขน หรือขาเราจะมีก็ตามเราไม่ใส่ใจ ให้เราส่งใจไปดูอาการของเท้าที่กำลังยกขึ้น ที่กำลังเคลื่อนไป ที่กำลังเหยียบลงอย่างนี้ ส่งใจไปแนบอยู่กับอาการนั้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)

มาลุงกยปุตตสูตร หลวงพ่อประจาก

มาลุงกยปุตตสูตร
หลวงพ่อประจาก สิริวณฺโณ
:
:
ตอน ๑

:
:
ตอน ๒

:
:
ตอน ๓

:
:
ตอน ๔

:
:
ตอน ๕

:
:
ตอน ๖

:
:
ตอน ๗

:
:
ตอน ๘

:
:
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

การปฏิบัติ อย่าไปปรารถนา อย่าไปอยาก

การปฏิบัติ อย่าไปปรารถนา อย่าไปอยาก พยายามตั้งใจกำหนด โดยไม่หวังว่าจะได้อะไร

สิ่งที่เราควรจะทำให้ดีที่สุด คือ ทำกุศลให้เกิดขึ้น กุศลตัวนี้เขาจะแปรสภาพของเขาเอง ต่อไปเราไม่ต้องไปมัวกังวลว่ารู้อะไร หรือไม่เห็นอะไร พยายามต้อยติดกับปัจจุบันอารมณ์ที่จะเป็นอยู่ ให้ตามติดตัวนั้นให้ได้

อ่านต่อ >>> คลิกที่นี่

การกำหนดในการนั่ง

การกำหนดในการนั่ง

หลักการกำหนด “พองหนอ ยุบหนอ”
๑. ดูอาการของท้องพองกับท้องยุบเป็นหลัก
๒. อาการพองยาว-ยุบยาว
๓. อาการพองสั้น-ยุบสั้น
๔. อาการพอง-ยุบ ไวๆ
๕.อาการตีแน่นขึ้นหน้าอก

อ่านรายละเอียด >>> คลิกที่นี่

หลักการกำหนด “นั่งหนอ ถูกหนอ”
๑. ใช้ “นั่งหนอ” “ถูกหนอ” กรณี “พองยุบ” หายไป
๒. ใช้ “นั่งหนอ” “ถูกหนอ” กับผู้ที่ทำอาณาปานสติมาก่อน
๓. ใช้ “นั่งหนอ” “ถูกหนอ” กับพองยุบ ที่ทิ้งช่วง

อ่านรายละเอียด >>> คลิกที่นี่

คนอย่างเราจะเจริญกรรมฐานได้หรือ?

ผู้ที่ปฏิบัติใหม่มักจะคิดว่า คนอย่างเราจะเจริญกรรมฐานได้หรือ ความเห็นจะแตกออกเป็นสองฝ่ายนะ

๐ ฝ่ายหนึ่งว่าคนเช่นเรานี่ไม่จำเป็นต้องเข้ากรรมฐาน ถามว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยคิดร้าย ไม่เคยโกรธ ไม่เคยทำอะไรคนอื่นเค้าเลย อิจฉาริษยาเราก็ไม่มี ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องทำกรรมฐาน คนที่ไปทำคือคนที่มีจิตใจไม่ปกติ อันนี้ประเภทหนึ่งนะ

๐ ประเภทที่สองนี่ก็กลัวกรรมฐาน กลัวว่าคนอย่างเรานี้จะทำกรรมฐานได้หรือ นึกกลัวกรรมฐานซะก่อน

พออาจารย์ได้ทราบก็เลยต้องปรับ ต้องทำความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย

อ่านต่อ >>> คลิกที่นี่

ใจของเราคุ้นกับการไป ไม่คุ้นกับการอยู่

ใจของเราคุ้นกับการไป ไม่คุ้นกับการอยู่

โยคีต้องจำไว้ว่า ปกติใจของเราคุ้นกับการไป ไม่คุ้นกับการอยู่ ฉะนั้นวันแรก 2 วัน ใจจะต้องดิ้นรนมาก เมื่อมันดิ้นรนเราก็ไม่ต้องกลัว มันเป็นสภาวะหนึ่ง เป็นธรรมดาของใจเรา เพราะว่าเราปล่อยเขามามาก จู่ๆ เราจะมากักขังเขาให้อยู่ เขาจะไม่อยู่อย่างที่เราตั้งใจ เพราะกำลังสติ สมาธิของเรามันน้อย เมื่อน้อยอยู่เอาเขาไม่อยู่ แต่ไม่ต้องหงุดหงิด ไม่ต้องหิ้วกระเป๋า กลับบ้าน ไม่ต้องเอาญาณม้วนเสื่อกลับบ้าน

จะบอกล่วงหน้าให้รู้ไว้ก่อนว่า ถ้าเข้าวันที่ 3 ไปแล้วมันจะดี วันที่ 1 วันที่ 2 จะเป็นนักปฏิบัติเก่า นักปฏิบัติใหม่ก็แล้วแต่ 2 วันนี่จะเป็นวันที่ใจเราจะดิ้นรนกระวนกระวายมาก บอกให้รู้ก่อน เพราะใจมันคุ้นกับการไป ไม่คุ้นกับการอยู่

อ่านต่อ >>> คลิกที่นี่

การกำหนดดูรู้ตาม

งานทางโลกกับงานทางธรรมชื่อว่างานเหมือนกันแต่วิธีการทำต่างกัน งานทางโลกเป็นไปเพื่อหาข้าวกิน หาสมบัติใช้ แต่งานทางธรรมเป็นไปเพื่อรู้แจ้งแห่งพระสัจธรรม

๐ มาพูดถึงตัวงานตัวการในทางธรรมก็คือ กายกับใจ หรือรูปกับนาม

๐ ผู้ที่เข้าไปทำงานก็คือ ใจ

๐ ทำโดยวิธีไหน? โดยการกำหนดดูรู้ตาม ทั้งสภาพที่เป็นไปของรูป นาม

๐ กำหนดดูรู้ตามอย่างไร? กำหนดดูรู้ตามอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่กำหนดเพื่อจะให้เขาเป็น

อุปมา อุปมัย….เหมือนเราไปดูหนาม..หนามมันแหลมอยู่แล้วเราจำเป็นต้องเอามีดไปเหลาไหม? ยกตัวอย่าง เวลาเราดูพอง ยุบ ถ้าพอง ยุบ ไม่ชัดเราจำเป็นต้องตะเบ็งให้ชัดไหม? เพราะอะไร? เพราะดูอย่างที่เขาเป็นไง เขาปรากฏเบาก็รู้ไปตามเบาๆๆ แต่ถ้าไม่ชัดก็ไปดูตัวอื่น นั่งหนอ ถูกหนอ ก็ยังมี

เพราะธรรมทั้งหลายองค์สมเด็จพ่อทรงตรัสไว้ว่าแม้พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาไม่อุบัติขึ้นมาเขาก็มีอยู่เป็นประจำแต่เมื่อตรัสรู้แล้วก็เห็นตามความเป็นจริงในธัมมนิยามสูตร ว่า

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

ครั้นได้ตรัสรู้แล้ว ได้หยั่งรู้แล้ว จึงนำมาบอกกล่าว นำมาแสดง บัญญัติตั้งไว้ เปิดเผยให้ทราบ จำแนกแยกแยะ ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา”

หลวงพ่อประจาก สิริวณฺโณ

แนวทางปฏิบัติ เมื่ออยู่ที่บ้าน

การที่เรามาเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นทางดี เป็นหลักใหญ่เลย เราได้มาฝึกจิตฝึกใจรู้วิธีระงับจิตระงับใจ

วิธีการคือต่อไปอยู่บ้านตื่นมารีบกำหนดก่อน รู้ว่าเราต้องเปิดหูเปิดตาเปิดจมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว พอเปิดแล้วการได้เห็น การได้ยิน การได้กลิ่น รู้รส ถูกต้องสัมผัส ทั้งที่ดีและไม่ดี มันจะไหลเข้ามาเป็นแถว เราอย่าเอาเราเข้าไปยุ่งกับสิ่งเหล่านั้น เราต้องตั้งใจกำหนดก่อน

เวลาจะทำอะไรเราต้องตั้งใจกำหนดก่อน จะติดต่อหนอๆ แล้วก็ตั้งสติติดต่อๆ ไปเลย จะไปหนอต่อไม่ได้ เดี๋ยวฟังไม่รู้เรื่องเลย จะเขียนจะทำอะไรก็ตั้งจิต กำหนด เขียนหนอๆ เสร็จแล้วก็ลงมือเขียนเลย นอกจากนั้นถ้าเราเดินไปไหน ก็กำหนด ขวาย่าง ซ้ายย่าง ขวาย่าง ซ้ายย่าง กำหนดไปตามเท่าที่เราจะทำได้ โอกาสมีอยู่

ถ้าเราทำงานเสร็จแล้วว่าง ติดต่อใครเสร็จแล้ว ไม่มีอะไรจะทำแล้ว ว่าง เราก็นั่งพัก ไม่ต้องเอามือมาประสานกัน วางมือพัก น้อมใจกำหนดดูอาการสัก 5-10 นาที ดีกว่าเราไม่ได้ทำ

วันหนึ่งๆ เราก็หาเวลาให้กับตัวเองว่าภายใน 20 กว่าชั่วโมงที่เราตื่นมาจนถึงเราจะนอนหลับเรามีเวลาไหน ตอนไหนที่ว่าง ปลอดจากการงานจริงๆ แล้วก็หาเวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิ ให้ได้เป็นกิจลักษณะ

แต่อย่างอื่นก็ให้กำหนดไปพอที่เราจะทำได้ คือ การกำหนดก็คือ การตั้งสตินั่นเอง แล้วเราก็ได้สติทุกเวลาที่เรากำหนด ไม่เสียสตางค์ด้วย บางทีมีกิเลส แต่สู้อำนาจของกระแสกิเลสไม่ได้ เราก็ไม่ได้กำหนด พอไม่ได้กำหนดก็ไม่ได้สติ กุศลกรรมเขาก็ไม่ได้ง้อเรา มีแต่เราไปง้อให้เขาเกิด

โยคีของเราต้องเพียรพยายามกำหนดในชีวิตประจำวัน เราอย่าไปทิ้ง จะซักผ้าก็ซักหนอๆ จะล้างหน้า แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ อะไรๆ เราก็ไวๆ ได้ แต่กำหนดไปตามนั้น เราจะเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือทำกิจกรรมการงานอะไรก็แล้วแต่ เราก็มีสติไปตามอาการนั้น ตามสมควรแก่การงานนั้นๆ

นี่เราได้วิธีแล้วนี่ คือ การกำหนดนั่นเอง เป็นตัวสำคัญ เป็นหัวใจ เรากำหนดได้เมื่อไรสติก็เกิดเมื่อนั้น ฉะนั้นเห็นหนอ ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส เราเข้าห้องน้ำห้องส้วม จะทำอาการใดๆ เรากำหนดได้หมด ไม่มีปัญหา เรากำหนดได้หมด ยิ่งเราอาบน้ำยิ่งสบาย แต่อย่าไปหนอนาน ห้องน้ำห้องส้วมมีน้อย แต่พระไม่เป็นไร ถ้าเรามีห้องน้ำเป็นอิสระส่วนตัวไม่เป็นไร เราจะอาบอย่างไร นั่งอย่างไร นอนอย่างไร
ไม่มีปัญหา แต่ว่าสำหรับที่ต้องใช้หลายๆ คนไปหนออย่างนั้น คนอื่นเขาเดือนร้อน

อันนี้คิดว่าโยคีคงเข้าใจและนำวิธีการและพุทธวิธีที่องค์สมเด็จพ่อท่านตรัสไว้ พยายามนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเรา

พระครูปลัดประจาก สิริวณฺโณ

อกุศลธรรมมีอยู่ตราบใดการประหารกิเลสของเราก็ต้องมีอยู่ตราบนั้น

วันนี้เป็นวันสุดท้าย หลังจากทำพิธีอะไรกันแล้วก็จะเข้าสู่ที่ปกติ ก็คงจะเข้าใจกันแล้ว ทุกอย่างก็เป็นทาสเหมือนเดิม เราก็หมดอิสรภาพแล้ว ต่อไปก็กลับไปรับภาระอะไรทุกอย่าง

การมาปฏิบัติของเราคราวนี้ถึงแม้ว่าจะเสร็จสิ้นไปตามกำหนดวันที่เราได้กำหนดไว้ แต่ว่าโยคีก็ต้องเข้าใจว่าเรายังไม่สิ้นสุดการปฏิบัติ การปฏิบัติจริงๆ ไม่สิ้นสุด เพราะอกุศลธรรมมันยังอัดแน่นเต็มหัวใจของเราอยู่ ฉะนั้นเมื่ออกุศลธรรมมีอยู่ตราบใดการประหารกิเลสของเราก็ต้องมีอยู่ตราบนั้น เราก็ต้องเพียรพยายามทำลายกิเลสของเราต่อๆ ไป

ทีนี้การทำลายกิเลสของเราที่อยู่ทางบ้านที่เป็นไป องค์สมเด็จพ่อท่านอุปมาเหมือนช่างไม้ที่เขาจับด้ามมีดทุกๆ วันรอยมือของเขา เขาไม่ต้องคิดว่า เมื่อไรหนอรอยมือของเราจะประทับอยู่บนด้ามมีดที่เราถือ ไม่ต้องคิดถึงเลยพอจับนานๆ เข้า ด้ามมีดมันก็กร่อนไปๆ รอยมือของเราก็ประทับอยู่ในด้ามมีดนั้น

อันนี้ฉันใดการประหารกิเลส เราได้แนววิธีขององค์สมเด็จพ่อไว้ตามนัยหลักสติปัฏฐานสี่ เราได้พุทธวิธีนี้แล้ว ก็เพียรพยายามกำหนดต่อไปได้วันละนิดวันละหน่อย เหมือนนายช่างไม้ที่จับด้ามมีด นานๆ เข้า ผลที่สุดมันก็กร่อนๆ จนหมดสภาพรอยมือของเราก็ประทับอยู่ด้ามมีดนั้นฉันใด การประหารกิเลสของเราก็เหมือนกัน เราเพียรพยายามกำหนดวันละหน่อยๆ เขาจะหมดเมื่อไรก็ไม่ต้องพูดถึงหรอก กำหนดไปๆ ภายหลังมันก็หมดไปเอง

พระครูปลัดประจาก สิริวณฺโณ

จงเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลส

เราไปเห็นกิเลสโดยความเป็นคน มันถึงยุ่ง ถ้าเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลสละไม่ยุ่ง เพราะอะไร

เพราะเราดูว่าโทสะที่เกิดขึ้นมาไม่ว่าเกิดกับเรากับเขามันก็มีสภาพเหมือนกัน มันไม่ได้ต่างกัน แต่ตอนนี้กิเลสโทสะได้โอกาสเกิดกับรูปนามนั้นมันก็ต้องแสดงกาย วาจา ใจ ไปตามลักษณะของเขา เวลาคนอื่นเขาโกรธ เขาด่าฉอดๆๆๆ นี่ เราเห็นว่าเขาไม่ดีแต่เวลาที่เราโกรธขึ้นมา เราด่าคนอื่นฉอดๆๆ เราว่ายังไง ว่าเราดีนะ ” แหม เขาด่าคำ เราด่าสอง เราเก่งกว่าเขาอีก ” คนในโลกเขาถือกันอย่างนั้นนะ

ที่นี้พอเรารู้จักธรรมะแล้วว่า อ๋อ สภาพของกิเลส ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ความอิจฉา ความริษยา ก็แล้วแต่ ได้โอกาสเกิดกับใคร มันก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น มันต้องทำให้จิตใจ รูปนามของคนนั้นเป็นไปอย่างนั้น เกิดกับเราก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นเราต้องเห็นกิเลสโดยความเป็นกิเลส อย่าเห็นกิเลสโดยความเป็นคน

พระครูปลัดประจาก สิริวณฺโณ

กิเลสในฐานะของนักปฏิบัติ

ลูกต้องไม่ปล่อย คนอื่นเวลาที่เค้ามีกิเลสเค้าจะไหลไปตามกิเลสยังไงมันเรื่องของเค้า แต่ลูกในฐานะของนักปฏิบัติ เมื่อกิเลสเกิดขึ้น ลูกต้องไม่พุ่งออกไป ลูกต้องกลับเข้ามาหาตัว จัดการกับกิเลสของตัวเอง

คำสอน หลวงพ่อประจาก สิริวณฺโณ