Category Archives: พระมหาสีสยาดอ

หนังสือพรหมวิหาร

หนังสือ “พรหมวิหาร”
โดย.. พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
ดาวน์โหลดหนังสือ คลิกที่นี่ >>>> หนังสือพรหมวิหาร

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

บทนำ

วันนี้เป็นวันเพ็ญ เดือน ๘ จุลศักราช ๑๓๒๗ (ตรงกับพุทธศักราช ๒๕๐๘) เป็นวันแรกของการแสดงธรรมเทศนาเรื่องพรหมวิหาร ในคำว่า พรหมวิหาร นี้ พรหม แปลว่า ประเสริฐ ส่วนคำว่า วิหาร แปลว่า ความประพฤติ ดังนั้น คำว่า พรหมวิหาร จึงหมายความว่า ความประพฤติอันประเสริฐด้วยการทำประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น หรือมีความหมายว่า การประพฤติอย่างพรหม โดยเป็นความประพฤติของผู้อบรมจิตด้วยการเจริญเมตตาเป็นต้น

พรหมวิหารมี ๔ อย่าง คือ
๑. เมตตา ความเป็นมิตร, ความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ
๒. กรุณา ความสงสารต่อผู้อื่นที่ตกต่ำกว่าตนเมื่อเขาได้รับความทุกข์
๓. มุทิตา ความพลอยยินดีต่อผู้อื่นที่ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าตน
๔. อุเบกขา ความวางเฉย หรือวางใจเป็นกลางต่อความสุข หรือความทุกข์ของผู้อื่นโดยคิดว่าเป็นกรรมของเหล่าสัตว์

ทั้งสี่ประการนี้คือพรหมวิหาร ซึ่งในมหาโควินทสูตร ๓ เรียกว่าพรหมจรรย์ ดังนั้น พรหมวิหารจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พรหมจรรย์ซึ่งหมายถึง ความประพฤติอันประเสริฐนั้นเอง นอกจากนั้น หากกล่าวตามอภิธรรมเทศนา พรหมวิหารนี้ก็คือ อัปปมัญญา ๔ ซึ่งหมายความว่า ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ เนื่องจากการเจริญเมตตาเป็นต้นเป็นการแผ่ความปรารถนาดีออกไปให้ทั่วถึงกันยังสัตว์โลกทั้งหลาย โดยไม่จำกัดขอบเขต ไม่มีประมาณ

Advertisements

การกำหนดรู้สภาวธรรม จะรู้ได้ว่า ไม่มีอัตตา

นักปฏฺิบัติที่พัฒนาวิปัสสนาปัญญา โดยการกำหนดรู้สภาวธรรมจะรู้ได้ว่า ไม่มีอัตตา มีเพียงความเป็นไปของรูปนามเท่านั้น จึงเป็นอิสระจากอัตตทิฏฐิ แต่ก็ได้เฉพาะช่วงที่เจริญวิปัสสนาอยู่เท่านั้น เมื่อใดที่เลิกกำหนดรู้การเกิดดับของรูปนาม อัตตทิฏฐิก็จะกลับมาครอบงำอีก เพราะยังรู้สึกว่ามีตัวเราที่เคลื่อนไหวร่างกาย กระทำอากัปกิริยาต่างๆ อยู่

จากหนังสืออนัตตลักขณสูตร
พระมหาสีสยาดอ

ปฏิบัติธรรมอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ก่อนที่ความตายจะมาฉุดคร่าเอาชีวิตไป

ความพยายามให้มีอายุยืนด้วยการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมต่อไปได้นานกว่าอายุขัยปกติ ถือว่าไม่เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพราะถ้าหมั่นพิจารณาอยู่เสมอว่า ความตายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะ เขาก็จะตัดความยึดมั่นถือมั่นผูกพันต่างๆ แล้วตั้งใจปฏิบัติธรรมด้วยความขยันขันแข็งอย่างเต็มที่

แต่ก็มีพวกที่เชื่อว่าหากตนจะมีชีวิตยืนยาวก็จะสามารถปฏิบัติธรรมด้วยจิตที่สงบ ในเรื่องนี้มีความเห็นต่างๆ กัน แต่เราไม่เชื่อว่าการทำให้ชีวิตยืนยาว จะทำให้สามารถปฏิบัติธรรมได้นานขึ้น ทั้งนี้เพราะว่า บุคคลที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในปัจจุบันเพราะหวั่นเกรงความตายที่จะมาถึงอยู่ทุกขณะ จะพยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อให้บรรลุธรรมโดยเร็วก่อนที่ความตายจะมาฉุดคร่าเอาชีวิตไป แต่ถ้าคนเรามีอายุยืนเป็นพันปี ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า พวกเขาจะมีแรงบันดาลใจที่จะอุทิศตนพยายามปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

คนบางพวกแม้ในขณะที่ปฏิบัติธรรมก็ไม่ตั้งใจอย่างเต็มที่ กลับปล่อยใจให้คิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องต่างๆ เช่น สิ่งที่จะทำหลังออกกรรมฐาน และเงินทองทรัพย์สมบัติที่จะได้มาจากการประกอบธุรกิจ เป็นต้น ทำให้ต้องเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์

ภิกษุที่พากันปีนหน้าผาขึ้นไปบนยอดเขา ได้ผลักพะองที่เป็นบันไดขึ้นให้ตกหน้าผาไป ให้เหลือเพียงวิธีเดียวที่จะรอดชีวิต คือ ต้องปฏิบัติธรรมอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเพื่อให้บรรลุมรรคผล มิฉะนั้น ก็จะต้องตายอยู่บนยอดเขานั้น ในบรรดาภิกษุทั้ง ๗ รูปเหล่านั้น พระเถระผู้อาวุโสสูงสุด ก็ได้บรรลุอรหันต์ พร้อมด้วยอภิญญา ๖ ในคืนนั้นเอง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือวัมมิกสูตร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

กำหนดรู้สภาวธรรมโดยเริ่มจากสิ่งที่เห็นได้ชัดก่อน

สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่อาจไม่สามารถกำหนดสภาวธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด จึงควรกำหนดสภาวธรรมที่เห็นได้ชัดก่อน ดังข้อความว่า

“ยถาปากฏฺ วิปสฺสนาภินิเวโส.”
“ควรเจริญวิปัสสนา ตามอารมณ์ที่ปรากฏชัดเจน”

เราสามารถกำหนดรู้สภาวธรรมโดยเริ่มจากสิ่งที่เห็นได้ชัดก่อน โดยทั่วไปการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่ปรากฏชัด เห็นได้ง่าย ดังนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า ควรเริ่มกำหนดรู้รูป (กาย) ก่อน ให้เริ่มจาก มหาภูตรูป ๔ ที่ประกอบอยู่ในร่างกาย โดยกำหนดรู้รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในมหาภูตรูป ๔ ก็ได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในสติปัฏฐานสูตร ได้แสดงถึงการกำหนดวาโยธาตุไว้ว่า “คจฺฉนฺโต วา คจฺฉามีติ ปชานาติ” เป็นต้น จึงควรเริ่มด้วยการกำหนดรู้วาโยธาตุ คือธาตุลมเป็นอันดับแรก

เวลานั่งอยู่นิ่งๆ ก็กำหนดรู้ว่า “นั่งหนอ” โดยรับรู้ความตึงของวาโยธาตุ ที่ทำให้ร่างกายตั้งตรงอยู่ได้ แต่หากกำหนดรู้การนั่งเพียงอย่างเดียว สมาธิก็จะมีกำลังมากกว่าวิริยะ และทำให้วิริยะอ่อนลง จึงขอแนะนำว่าในขณะนั่งกรรมฐาน แทนที่จะกำหนดรู้การนั่งเพียงอารมณ์เดียว ผู้ปฏิบัติควรกำหนด การพองและยุบของท้องซึ่งเกิดจากความกดดันของลมในท้องร่วมไปด้วย

ดังนั้น เมื่อท้องพองขึ้น ให้กำหนดว่า “พองหนอ” เมื่อท้องยุบลง ให้กำหนดว่า “ยุบหนอ” ควรกำหนดโดยบริกรรมในใจ ไม่ต้องออกเสียง จุดประสงค์คือให้ผู้ปฏิบัติรับรู้สภาวธรรมที่เกิดขึ้น เราอาจใช้คำว่า “กำหนดรู้” “ระลึกรู้” “รู้” หรือ “ใส่ใจ” ซึ่งมีความหมายคล้ายคลึงกัน

บางคนตั้งกฎเกณฑ์ว่า “ไม่ควรบริกรรมอย่างนั้น” หรือ “ควรบริกรรมอย่างนี้” แต่จุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ “ให้รับรู้สภาวธรรมที่เกิดขึ้น” การบริกรรมว่า “รู้หนอ” เพื่อแสดงการรับรู้ หรือ หากจะบริกรรมว่า “พิจารณาหนอ” ก็เพื่อแสดงการรับรู้เหมือนกัน การบริกรรมเป็นการแสดงถึงการรับรู้ ถ้าบริกรรมว่า “คิดหนอ” ก็เป็นการรับรู้ว่ามีความคิดเกิดขึ้น คำเหล่านี้มีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ในที่นี้ เราจะใช้คำว่า “กำหนดรู้” เพื่อให้เข้าใจง่าย

เมื่อท้องพองให้กำหนดรู้ว่า “พองหนอ” ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุดการพอง และเมื่อท้องยุบให้กำหนดรู้ว่า “ยุบหนอ” ไม่พึงบังคับจังหวะการหายใจให้เปลี่ยนไป ควรหายใจปกติ ไม่พึงหายใจให้ช้าลง หรือเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องหายใจแรงๆ แต่พึงหายใจตามปกติ เพียงกำหนดรู้ตามไปในขณะที่หายใจเท่านั้น

การปฏิบัติวิปัสสนาหมายถึง ไม่กำหนดรู้สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยสร้างหรือทำให้เกิดขึ้น แต่หมายถึงเป็นการกำหนดรู้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปตามปกติ

ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะกำหนดรู้สภาวะพองขึ้นของท้องในขณะท้องพอง และสภาวะของยุบในขณะท้องยุบ หากจิตล่องลอยไป ในขณะกำหนดรู้ ก็ให้กำหนดรู้การล่องลอยของจิตด้วยการกำหนดว่า “ใจลอยหนอ” ถ้าใจลอยไปถึงสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ก็ให้กำหนดว่า “คิดถึงหนอ” ถ้าคิดวางแผนก็ให้กำหนดว่า “วางแผนหนอ” หรือ “คิดหนอ” การกำหนดรู้ทำได้ไม่ยากเลย เรียกว่า “จิตตานุปัสสนา” หลังจากนั้นให้มากำหนดรู้สภาวะพองยุบของท้องต่อไป

หากรู้สึกเมื่อย ร้อน หรือ เจ็บปวด ก็ให้กำหนดความรู้สึกนั้นๆ ด้วย ถ้าเมื่อยให้กำหนดว่า “เมื่อยหนอ” โดยพุ่งจิตไปยังจุดที่ๆ รู้สึกเมื่อย ถ้ารู้สึกร้อนให้กำหนดว่า “ร้อนหนอ” ส่งใจไปยังบริเวณที่รู้สึกร้อน ถ้ารู้สึกเจ็บให้กำหนดว่า “เจ็บหนอ” นี้เรียกว่า “เวทนานุปัสสนา” หลังกำหนดรู้เช่นนั้นแล้ว ให้กลับมากำหนดสภาวะพองยุบของท้องอย่างเดิม

ถ้าได้ยินเสียงให้กำหนดว่า “ได้ยินหนอ” แล้วกลับมากำหนด สภาวะพองยุบของท้องต่อไป

การกำหนดเพียงอารมณ์เท่านี้ในการนั่งเพียงชั่วครู่ก็นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ในกรณีที่นั่งกรรมฐานตลอดทั้งวัน ผู้ปฏิบัติก็ควรกำหนดสภาวะเหยียดหรือคู้ และสภาวะเคลื่อนไหวอื่นๆ ของร่างกายด้วย พึงกำหนดรู้สภาวธรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด การกำหนดรู้สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นขณะนั่งแต่ละครั้งนี้ เป็นเพียงการลิ้มรสธรรมะเท่านั้น คล้ายกับการลิ้มรสเกลือ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือวัมมิกสูตร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หมายเหตุ :
มหาภูตรูป คือ รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานของรูปทั้งหลาย มี ๔ ได้แก่ ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) ธาตุน้ำ(อาโปธาตุ) ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) ธาตุลม (วาโยธาตุ)

การเจริญสติเพื่ออยู่ในที่อยู่ของพระอริยะ

การเจริญสติเพื่ออยู่ในที่อยู่ของพระอริยะ

ผู้ประสงค์เป็นศิษย์ผู้ฉลาดหลักแหลมเหมือนสุเมธ จะต้องปฏิบัติด้วยการเจริญสติระลึกรู้รูปนามในปัจจุบันขณะ สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติมาก่อน พึงปฏิบัติตามวิธีต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นไปตามข้อความในอริยาวาสสูตรว่า

อิธ ภิกฺขเว ภิกขุ สตารกฺเขน เจตสา สมนฺนาคโต โหติ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยใจ ที่คุ้มครองด้วยสติ

ในทุกขณะที่มีความคิดผุดขึ้นในใจ จะต้องมีสติคุ้มครองจิต การมีสติอยู่เสมอจะเสมือนว่าท่านกำลังอยู่ในที่อยู่ของพระอริยะ หรือมีธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ กล่าวคือมีความปลอดภัย ไม่มีอันตรายใดๆ มาแผ้วพาน ทุกครั้งที่ความคิดเกิดขึ้นในจิต จะต้องกำหนดรู้ และถ้าสามารถกำหนดรู้ได้เท่าทันทุกครั้งที่คิด ก็เท่ากับได้อยู่ในที่อยู่ของพระอริยะ ซึ่งจะคุ้มครองให้พ้นจากอันตรายที่จะต้องตกไปในอบาย และถ้าสามารถกำหนดรู้ได้อย่างต่อเนื่องก็จะบรรลุอริยมรรค ซึ่งจะปกป้องให้พ้นจากความทุกข์ และภัยอันตรายในสังสารวัฏ

ถ้าผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ความคิดที่เกิดขึ้นทุกครั้งด้วยสติ ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่บรรลุอริยมรรค เขาก็จะพ้นจากทุกข์ภัยในอบายทั้งสี่ ถ้าหากต้องสิ้นชีวิตลงในขณะกำลังเจริญสติ ก็จะไม่ตกไปในอบายภูมิอย่างแน่นอน การมีสติกำหนดรู้ความคิดที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวังอยู่ทุกขณะนี้เรียกว่า “อริยาวาสะ” คือ ที่อยู่ของพระอริยะ

“จงเจริญสติ กำหนดรู้จิตทุกขณะ” เป็นคติพจน์ที่ขอมอบให้ทุกท่าน อธิบายความได้ว่า ทุกครั้งที่จิตรับรู้การเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ก็ให้กำหนดรู้จิตนั้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือวัมมิกสูตร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ถ้าสามารถรักษาเพียงสิ่งหนึ่งได้ ก็จะไม่มีอะไรที่ต้องคอยระวังอีก

ภิกษุผู้เป็นบุตรเศรษฐี

ในสมัยพุทธกาล มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งได้ไปหาพระเถระที่ตนเคารพ และอุปัฏฐากอยู่เป็นประจำ แล้วถามว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมใครจะพ้นทุกข์ในสังสารวัฏ อยากจะบรรลุพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ดับกิเลสและทุกข์ทั้งมวล กระผมควรปฏิบัติเช่นไร”

พระเถระจึงแนะนำให้เขาถวายภัตตาหารและจีวร เป็นต้น และทำกุศลอื่นๆ อีก เมื่อเขาได้ปฏิบัติตามแล้วได้ไปหาพระเถระอีก กล่าวว่า “กระผมได้ถวายทานและทำกุศลอื่นๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่พบธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์”

พระเถระจึงให้เขารับไตรสณคมน์ และรักษาศีลห้า หลังจากรักษาศีลห้าแล้วก็ไปหาพระเถระอีก กล่าวว่า “กระผมได้รักษาศีลห้าด้วยความเคารพ แต่ก็ยังไม่พ้นจากทุกข์”

พระเถระจึงให้รักษาศีลสิบ และแม้ว่าจะได้ประกอบกุศลทั้งหมดนี้แล้ว ก็ยังไม่พ้นทุกข์ พระเถระจึงแนะนำให้ออกบวช

เมื่อบวชแล้ว ภิกษุนั้นต้องเปลี่ยนจากเสื้อผ้าของคฤหัสถ์ ต้องโกนผมและหนวด ครองผ้ากาสาวพัสตร์ตามหลักพระวินัย พระอุปัชฌาย์สอนข้อวินัยต่างๆ พระอาจารย์อีกรูปหนึ่งสอนพระสูตร อีกรูปหนึ่งสอนพระอภิธรรม และสอนให้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน

พอท่านเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ ก็ถูกแนะนำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด กฏเกณฑ์ต่างๆ อีกมากมาย ทำให้ภิกษุนั้นคิดว่า

“ช่างยากเย็นจริงหนอ เราบวชเพื่อให้พ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ แต่กลับมาเจอกฏระเบียบที่เข้มงวดมาก จนแทบกระดิกตัวไม่ได้ (ไม่มีอิสระที่จะคิดทำอะไรได้) มาจนมุมเสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถอยู่ เป็นพระต่อไปได้ เราสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ แล้วพยายามให้ทาน รักษาศีล ก็อาจจะพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏได้”

โชคดีที่เกิดเหตุในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ได้ยินว่าเขาจะลาสิกขา จึงพาภิกษุนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อได้กราบทูลเรื่องทั้งหมดแล้ว พระองค์ตรัสถามสาเหตุที่จะลาสิกขา

ภิกษุนั้นได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ต้องจดจำกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมายทั้งวินัยและอภิธรรม ข้าพระองค์เป็นทุกข์ทั้งกายและใจ ไม่อาจขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เพราะพระวินัยนั้นเข้มงวดกวดขันมาก ข้าพระองค์จึงตกลงใจจะลาสิกขากลับไปเป็นคฤหัสถ์ พระเจ้าข้า”

ภิกษุนั้นคงเกิดความกังวล และรู้สึกถึงความยากลำบากที่จะต้องคอยระวัง เพราะกลัวว่าจะทำผิดวินัย และจะเป็นอันตรายต่อสมาธิและวิปัสสนาปัญญา

เมื่อพระพุทธองค์ได้สดับตำตอบของเขา จึงตรัสว่า “ภิกษุ ถ้าเธอสามารถรักษา เพียงสิ่งหนึ่งได้เท่านั้น ก็จะไม่มีอะไรที่ต้องคอยระวังอีก” ภิกษุนั้นทูลถามว่า “สิ่งนั้นคืออะไร พระพุทธเจ้าข้า”

พระศาสดาตรัสว่า “เธอจะสามารถรักษาเฉพาะจิตของเธอได้ไหม” ภิกษุนั้นทูลตอบว่า “รักษาได้ พระพุทธเจ้าข้า” เพราะคิดว่าหากต้องระวังเพียงจิตของเขา ก็ไม่มากเกินกว่าจะดูแลได้ เมื่อเทียบกับวินัยของภิกษุ

พระพุทธองค์จึงประทานจิตตานุปัสสนากรรมฐาน ด้วยคาถาดังต่อไปนี้

สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถกามนิปาตินํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ.

“จิตเห็นได้ยาก ละเอียดยิ่งนัก มักใฝ่ในอารมณ์ตามที่ใคร่ ผู้มีปัญญาจึงควรควบคุมจิตไว้ให้ดี เพราะจิตที่ควบคุมได้แล้วนำสุขมาให้”

ความหมายคือ ผู้มีปัญญาพึงเฝ้ารักษาจิตที่ละเอียดอ่อน ซึ่งมักโน้มเอียงไปในอารมณ์ที่มากระทบ จิตที่สามารถระวังไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ ย่อมมีคุณสมบัติที่จะนำผู้นั้นไปสู่การบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

หลังจากได้เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานตามเนื้อความของคาถาไม่นาน ภิกษุนั้นก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือ คนทั่วไปเห็นว่าพระวินัยมีกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากเกินไป และในการเจริญสมถกรรมฐาน จะต้องป้องกันจิตไม่ให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ ดังนั้น คนทั่วไปจึงอาจคิดว่า การเจริญสมถกรรมฐานก็เป็นการปฏิบัติที่เข้มงวดเกินไป

มีอีกเรื่องเล่าว่า ภิกษุรูปหนึ่งได้เทศน์เรื่องวิปัสสนากรรมฐานแก่ทายกของตน และสอนให้กำหนดรู้จิต ที่เกิดขึ้นทุกๆ ขณะ และจะต้องกำหนดทุกครั้งที่มีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส เดิน เคลื่อนไหว และคิดนึก โดยสอนว่า วิปัสสนาปัญญาจะเกิดขึ้นได้ด้วยการกำหนดรู้อย่างนี้

ทายกตอบว่า ตนไม่สามารถกำหนดรู้ตามที่สอนได้ เพราะสิ่งที่ต้องกำหนดรู้นั้นมีมากมายหลายประการเกินไป และในการปฏิบัติวิปัสสนายังต้องกำหนดรู้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ให้ขาดช่วง ดังนั้น จึงมีคนสรุปว่า การเจริญวิปัสสนาเป็นการปฏิบัติที่เข้มงวดมากเกินไป

พระบรมศาสดา ทรงสอนการปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามวิธีที่ทรงแสดง ก็ไม่อาจหวังได้เลยว่าจะสามารถก้าวหน้าไปถึงขั้นพ้นจากภัยในอบายภูมิ แม้ว่าจะให้ทาน และรักษาศีลอย่างบริบูรณ์แล้วก็ตาม หากผู้นั้นยังไม่บรรลุมรรคผล ก็ยังไม่พ้นจากการเกิดในอบายภูมิ ในกรณีที่อกุศลวิบากในอดีตได้โอกาสส่งผล

ดังนั้น จึงยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรารักษาศีล เจริญสมาธิและปัญญา เพื่อให้พ้นจากอบายภูมิทั้งสี่ และหลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ

คำสอนของพระองค์เป็นไปเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ รวมถึงเทวดาและพรหม ซึ่งได้สั่งสมบารมีมาเพียงพอที่จะมีศรัทธาในพระรัตนตรัย ตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพเป็นต้นมา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือวัมมิกสูตร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง

ในการปฏิบัติธรรม การเจริญมรณานุสสติด้วยการคำนึงถึงความตายที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลานั้นทำให้เกิดผลดีมากมาย พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ระลึกถึงความตายอย่างนี้ว่า

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชัญฺญา มรณํ สุเว
น หิ โน สงฺครํ เตน มหาเสเนน มัจฺจุนา

บุคคลควรทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะเราไม่อาจผ่อนผันกับมัจจุราชผู้มีกองทัพมากนั้นได้

ความเพียรชอบ หรือสัมมัปปทาน ๔ ได้แก่
๑ ความพยายามกำจัดบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
๒ ความพยายามป้องกันบาปอกุศล ที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น
๓ ความพยายามทำกุศล เช่น ทาน ศีล สมถะ วิปัสสนา และมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
๔ ความพยายามเพิ่มพูนกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้มากยิ่งขึ้น

การทำความเพียรอย่างยิ่งยวดประกอบด้วยสัมมัปปทาน ๔ อย่างนี้ โดยเฉพาะการปฏิบัติวิปัสสนา เป็นสิ่งที่จะต้องทำในวันนี้ ไม่ควรผัดผ่อนเป็นวันพรุ่ง หรือวันต่อๆ ไป พระผู้มีพระภาคทรงย้ำ ให้ปฏิบัติวิปัสสนาทันทีเดี๋ยวนี้ แต่อุบาสกอุบาสิกาของเรา ก็ยังไม่สามารถปฏิบัติตาม แม้ในบรรดาพระสงฆ์ ก็ยังมีภิกษุบางรูปเห็นว่า การปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาเป็นเรื่องยาก แม้ว่าพระองค์ จะได้ทรงย้ำเตือนอย่างจริงจังด้วยพระกรุณา

ทั้งนี้เนื่องจากเราไม่ทราบว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร อาจเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันใดวันหนึ่งในอนาคตก็ได้ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราจะตายเมื่อไร อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปมักจะคิดว่าความตายจะยังมาไม่ถึงภายในวันนี้ วันพรุ่งนี้ หรือในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นจริงโดยทั่วไป

แต่ถ้าลองสืบค้นหรือสำรวจดูก็จะพบได้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ตายไปโดยไม่ถึงเวลาอันควร กล่าวได้ว่าไม่มีใครรู้แน่ว่า ความตายจะมาถึงตัวเมื่อไร ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า น หิ โน สงฺครํ เตน มหาเสเนน มัจฺจุนา (เพราะเราไม่อาจผ่อนผันกับมัจจุราชผู้มีกองทัพมากนั้นได้) หมายความว่า เราไม่มีโอกาสที่จะผูกมิตรกับพญามัจจุราช (ความตาย) เพื่อจะขอกำหนดวันตายที่แน่นอน ขอติดสินบน หรือสู้รบปรบมือเพื่อผัดผ่อนเลื่อนวันที่จะต้องตาย กับพญามัจจุราชซึ่งมีกองทัพใหญ่ ประกอบด้วยอาวุธที่ร้ายแรง ซึ่งได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และยาพิษเป็นต้นได้เลย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือวัมมิกสูตร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

วัมมิกสูตร : ว่าด้วยปริศนาจอมปลวก

ข้อความจากวัมมิกสูตร : ว่าด้วยปริศนาจอมปลวก

เจ้าจงใช้ ปัญญาเพียงดั่งศาตรา
ยกลิ่มสลักขึ้น คือจงละอวิชชาเสีย จงขุดมันขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดั่งศาตรา
ยกอึ่งขึ้นเสีย คือจงละความคับแค้นด้วยสามารถความโกรธเสีย จงขุดมันเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา 
ก่นทาง ๒ แพร่งเสีย คือจงละวิจิกิจฉาเสีย จงขุดมัน เสีย

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกหม้อกรองน้ำด่างขึ้นเสีย คือจงละนิวรณ์ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกเต่าขึ้นเสียคือ จงละอุปาทานขันธ์ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกเขียงหั่นเนื้อเสีย
คือ จงละกามคุณ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกชิ้นเนื้อขึ้นเสีย คือ จงละนันทิราคะ จงขุดขึ้นเสีย

นาคนั้น เป็นชื่อของ ภิกษุผู้ขีณาสพ
นาคจงหยุดอยู่เถิด เจ้าอย่าเบียดเบียนนาค จงทำความนอบน้อมต่อนาค

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
โอปัมมวรรค
วัมมิกสูตร
อ่านพระสูตร คลิกที่นี่ >>>> วัมมิกสูตร

หนังสือ “วัมมิกสูตร ปริศนาแห่งจอมปลวก”
โดย.. พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
ดาวน์โหลดหนังสือ คลิกที่นี่ >>>> หนังสือวัมมิกสูตร

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ฟังธรรมบรรยาย วัมมิกสูตร
หลวงพ่อประจาก สิริวณฺโณ
:
ตอนที่ ๑

วัมมิกสูตร : ประวัติพระกุมารกัสสปะ
:

:
:
ตอนที่ ๒
:

:
:
ตอนที่ ๓
:

:
:
ตอนที่ ๔
:

:
:
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

นิวรณ์ ๕

นิวรณ์ ๕ คือ

๑. กามฉันทะ ความยินดีพอใจในกาม คือ สิ่งที่น่าชอบใจอันได้แก่ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และสัมผัสอ่อนนุ่มเหมือนน้ำที่ผสมสีต่างๆ

๒. พยาบาท ความหงุดหงิด ไม่พอใจ โกรธ ปองร้าย เหมือนน้ำที่ถูกต้มจนเดือดมีฟองผุดขึ้น

๓. ถีนมิทธะ ความง่วงซึมเซา เหมือนน้ำที่ถูกจอกแหนปกคลุมอยู่

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านเดือดร้อนใจ เหมือนน้ำที่ถูกลมพัดจนเกิดเป็นละลอกคลื่น

๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งธรรมทั้งปวง สงสัยในพระธรรมคือมรรค ผล และนิพพาน สงสัยในพรหมวิหาร พระอริยสงฆ์ผู้บรรลุธรรม สงสัยในรูปนามที่เกิดจากเหตุคืออวิชชา สงสัยในแนวทางแห่งการปฏิบัติ หรือสงสัยในคำแนะนำ ของวิปัสสนาจารย์ เป็นต้น เหมือนน้ำในที่มืดและผสมด้วยโคลนตม

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์

เจริญพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ

เจริญพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ

(๑) ขอสัตว์ทั้งปวง จงอย่ามีเวรกัน อย่าเบียดเบียนกัน อย่ามีความทุกข์ จงมีความสุข จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยเถิด

(๒) ขอสัตว์ทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์

(๓) ขอสัตว์ทั้งปวง จงอย่าพรากจากสมบัติที่ได้รับแล้ว และจงมีสมบัติและความสุขอย่างนี้ตลอดไป

(๔) สัตว์ทั้งปวง มีกรรมเป็นของตน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
หมายเหตุ
(๑) เจริญเมตตาภาวนา
(๒) เจริญกรุณาภาวนา
(๓) เจริญมุทิตาภาวนา
(๔) เจริญอุเบกขาภาวนา

จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์

สัตว์โลกถูกข่ายตัณหาครอบไว้ ถูกกระแสตัณหาพัดพาไป

สัตว์โลกถูกข่ายตัณหาครอบไว้ ถูกกระแสตัณหาพัดพาไป

ตณฺหาชาเลน โอตฺถโฏ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ ตณฺหาโสเตน วุยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ

“พระมหากรุณาย่อมหยั่งลงในสัตว์ทั้งหลายแก่พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้ทรงเห็นว่า สัตว์โลกถูกข่ายตัณหาครอบไว้ ฯลฯ สัตว์โลกถูกกระแสตัณหาพัดไป”

ศัพท์ว่า ตัณหา หมายถึง ความกระหาย หรือ ความทะยานอยาก ความต้องการจะเห็น หรือความยินดีในรูปที่เห็น และความเพลิดเพลินติดข้องอยู่กับอารมณ์ที่เห็น หรือได้ยิน เป็นต้น

แม้ว่าจะได้เห็นรูปสวยหรือนานมากสักเพียงไร ความกระหายจะได้เห็นก็ยังไม่หมดสิ้นไป ในทำนองเดียวกัน ความต้องการได้ยินเสียงไพเราะน่าปรารถนาอย่างไม่รู้จักพอ ล้วนเป็นตัณหา หรือความกระหายที่จะดมกลิ่นหอม ได้ลิ้มรสอร่อย ได้สัมผัสที่เป็นสุข หรือคิดนึกเรื่องราวที่ชอบก็เป็นตัณหา

อันที่จริงตัณหาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุด ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เห็น ได้ยิน เป็นต้น ตัณหาเกิดได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาก็คิดถึงสิ่งที่น่าพอใจอยากได้ คนเราพอใจตนเอง พอใจคนอื่น และทรัพย์สินสิ่งของทุกชนิด เพราะความเพลิดเพลินผูกพันที่มีตัณหาเป็นเหตุนี้ ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิดชาติแล้วชาติเล่า และเมื่อเกิดในทุกภพทุกชาติก็ยังต้องพบกับวงจรของความแก่ ความเจ็บ และความตาย การต้องคอยแสวงหาสิ่งที่ต้องการ ทำให้เป็นทุกข์ เมื่อได้มาแล้วก็ยังเป็นทุกข์ในการดูแลรักษา

ความทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้มีเหตุจากตัณหาที่กระหายใคร่จะได้ที่เจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลาเหมือนเถาวัลย์ที่เลื้อยไปไม่หยุด เราไม่สามารถเอาชนะและหลบหนีตัณหาได้พ้น ดังนั้น ตัณหาจึงเป็นเหมือนข่ายยักษ์ขนาดมหึมาที่ครอบคลุมสรรพสัตว์ทั้งหลายไว้ภายใน สัตว์ที่ติดอยู่ในตาข่ายไม่สามารถหนีไปได้ มีแต่ความตายเท่านั้นรอคอยอยู่ข้างหน้า สัตว์ที่ติดอยู่ในตาข่ายตัณหาก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถหนีรอดได้

นอกจากนี้ยังเปรียบได้กับบุคคลที่ล่องลอยอยู่กลางกระแสน้ำย่อมถูกสายน้ำพัดพาไป และในที่สุดก็จะต้องจมน้ำตาย ในทำนองเดียวกัน สัตว์โลกย่อมถูกตัณหาซัดไป พัดพาไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ เนื่องจากการกระทำกรรมชั่ว บางครั้งการกระทำกรรมดีส่งผลให้ไปเกิด เป็นมนุษย์หรือเทวดา แต่ถึงแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิก็ยังต้องพบความทุกข์ที่เนื่องด้วยความแก่ ความเจ็บ และความตาย พระพุทธองค์จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในสัตว์ทั้งปวงที่กำลังติดอยู่และถูกกระแสตัณหาพัดพาไปสู่ความทุกข์

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

นิพพานอันเป็นสภาวะดับของใจและสัญญาในธรรมารมณ์

ผู้ที่ไม่เคยรู้จักกับการเจริญวิปัสสนา เพื่อให้เห็นทุกข์ตามสภาพความเป็นจริง มักจะเชิดชูยินดีความคิดและความเชื่อของตน ทั้งมีความหวังอยู่เสมอๆ ว่า จะได้พบความสุขรออยู่ข้างหน้าแม้ว่ากำลังเผชิญกับความทุกข์อยู่ก็ตาม เขาพอใจจะคิดว่าเขามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ และหวังอยากจะมีความมั่งคั่งร่ำรวย หลงผิดว่าความทุกข์เป็นความสุข ดังนั้น ความยึดมั่นของเขาจึงเพิ่มพูนขึ้นและทำให้พยายามทุกวิถีทางในการสนองความต้องการของตน จนบางครั้งไม่ลังเลจะฆ่า ลักทรัพย์ ฉ้อโกง หรือทำชั่วเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ แต่บางคนอาจทำความดีเพื่อประสงค์จะสั่งสมบุญกุศลสำหรับภพข้างหน้าที่ต้องเวียนว่ายต่อไปในสังสารวัฏ

การทำกรรมจึงเกิดขึ้น ตามสังขารที่เป็นกุศลหรืออกุศล เมื่อเวลาใกล้จะตาย กรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต ที่มาปรากฏเป็นอารมณ์ทางมโนทวารจะชักนำให้ไปปฏิสนธิในภพใหม่โดยมีอายตนะภายในและภายนอกชุดใหม่ทำหน้าที่รับอารมณ์เช่นที่ได้ทำมาแล้วในภพก่อน ซึ่งจะก่อให้เกิดตัณหาและอุปาทานที่ส่งผลให้วนเวียนเกิดต่อไปๆ ในสังสารวัฏอย่างไม่จบสิ้น เพราะความต่อเนื่องเหมือนสายโซ่ตัณหา อุปาทานกรรม และภพ ที่คล้องกันเป็นทุกขสัจ ต่อเมื่อสายโซ่นี้ถูกตัดขาดด้วยปัญญาที่เป็นกลางในสังขาร (สังขารุเปกขาญาณ) แล้วบรรลุถึงความดับของรูปนาม นิพพานสุขจึงจะเกิดมีขึ้นได้

สมจริงดังพระพุทธดำรัสในสฬายตนสังยุตต์ว่า
ยตฺถ มโน จ นิรุชฺฌติ, เส อายตเน เวทิตพฺเพ.

ใจและสัญญาในธรรมารมณ์ดับไป ใน [อารัมมณ] ปัจจัยใด บุคคลพึงรู้ [อารัมมณ] ปัจจัยนั้น
[คือ นิพพานอันเป็นสภาวะดับของใจและสัญญาในธรรมารมณ์]

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือนิพพานกถา
โดย พระมหาสีสยาดอ
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ปุถุชนมักจะโน้มเอียงไปในทางอกุศล

ปุถุชนมักจะโน้มเอียงไปในทางอกุศล

การทำความดีต้องอาศัยความศรัทธา กำลังใจ และความพยายาม เพราะเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก การทำความดีเปรียบเหมือนว่ายน้ำทวนกระแส แต่ความชั่วนั้นทำง่ายไม้ต้องพยายามเป็นพิเศษหรือต้องการแรงจูงใจมากนักราวกับเป็นไปตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงกล่าวว่าการทำความชั่วเหมือนลอยตามกระแสน้ำ เมื่อมีกฎหมายหรือความยับยั้งชั่งใจมาเป็นเครื่องกั้นขวาง การกระทำชั่วก็อาจจะลดน้อยลงบ้าง

สำหรับปุถุชนคนธรรมดามีหนทางให้เลือก ๒ ทางเท่านั้น คือ กระทำความดีสร้างกุศล หรือ ทำความชั่วสร้างอกุศล ตราบใดที่ไม่มีการทำกุศล ตราบนั้นก็จะมีแต่อกุศล สมมติว่าในเวลาทุกๆ ๑๐๐ นาที เราทำความชั่วด้วยอกุศลจิตเสีย ๙๐ นาที ก็จะเหลือเวลาเพียงแค่ ๑๐ นาที ที่จะให้กุศลจิตสามารถทำความดีได้ ถ้าเวลาแห่งการทำกุศลเพียงแค่ ๑๐ นาทีนั้นถูกยกเลิกไป อกุศลจิตก็จะเข้าครอบงำเราตลอดทั้ง ๑๐๐ นาที

คนที่ไม่บำเพ็ญภาวนา อาจไม่สามารถรู้วิธีที่จะควบคุมจิตจากอกุศล เพราะธรรมดาคนเรานั้นเมื่อได้รับอารมณ์ที่น่าพอใจเข้าก็หมดความสามารถที่จะควบคุมจิตใจมิให้ผูกพันอยู่กับกามสุข มักลุ่มหลงเพลิดเพลินอยู่กับอารมณ์ที่น่าพอใจ ที่ได้เห็น หรือได้ยิน เป็นต้นนั้น แทบไม่มีใครสามารถยับยั้งชั่งใจไม่ให้ยินดีกับกามสุขได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
หนังสือนิพพานกถา
โดย พระมหาสีสยาดอ
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

พึงเป็นคนอาจหาญสามารถปฏิบัติได้

พึงเป็นคนอาจหาญสามารถปฏิบัติได้

ว่าโดยสรุปก็คือ บุคคลผู้รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ หากประสงค์จะบรรลุพระนิพพานอันเป็นแดนสงบ จะต้องอบรมสิกขาสามคือ ศีล สมาธิ และปัญญา กล่าวคือ ต้องสามารถปฏิบัติด้วยการเจริญศีล สมาธิ และปัญญา โดยไม่กังวลถึงร่างกาย และแม้ชีวิตก็สละได้

อธิบายเพิ่มเติมว่า ความสุขทางโลกที่คนทั่วไปอาจแสวงหามาได้ด้วยการประกอบอาชีพต่างๆ เช่น ทำไร่ทำนา ค้าขาย หรือรับราชการ หรือทรัพย์สินเงินทองที่มีประโยชน์ในการดำรงชีพ มีประโยชน์ สำหรับคนทั่วไป ฉันใด ศีล สมาธิ และปัญญา ก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการเดินทางออกจากสังสารวัฏ ฉันนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาให้เจริญขึ้น อย่างน้อยถ้าทำศีลให้บริบูรณ์ ก็จะไม่ตกอบาย ได้มาเกิดในโลกมนุษย์หรือเทวโลกอันเป็นสุคติภูมิ คือภูมิที่มีความเป็นอยู่ที่ดีเป็นส่วนมาก ถ้าบรรลุฌานสมาธิขั้นใดขั้นหนึ่ง ก็จะได้เลื่อนชั้นไปอยู่ในพรหมภูมิที่มีความสุขมากขึ้น และมีอายุที่ยืนยาวหลายกัป ถ้าบรรลุวิปัสสนาปัญญาถึงขั้นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ก็จะพ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ โดยเด็ดขาด และจะได้บรรลุอรหัตตผลหลังจากที่เกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ถ้าบรรลุอรหัตตมรรคอรหัตตผลในชาตินี้ก็จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในสังสารวัฏ ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป นี้คือเหตุที่ทำให้ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นสิ่งสำคัญที่สุด มีประโยชน์ที่สุดในสังสารวัฏนี้

ผู้ที่เข้าใจประโยชน์ของการอบรมสิกขาสาม คือ ศีล สมาธิและปัญญาแล้ว จะต้องเป็นคนอาจหาญสามารถบำเพ็ญศีลเป็นต้นได้ โดยไม่กังวลถึงความยากลำบากในการปฏิบัติ จะต้องไม่รู้สึกผิดหวัง หรือท้อแท้ว่า การรู้แจ้งธรรมะนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อม จะต้องไม่เพ่งโทษของการปฏิบัติ หรือรู้สึกว่าปฏิบัติไปแล้วไม่มีความสุข เลิกปฏิบัติจะ ดีกว่า เห็นว่าการเจริญสมาธิภาวนาเป็นสิ่งที่ยากลำบากและน่าเบื่อหน่ายจะต้องไม่ล้มเลิกการปฏิบัติเพราะความเกียจคร้านและอ่อนแอ และจะต้องมีคติประจำใจว่า

“ประโยชน์ที่แท้จริงของศีล สมาธิ และปัญญา จะได้มาก็ด้วยความเพียรที่แรงกล้า เมื่อเข้าใจแล้วจึงควรปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์เหล่านั้น”

ประโยคว่า “ประโยชน์ที่แท้จริงของศีล สมาธิ และปัญญาจะได้มาก็ด้วยความเพียรที่แรงกล้า” นั้น คล้อยตามคำว่า อตฺถกุสเลน(ผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์) บุคคลจึงต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการปฏิบัติ คือ มีศรัทธา (ความเชื่อมั่นเลื่อมใสอย่างแรงกล้า) และมีวิริยะ (ความเพียรในการปฏิบัติ) เพราะผู้ที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้าเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติเท่านั้นจึงจะสามารถทุ่มเทความพยายามให้กับการปฏิบัติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด

หากบุคคลใดปราศจากศรัทธาในคำสอนของพระบรมศาสดาก็จะไม่สามารถอบรม ศีล สมาธิ และปัญญาได้ บางคนอ้างตนเป็นชาวพุทธ แล้วกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในสิกขาสาม เพราะมีแต่จะทำให้ลำบาก การพูดเช่นนี้ เพราะไม่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระธรรมจึงไม่มีความพอใจในการอบรมศีล สมาธิ และปัญญา และเนื่องจากพระพุทธองค์ทรงสอนว่า กรณียํ (พึงอบรม) หมายถึง เป็นสิ่งควรกระทำจะเว้นเสียมิได้ และ สกฺโก หมายถึง จะต้องมีความอาจหาญสามารถที่จะปฏิบัติ ดังนั้น จึงถือว่าผู้ที่ไม่สามารถหรือไม่พอใจจะปฏิบัตินั้นมีความเห็นผิดจากคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค และเป็นผู้ที่ขาดศีล สมาธิ และปัญญา จึงไม่ต่างจากคนยากจนที่ไม่มีเงินทองติดตัวและย่อมจะต้องมีอบายภูมิเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

นอกจากนี้ ความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อเป็นสิ่งสำคัญมากถ้าไม่พยายามก็จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ยาก และเมื่อศีลไม่บริสุทธิ์การบำเพ็ญสมาธิและปัญญาก็ย่อมเป็นไปได้ยากด้วย บางคนยังลังเลหรือเกียจคร้านที่จะฟังพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สำหรับคนที่มีวิริยะมาก จะพยายามอย่างไม่ย่อท้อที่จะกระทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้สำเร็จสิ่งที่ประสงค์ การชำระศีลให้บริสุทธิ์ ต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุด ผู้ปฏิบัติจึงต้องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว การปฏิบัติให้ถึงระดับนี้ได้ ต้องอาศัยศรัทธาและวิริยะอย่างแรงกล้า ดังนั้นจึงต้องปลูกฝังคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้ในจิตใจ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

การพิจารณาเพื่อระงับความโกรธ

การพิจารณาเพื่อระงับความโกรธ ๑๐ ประการ

๑) แม้ศัตรูต้องการจะทำให้เธอเป็นทุกข์ ก็ทำได้แต่ทุกข์ทางกายเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ใจต้องทุกข์ได้ เหตุใดเธอจึงทำในสิ่งที่ ศัตรูต้องการโดยทำใจของเธอเองให้เป็นทุกข์ ทั้งที่เป็นสิ่งที่ศัตรูไม่สามารถทำได้

๒) เหตุใดจึงยังไม่สามารถละทิ้งความโกรธที่จะนำมาแต่ความหายนะโดยไม่ได้ประโยชน์อันใด ทั้งที่เธอได้ละทิ้งมิตรสหายที่สามารถให้ประโยชน์มากมาย มาครองผ้ากาสาวพัสตร์แล้วบวชเป็นพระภิกษุ

๓) เหตุใดจึงยังคบหากับความโกรธที่สามารถทำให้เธอละทิ้งความกลัวและละอายต่อบาป ทิ้งความอดกลั้น ความเมตตา และกรุณา ซึ่งเป็นมูลรากของศีลที่เธอได้รักษามาเป็นอย่างดีแล้ว จะหาคนโง่เช่นนี้ได้ที่ไหน (หมายความว่า เป็นคนโง่ที่สุด เพราะคบหาความโกรธที่อาจทำลายศีลให้พินาศลงได้)

๔) เธอโกรธบุคคลที่ทำผิดต่อเธอ แต่เธอเองที่กำลังโกรธอยู่ ก็กำลังวางแผนทำร้ายบุคคลที่ทำให้เธอโกรธให้สาสมกันมิใช่หรือ

๕) ศัตรูทำสิ่งที่เธอไม่ชอบเพื่อพยายามให้เธอโกรธ แล้วเหตุใดจึงยอมทำความปรารถนาของเขาให้สำเร็จด้วยการปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นด้วยเล่า

๖) เมื่อโกรธขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าเธอจะทำความทุกข์ให้แก่ศัตรู หรือไม่ก็ตาม แต่เธอก็ได้ทำความทุกข์ให้เกิดกับตัวเธอเองด้วยอาการ โกรธนั้นแล้ว

๗) เมื่อศัตรูได้เดินทางผิดด้วยความโกรธที่ไม่ก่อประโยชน์อันใด ถ้าเธอยังโกรธเขาอยู่ ก็เท่ากับได้เดินตามเขาไปในทางที่ผิด

๘) ถ้าศัตรูได้ทำผิดต่อเธอด้วยความโกรธ เธอควรระงับหรือขับไล่ความโกรธนั้นเสีย เหตุใดจึงต้องทำให้ตนเองเดือดร้อนด้วยการ โกรธตอบเล่า

๙) รูปและนาม หรือกายและจิต มีลักษณะเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ตั้งอยู่ได้เพียงชั่วขณะแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว รูปนามที่ได้ทำผิดต่อเธอนั้นได้ดับไปหมดแล้ว จะไปหารูปนามที่ทำให้เธอโกรธได้ที่ไหนเล่า รูปนามที่เกิดมาใหม่ก็ไม่ใช่รูปนามที่ทำผิดต่อเธอ แล้วจะหลงโกรธรูปนามที่เกิดมาใหม่นี้ทำไมกัน

๑๐) ถ้าผู้ใดทำความผิดต่อผู้อื่น บุคคลทั้งสองนั้นต่างก็มีส่วนร่วมกระทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายมีส่วนในการก่อให้เกิดความทุกข์ ตัวเธอเองก็ต้องรับผิดชอบด้วย เหตุใดจึงโกรธแต่คนอื่น ไม่โกรธตัวเองเล่า

ข้อความข้างต้นเป็นการสรุปความในคาถา ๑๐ บทที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคด้วยภาษาง่ายๆ แต่เป็นการพิจารณาที่ลึกซึ้งยิ่งนักผู้ปฏิบัติจึงควรนำมาเป็นแนวทางพิจารณาเพื่อระงับความโกรธ

วิธีระงับความโกรธด้วยการพิจารณาว่า บุคคลมีกรรมเป็นของตน

หากความโกรธยังไม่ระงับไป แม้ว่าจะได้พิจารณาตามวิธีที่กล่าวไว้ ผู้ปฏิบัติก็อาจพิจารณาถึงกรรมว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตนและจะต้องได้รับผลของกรรมทั้งที่ดีและไม่ดีที่ตนเองได้กระทำไว้ ผู้ปฏิบัติ พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า

“ขณะนี้กำลังเจริญเมตตาภาวนาอยู่ ถ้าโกรธแล้วจะมีประโยชน์อะไร การทำกรรมที่มีโทสะเป็นเหตุ ย่อมให้ผลเป็นความทุกข์แก่ตัวเองมิใช่หรือ กรรมคือเจตนาในการกระทำความดีและความชั่ว กรรมเท่านั้นที่เป็นสมบัติที่แท้จริงของเรา เราย่อมเป็นทายาทของกรรม คือเจตนาที่ก่อให้เกิดการกระทำทางกาย วาจา และใจ ทั้งดีและชั่ว เราย่อมมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และเป็นที่พึ่งที่อาศัย กรรมที่เกิดจากความโกรธไม่เป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุมรรคผลได้ และไม่เป็นปัจจัยให้ไปเกิดในโลกมนุษย์หรือเทวดาซึ่งเป็นสุคติภูมิ กรรมที่ทำไปเพราะโกรธนอกจากจะไม่ช่วยให้มีความสุขแล้ว ยังเป็นเหตุให้ได้รับทุกข์อย่างใหญ่หลวงในนรกเป็นต้น ถ้าทำกรรมชั่วเพราะความโกรธ ก็จะเหมือนคนที่เผาตนเอง แล้วถือถ่านเพลิงไว้ในมือหรือจับอุจจาระด้วยมือทั้งสอง เพื่อทำร้ายคนอื่น”

หลังจากนั้น ให้พิจารณาถึงผู้ที่เป็นศัตรูว่า เขาก็มีกรรมเป็นของตนเช่นกัน เขาทำความชั่วเพราะความโกรธแล้วจะได้ประโยชน์อะไร ความโกรธย่อมทำให้เขาเป็นทุกข์เอง เขามีกรรมทั้งดีและชั่วเป็นของตน ย่อมเป็นทายาทของกรรมที่ตนเองได้ทำไว้ เขาทำกรรมชั่วเพราะความโกรธเป็นเหตุ ย่อมได้รับผลชั่ว เช่นเดียวกับคนที่โปรยธุลีทวนลมใส่คนอื่น ธุลีนั้นจะถูกลมพัดเข้าตนเอง สมจริงดังพระพุทธดำรัสว่า

“ผู้ใดประทุษร้ายต่อผู้ไม่มีความผิด ผู้บริสุทธิ์ บาปจะส่งผลให้ผู้ที่กระทำนั้นเอง เหมือนธุลีที่ซัดทวนลม”

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

โทษของความโกรธ

โทษของความโกรธ

ครั้งหนึ่ง ปริพาชกชื่อฉันนะได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ และได้เรียนถามท่านว่า

“พวกท่านเห็นโทษอย่างไรในราคะ โทสะ และโมหะ จึงได้บัญญัติให้ละราคะ โทสะ และโมหะเหล่านี้”

ท่านพระอานนท์ได้ตอบชี้แจงดังต่อไปนี้

“ผู้มีอายุ บุคคลผู้โกรธแล้วถูกความโกรธครอบงำ มีใจไม่งามย่อมมุ่งเบียดเบียนตน มุ่งเบียดเบียนผู้อื่น มุ่งเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น เขาย่อมประพฤติทุจริตทางกาย วาจา และใจ”

ใจความของข้อความข้างต้น คือ ผู้ปฏิบัติควรพิจารณาตรึกตรองและสำรวมตนตามแนวทางที่ได้แสดงไว้ในพระธรรมคำสอน โดยให้
พิจารณาและสำรวมจิตใจดังนี้

เมื่อบุคคลถูกความโกรธครอบงำ ก็จะตกอยู่ในความทุกข์ ความสุขเบิกบานใจที่เคยมีก็พลันเหือดแห้งไป มีความทุกข์ใจเข้ามาแทนที่ ทำให้ใบหน้าเศร้าหมองบึ้งตึง กลายเป็นคนกระสับกระส่ายยิ่งโกรธมากเท่าใด ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น ทั้งยังมีความลำบากทั้งทางกายและใจ ความโกรธอาจทำให้บุคคลถึงกับฆ่าคนหรือกล่าวคำหยาบได้ หากภายหลังมาหวนระลึกถึงกรรมชั่วที่ได้ทำลงไป อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกเสียใจและอับอายเพราะความสำนึกผิด และหากได้ก่ออาชญากรรมด้วยความโกรธ ก็จะต้องรับโทษทางกฎหมายอีกด้วยยิ่งกว่านั้น ในภพชาติต่อไปก็ยังจะต้องไปเกิดในอบาย ได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัส นี้เป็นเพียงการสรุปย่อให้เห็นภัยของความโกรธพวกเราเองก็คงเคยประสบมาแล้วทั้งนั้น เพียงคิดย้อนกลับไปก็คงพอจะจำได้

ความโกรธมีโทษให้เราเห็นได้ชัดเจน อย่างน้อยก็ทำให้ผู้อื่นเสียใจเพราะคำพูด คนที่ถูกดุด่าว่ากล่าวย่อมรู้สึกเสียใจ เจ็บใจ อารมณ์โกรธอาจผลักดันให้คนเราสามารถฆ่าคนได้ หรือมิฉะนั้นก็อาจทำให้มีความทุกข์ใจอย่างรุนแรง แต่ถึงแม้โทษของความโกรธจะไม่ได้ปรากฏในชาตินี้ คนโกรธก็จะต้องตกไปสู่อบายภูมิในชาติถัดไป หรือหากได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกด้วยอำนาจของกุศลกรรม ก็จะต้องเกิดมาเป็นคนพิกลพิการ หรืออายุสั้น มีโรคภัยเบียดเบียน หรือมีหน้าตา น่าเกลียด ความโกรธให้โทษทั้งแก่ผู้โกรธและผู้ที่ถูกโกรธ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

พรหมวิหาร ๔ ประการ

พรหมวิหาร ๔ ประการ ประกอบด้วย

เมตตา ซึ่งแปลสั้นๆ ว่า ความรัก
กรุณา คือ ความสงสาร
มุทิตา คือ ความยินดี
อุเบกขา คือ ความวางเฉย

ใน ๔ คำนี้ มีเพียงคำว่า “สงสาร” ที่แปลความได้ตรงกับคำว่า “กรุณา” โดยไม่มีความหมายอื่นเข้ามาปน ส่วนคำว่า “ความรัก” นอกจากหมายถึง “ความเมตตา” แล้ว อาจหมายถึงความผูกพันที่ประกอบด้วยกามราคะก็ได้ และคำว่า “ความยินดี” อาจหมายถึง ความยินดีเมื่อได้รับสิ่งที่ปรารถนาก็ได้ ไม่ได้หมายถึง “มุทิตา” อย่างเดียว คำว่า “วางเฉย” ก็อาจหมายถึงความไม่สนใจใยดีก็ได้ ดังนั้น หากเราจะกล่าวถึง “เมตตา มุทิตา อุเบกขา” โดยใช้คำว่า “ความรัก ความยินดี ความวางเฉย” มาแทนตามลำดับ ก็อาจจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายไม่ถูกต้อง ดังนั้น ในการแสดงธรรมเทศนานี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าควรใช้ศัพท์ภาษาบาลี คือ “เมตตาภาวนา” “กรุณาภาวนา” “มุทิตาภาวนา” และ “อุเบกขาภาวนา” เพื่อ ให้สื่อความหมายได้โดยไม่ผิดเพี้ยน

เมตตาภาวนา หมายถึง การพัฒนาจิตด้วยการแผ่ความปรารถนาดีให้แก่ผู้อื่น หรือในขณะที่เรามีความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ก็นับได้ว่าเป็นการเจริญเมตตาภาวนาเช่นเดียวกัน

กรุณาภาวนา หมายถึง การพัฒนาจิตด้วยการแผ่ความกรุณาสงสารให้แก่ผู้ที่ได้รับความทุกข์ หรือในขณะที่เห็นคนกำลังได้รับความทุกข์แล้วรู้สึกสงสาร อยากให้เขาพ้นทุกข์ ก็เรียกได้ว่าเป็นการเจริญกรุณา ภาวนาเช่นเดียวกัน

มุทิตาภาวนา หมายถึง ความพลอยยินดีกับความสุขของผู้อื่นและปรารถนาให้เขามีความสุข มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานและร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองตลอดไป

อุเบกขาภาวนา หมายถึง ความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย ไม่กังวลใจกับทุกข์สุขของผู้อื่น เป็นการทำใจเป็นกลางด้วยคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามอำนาจของกรรมดีหรือกรรมชั่วที่แต่ละคนได้ทำไว้

คุณธรรมที่เหมาะสมกับคนทุกชาติทุกศาสนา

พรหมวิหารเป็นคุณธรรมที่เหมาะสมกับคนทุกชาติทุกศาสนาทำให้โลกนี้สงบสุขไม่วุ่นวาย ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนมาช่วยเหลืองานของเราให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เราจะปฏิเสธหรือไม่ คงไม่มีใครปฏิเสธเจตนาดีของคนอื่นเช่นนี้ ถ้าเรายิ้มแย้มทักทายผู้อื่นด้วยไมตรีจิต ผู้อื่นก็จะทักทายตอบด้วยไมตรีจิตเช่นกัน เมตตาจึงเป็นสิ่งที่คนทุกชาติทุกศาสนาควรประพฤติแก่กันและกัน เพื่อทำให้สังคมสงบสุข นอกจากนั้นถ้าเราช่วยเหลือคนอื่นที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ให้พ้นจากทุกข์ เขาย่อมจะยอมรับความกรุณาสงสารของเราโดยไม่ปฏิเสธ หรือถ้าเราสนับสนุนคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือทรัพย์สมบัติเพื่อให้เขามั่นคงในความสำเร็จนั้น เขาย่อมยอมรับโดยไม่ปฏิเสธความหวังดีของเรา เหล่านี้เป็นตัวอย่างของกรุณาและมุทิตาที่คนทุกชาติทุกศาสนาควรประพฤติแก่กันและกัน

ส่วนอุเบกขาเป็นการวางเฉยเมื่อไม่อาจช่วยเหลือผู้อื่นได้ เช่นเมื่อเห็นคนอื่นต้องโทษทางกฎหมาย แม้เราจะช่วยเหลือด้วยเมตตา และกรุณาจนสุดความสามารถแล้ว ก็ยังไม่อาจช่วยเหลือได้ จึงควรวางอุเบกขาโดยคิดว่าเป็นกรรมที่เขาก่อขึ้นเอง เขาก็ต้องชดใช้ด้วยตนเอง แม้หากว่าเขาจะไม่ได้ทำกรรมนั้นในปัจจุบัน ก็อาจเป็นผลของกรรมเก่าที่ทำให้เขาต้องมาชดใช้ผลกรรมในขณะนี้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือพรหมวิหาร
โดย พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

สังเกตลมหายใจเข้าออกอย่างไรจึงจัดเป็นสมถะหรือเป็นวิปัสสนา

สังเกตลมหายใจเข้าออกอย่างไรจึงจัดเป็นสมถะหรือเป็นวิปัสสนา ?

ไม่ว่าโยคีจะเจริญฌานได้หรือไม่

๐ หากโยคีสังเกตลมหายใจเข้าออกในลักษณะรูปทรงสัณฐานก็จัดเป็นสมถภาวนา

๐ แต่ถ้าสังเกตความรู้สึกที่ลมกระทบสัมผัส หรือความสั่นไหวที่เกิดขึ้นก็จัดเป็นวิปัสสนาภาวนา

(“วิปัสสนานัย” โดย มหาสีสยาดอ)


จากหนังสือสงสัยหนอ

เรียบเรียงโดย Tharmanaykyaw (สามเณรจ่อ)

นิพพาน คือ อะไร

หนังสือ นิพพานกถา
โดย…พระมหาสีสยาดอ
ดาวน์โหลดหนังสือคลิกที่นี่ >>> หนังสือนิพพานกถา



นิพพาน คือ อะไร

นิพพาน หมายถึง การดับหรือการหมดสิ้นไปของสังสารทุกข์ อันเป็นวนเวียนของกิเลส (กิเลสวัฏ) เป็นวนเวียนของกรรม (กรรมวัฏ) และวนเวียนของวิบาก (วิปากวัฏ)

วนเวียนของกิเลส ประกอบด้วย
๐ อวิชชา (ความไม่รู้)
๐ ตัณหา (ความอยาก)
๐ อุปาทาน (ความยึดมั่นหรือผูกพัน)

วนเวียนของกรรม ประกอบด้วย
กรรมทั้งดีและชั่วที่ชักนำให้เกิดภพใหม่ต่อเนื่องไปไม่รู้จบ

วนเวียนของวิบาก ซึ่งมักเรียกว่า
กรรมวิบาก หมายถึงผลของกรรมทั้งดีและชั่ว

การประกอบกรรมทุกชนิดทั้งที่ดีและชั่ว เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป อายตนะ ๖ และเวทนา เป็นต้น การเห็น การได้ยิน การรู้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัส และการคิดนึกที่ปรากฏในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลหรือวิบากของกรรมทั้งสิ้น

ผู้ที่ไม่ได้ฝึกเจริญวิปัสสนาญาณเพื่อการหยั่งรู้สภาวธรรม การเห็นหรือการได้ยินตามความเป็นจริงจัดเป็นผู้โง่เขลา เมื่อเขากล่าวว่าเขาเห็นหรือได้ยินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาย่อมคิดผิดๆ ว่าเขาเป็นผู้เห็นหรือเป็นผู้ได้ยิน แท้จริงนั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนหรือบุคคลที่เห็นหรือได้ยิน ความเห็นผิดอย่างนี้ทำให้ผู้นั้นหลงเชื่อว่าสิ่งต่างๆ เที่ยงแท้ถาวร และน่าปรารถนาพอใจ จึงเป็นการก่อให้เกิดความทะยานอยากขึ้น ซึ่งจะพอกพูนเพิ่มมากจนกลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นในเวลาต่อมา และนี่คือกระบวนการขยายอาณาจักรของกิเลส

ทันทีที่ความยึดมั่นเกิดขึ้น คนเราจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับอารมณ์ที่ตนปรารถนา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสังขารหรือความพยายามทำกรรม ในที่นี้เราอาจกล่าวได้ว่าเป็นการปรุงแต่งการกระทำต่างๆ และหากบุคคลตายไปในขณะที่ประกอบกรรมนั้นอยู่ ก็จะส่งผลให้เขาไปเกิดใหม่ เนื่องจากปฏิสนธิจิต (จิตที่เกิดในภพใหม่) ย่อมเกิดต่อจากจุติจิต (จิตในขณะตาย) เมื่อมีการตายก็มีการเกิดในภพใหม่ติดตามมา จึงกล่าวได้ว่าการทำกรรมเป็นเหตุให้เกิดวิบาก และวิบากนั้นเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ฯลฯ ต่อเนื่องกันไป

ดังนั้น วิปากวัฏจึงส่งผลให้เกิดกิเลสวัฏ และกิเลสวัฏส่งผลให้เกิดกรรมวัฏ การหมุนเวียนของวัฏฏะ ๓ นี้ หมุนไปอย่างต่อเนื่องไม่มีทีสิ้นสุด ตราบใดที่เรายังไม่ได้กำหนดรู้การเกิดดับของขันธ์ ๕ บรรลุวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ ตามลำดับ จนถึงมรรคญาณ ผลญาณ และนิพพาน การบรรลุนิพพานจะทำลายอวิชชาและสหายสนิทคือกิเลส ทำให้ไม่สามารถเกิดการปรุงแต่งกรรมใหม่ขึ้นได้อีก ส่วนกรรมเก่าที่ได้ทำมาก่อนก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม (กรรมเลิกให้ผล) ไม่ส่งผลให้เกิดภพใหม่อีกต่อไป สำหรับพระอรหันต์จึงไม่มีการเกิดใหม่หลังจากจุติจิตได้ดับลง เป็นการตัดเชือกแห่งภพให้ขาดลงอย่างสิ้นเชิงในขณะบรรลุนิพพาน

ในรัตนสูตรพบข้อความว่า นิพฺพนฺติ ธีรา ยถยํ ปทีโป (ท่านเหล่านั้นเป็นปราชญ์ ดับสิ้นไปเหมือนประทีปดวงนี้) ซึ่งกล่าวการดับขันธ์ของพระอรหันต์ว่าเป็นเหมือนการดับไปของเปลวไฟ กรรมเก่าของพระอรหันต์กลายเป็นกรรมที่ไม่ให้ผล และไม่มีกรรมใหม่ที่จะให้ผลปฏิสนธิอีก จึงเท่ากับเป็นการดับไฟแห่งภพทั้งปวง

จากหนังสือนิพพานกถา (บทที่ ๑ นิพพานคืออะไร)
โดย พระมหาสีสยาดอ
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์

เรื่องของสันตติอำมาตย์

เรื่องของสันตติอำมาตย์
จากบทนำในหนังสือ มหาสติปัฏฐานสูตร
โดยพระมหาสีสยาดอ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

พระธรรมเทศนาที่พระพุทธองค์ตรัสสอนสันตติอำมาตย์ พบในคัมภีร์สุตตนิบาตว่า

“ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสนฺโต จริสฺสสิ”

“เธอจงทำกิเลสในอดีตให้เหือดแห้ง กิเลสในอนาคตอย่าได้มีแก่เธอ ถ้าเธอไม่ยึดมั่นในปัจจุบัน ก็จักเป็นผู้สงบไปได้


ข้อความของพระคาถานี้มี ดังนี้ คือ

คำว่า “ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ” (เธอเธอจงทำกิเลสในอดีตให้เหือดแห้ง) หมายความว่า กิเลสย่อมเกิดจากการระลึกเรื่องในอดีตที่เคยเห็น ได้ยิน สัมผัส หรือรู้ทางใจ และบุคคลควรรับรู้สภาวธรรมปัจจุบันเพื่อมิให้กิเลสดังกล่าวเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อบุคคลระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบันอยู่ เขาไม่อาจคิดถึงอดีตได้ เพราะจิตรู้อารมณ์เดียวในขณะเดียวเท่านั้น และกิเลสที่เกิดจากการคิดถึงอดีตก็เกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากนี้ แม้ในขณะที่หวนระลึกถึงอดีตก็ควรระลึกรู้จิตที่คิดฟุ้งซ่านไปอีกด้วย เมื่อสันตติอำมาตย์ฟังธรรมแล้วก็เจริญสติปัฏฐานในขณะฟัง โดยกำหนดรู้รูปนามปัจจุบัน คือ สภาวะเห็น ได้ยิน ความเข้าใจ ความตรึก ความปีติยินดี ฯลฯ พร้อมทั้งกำหนดรู้จิตที่คิดถึงอากัปกิริยาของหญิงนักฟ้อนที่เพิ่งดับไปโดยความเป็นสันตติปัจจุบัน

คำว่า “ปจฺฉา เต มาหุ กิญจนํ” (กิเลสในอนาคตอย่าได้มีแก่เธอ) หมายความว่า กิเลสมีความปรารถนาและความวิตกกังวลเป็นต้น ย่อมเกิดจากการคิดถึงเรื่องอนาคต ผู้ปฏิบัติธรรมควรรับรู้สภาวธรรมปัจจุบันเพื่อมิให้กิเลสดังกล่าวเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อนักปฏิบัติกำหนดรู้สภาวธรรมปัจจุบันอยู่ เขาไม่อาจคิดถึงอนาคตได้ และกิเลสที่เกิดขึ้นจากการคิดถึงอนาคตก็เกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากนี้ แม้ในขณะที่หวนระลึกถึงอนาคตก็ควรระลึกรู้จิตที่คิดฟุ้งซ่านไปอีกด้วย เมื่อสันตติอำมาตย์ฟังธรรมแล้วก็เจริญสติปัฏฐานในขณะฟัง โดยกำหนดรู้รูปนามปัจจุบัน พร้อมทั้งกำหนดรู้จิตที่ต้องการจะอยู่ร่วมกับหญิงนักฟ้อนต่อไป หรือจิตที่เศร้าโศกเพราะการพลัดพรากจากหญิงนักฟ้อนนั้น

ข้อความว่า “มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ” (ถ้าเธอไม่ยึดมั่นในปัจจุบัน) หมายความว่า นักปฏิบัติพึงเจริญสติระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบันว่าเป็นเพียงรูปนาม ไม่ใช่บุคคล เรา ของเรา บุรุษ หรือ สตรี เพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นว่าเป็นตัวตนที่เที่ยง เป็นสุข บังคับบัญชาได้ และสวยงาม

เมื่อสันตติอำมาตย์ฟังธรรมพร้อมทั้งเจริญสติปัฏฐาน โดยกำหนดรู้รูปนามปัจจุบันที่กำหนดชัด จึงไม่เกิดกิเลสที่หวนคิดถึงอดีต หรือใฝ่ฝันอนาคต และหยั่งเห็นสภาวธรรมรูปนามที่เกิดดับตามความเป็นจริงจนกระทั่งบรรลุมรรคญาณทั้ง ๔ ตามลำดับ ในที่สุดได้บรรลุอรหัตผล ไม่ยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสข้อความว่า “อุปสนฺโต จริสฺสสิ” (ก็จักเป็นผู้สงบไปได้)

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

อินทรีย์ ๕ เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน

สติ เหมือนการสีไม้อย่างต่อเนื่อง
สมาธิ เหมือนความร้อนที่ได้รับจากการสีไม้
ปัญญา เหมือนไฟที่เกิดจากความร้อน

กล่าวคือในอินทรีย์ทั้ง ๕ อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา

ศรัทธา เป็นเหตุให้เกิดวิริยะ
วิริยะ เป็นเหตุให้เกินสติ
สติ เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ
สมาธิ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา
ดังนี้เป็นต้น

อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน การเจริญสติจึงมีประโยชน์ทำให้จิตตั้งมั่นมีสมาธิ เพื่อพัฒนาปัญญาต่อมา

จากหนังสือ มหาสติปัฏฐานสูตร
โดย พระมหาสีสยาดอ

ธรรมที่เกิดร่วมกับสติ

ธรรมที่เกิดร่วมกับสติ

ในการเจริญสติปัฏฐานนั้นมิใช่มีเพียงสติอย่างเดียว ต้องมีธรรมอื่นประกอบร่วม อันได้แก่ วิริยะและปัญญา ในพระสูตรนี่จึงตรัสธรรมทั้ง ๓ ประการที่เกิดร่วมกับสติว่า อาตาปี สมฺปชาโน สติมา (มีความเพียรเผากิเลส มีปัญญาหยั่งเห็น มีสติ)

นอกจากธรรม ๓ ประการนั้น พระพุทธองค์ยังแสดง สมาธิ ไว้โดยอ้อมด้วย เพราะสมาธิเกิดจากสติที่ต่อเนื่อง และเป็นเครื่องพัฒนาปัญญาให้แก่กล้าขึ้นตามลำดับ

ธรรม ๔ ประการ คือ วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นองค์ประกอบในการเจริญสติปัฏฐาน กล่าวคือ

วิริยะ ทำให้นักปฏิบัติจดจ่อในรูปนามปัจจุบันด้วยความเพียรทางกายและใจ

สติ เป็นเครื่องระลึกรู้ตามกำหนดรูปนามอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วง

สมาธิ ทำให้จิตแนบชิดตั้งมั่นอยู่ในสภาวธรรมที่กำหนดรู้ด้วยสติ จัดว่าเป็นวิปัสสนาขณิกสมาธิ คือสมาธิชั่วขณะในวิปัสสนา

ปัญญา ทำให้หยั่งเห็นลักษณะพิเศษของสภาวธรรมแต่ละอย่างได้ชัดเจนว่ามีเพียงรูปนามที่ไม่ใช่บุคคล เรา ของเรา บุรุษ หรือ สตรี และมีสภาพที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่สวยงาม

ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ เหมือนกล้องจุลทรรศน์ที่ช่วยให้เหล่าสัตว์รู้เห็นตามความเป็นจริงดังกล่าว

จากหนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร
โดย พระมหาสีสยาดอ

การจงใจจำแนกอารมณ์ที่ปรากฏ ช่วยให้เกิดนามรูปปริจเฉทญาณได้หรือไม่

การจงใจจำแนกอารมณ์ที่ปรากฏ ช่วยให้เกิดนามรูปปริจเฉทญาณได้หรือไม่

การวิเคราะห์แจกแจงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไม่อาจทำให้เกิด นามรูปปริจเฉทญาณ ขึ้นได้เลย ต่อเมื่อได้เฝ้าดูปรากฏการณ์ของใจและกายในทันทีที่เกิดขึ้นเท่านั้น โยคีจึงจะสามารถแยกแยะนามและรูปได้เองโดยปราศจากการจงใจใด ๆ ทั้งสิ้น นั่นแหละคือนามรูปปริจเฉทญาณที่แท้จริง

(“ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

วิปัสสนาญาณที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ด้วยการสังเกตปัจจุบันอารมณ์เท่านั้น มิใช่ด้วยการใช้เหตุผล คิดวิเคราะห์ เทียบเคียง หรือแจกแจงจาระไนสภาวธรรม เช่นว่า โลกิยจิตจำแนกได้ ๘๑ ประเภท, องค์ประกอบของจิต (เจตสิก) มี ๕๒ ชนิด หรือ รูปแบ่งเป็น ๒๘ จำพวก ฯลฯ ความรู้เช่นนั้นเป็นเพียงความจำจากการเล่าเรียน (สัญญา) ไม่ใช่ปัญญาจริง ๆ ที่เกิดขึ้นเองจากประสบการณ์ตรง

ลองคิดดูว่าโลกิยจิต ๘๑ ประเภท มีอะไรบ้าง และเกิดกับเราได้ทั้งหมดหรือไม่ ? ยกตัวอย่างเช่น มหัคคตาจิตย่อมเกิดกับผู้ทรงฌานเท่านั้น ส่วนกิริยาจิตแม้จะเป็นฝ่ายโลกิยะก็เกิดกับพระอรหันต์เท่านั้น แล้วเราจะประสบกับอารมณ์ที่ไม่เกิดกับเราได้อย่างไรเล่า ? นอกจากนี้ในรูป ๒๘ จำพวก ความเป็นหญิงมีในผู้หญิง ส่วนความเป็นชายก็มีในผู้ชาย เราไม่อาจประสบกับภาวรูปของอีกเพศได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การแจกแจงสภาวะที่เราไม่เคยประสบจะจัดเป็นปัญญาในการรู้แจ้งปรมัตถธรรมไปได้อย่างไร ? มิใช่ความรู้ด้วยสมมติบัญญัติเท่านั้นหรอกหรือ ?

หากตอบตามตรงก็ต้องบอกว่า “ใช่ นั่นเป็นเพียงความรู้ตามบัญญัติเท่านั้น” และแน่นอนว่า แค่ความจำได้หมายรู้หรือสัญญาจากการจดจำร่ำเรียนเช่นนั้น ย่อมไม่อาจทำให้เกิดนามรูปปริจเฉทญาณได้เลย ที่จริงแล้ว หากไม่ได้ระลึกรู้รูปนามก็ไม่ใช่การเจริญวิปัสสนาเสียด้วยซ้ำ

(“สัลเลขสูตร” โดย มหาสีสยาดอ)

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ สงสัยหนอ
เรียบเรียงโดย Tharmanaykyaw (สามเณรจ่อ)

 

การกำหนดรู้อาการพอง ยุบ เป็นสมมติสัจจะหรือปรมัตถสัจจะ

การกำหนดรู้อาการพอง ยุบ งอ หรือเหยียด เป็นเพียงสมมติสัจจะ หรือเป็นปรมัตถสัจจะ

ผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติอย่างจริงจังมักมีข้อข้องใจต่าง ๆ เช่นเกรงว่า การกำหนดว่า “งอหนอ เหยียดหนอ” จะทำให้หลงติดอยู่แค่เพียงรูปทรงสัณฐานของมือ, การกำหนดว่า “ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ” จะทำให้รับรู้ได้เพียงรูปร่างของเท้าที่กำลังเคลื่อนไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นความรู้ตามสมมติ หรือการสังเกตอาการพองและยุบจะทำให้หลงจินตนาการถึงรูปทรงของท้อง เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้อาจเกิดได้กับโยคีใหม่ ๆ แต่ก็มิใช่ว่าจะเกิดเฉพาะความรู้ตามสมมติบัญญัติตลอดเวลา ในเบื้องต้นของการปฏิบัติ ความรู้ตามสมมติจะปรากฏสลับกันกับความหยั่งรู้อารมณ์ปรมัตถ์ เช่น อาการเคลื่อนไหว หรือสั่นสะเทือน แต่ก็มีวิปัสสนาจารย์บางท่านสอนให้รับรู้เฉพาะอาการเคลื่อนไหวเท่านั้น ซึ่งผู้ที่เพิ่งเริ่มภาวนาย่อมไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เพราะในเบื้องต้นเราจะยังไม่สามารถเว้นจากการรับรู้สมมติบัญญัติได้เลยทีเดียว

การหยั่งรู้ปรมัตถสัจจะสามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยความรู้ตามบัญญัติภาษาที่ใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน แม้พระบรมศาสดาเองก็ตรัสสอนด้วยภาษาธรรมดา ๆ เช่น “เมื่อเดินก็รู้ชัดว่ากำลังเดิน” “กำลังงอ” หรือ “กำลังเหยียด” เป็นต้น พระองค์มิได้ทรงใช้ภาษาตามสภาวะปรมัตถ์เลย เช่นว่า “พึงรับรู้ความแข็งเกร็ง” หรือ “พึงรับรู้การเคลื่อนไหว” ถึงโยคีจะภาวนาโดยอาศัยภาษาพื้น ๆ เช่น “งอหนอ เหยียดหนอ” ก็สามารถหยั่งรู้สภาวธรรมที่แท้จริง อาทิ ความแข็งเกร็ง และการเคลื่อนไหว ซึ่งซ่อนอยู่ในรูปทรงสัณฐานนั้น ๆ ได้เมื่อสมาธิและสติของโยคีมีกำลังพอ

(“หนทางแห่งวิปัสสนา” โดย มหาสีสยาดอ)

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ สงสัยหนอ
เรียบเรียงโดย Tharmanaykyaw (สามเณรจ่อ)

เมื่อเดินอยู่ก็รู้ว่าเดินอยู่ ที่ถอนอัตตสัญญา

จากหนังสือ มหาสติปัฏฐาน โดยพระมหาสีสยาดอ

เมื่อเดินอยู่ ย่อมรู้ว่าเดินอยู่

พระพุทธดำรัสว่า “เมื่อเดินอยู่ ย่อมรู้ว่าเดินอยู่” แสดงถึงการรับรู้สภาวะเดิน ที่เป็นการยกย่างและเหยียบ ซึ่งเกิดในปัจจุบันขณะ โดยปราศจากตัวตน เรา ของเรา

ความจริงแล้วคนทั่วไปที่มิได้เจริญสติปัฏฐาน หรือแม้แต่สัตว์ดิรัจฉาน เช่น สุนัขบ้าน สุนัขป่า เป็นต้น ก็รู้ตัวว่าเดิน แต่รับรู้ในลักษณะอัตตาตัวตน เป็นเราที่เดินอยู่ การเดินมีความเที่ยงไม่แปรปรวน เพราะกิริยาเดินดำรงอยู่เหมือนเดิม มิได้ปรากฏความเป็นสภาวธรรม คือ รูปที่กำลังเคลื่อนไหว จิตที่รับรู้สภาวะเคลื่อนไหว และสภาวะเกิดดับของรูปที่เคลื่อนไหวพร้อมทั้งจิตที่กำหนดรู้

ความรู้สึกของคนทั่วไป และสัตว์ดิรัจฉานจึงมีอัตตสัญญา คือ ความสำคัญว่าเป็นตัวตน ความรู้สึกดังกล่าวไม่ใช่กรรมฐาน ในความหมายที่ว่า “ที่ตั้งแห่งการเจริญภาวนา” เพราะไม่จัดเป็นวิปัสสนาที่หยั่งเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง และไม่ใช่กรรมฐานในความหมายว่า “การเจริญภาวนาที่เป็นเหตุใกล้แห่งภาวนายิ่งๆ ขึ้นไป” เพราะไม่ก่อให้เกิดวิปัสสนาญาณขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ


**************************************************************

จากอรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=12&i=131&p=3

ความรู้ที่เป็นสติปัฏฐานภาวนา

ถึงสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอก เมื่อเดินไปก็รู้โดยแท้ว่า เรากำลังเดิน. แต่การรู้นั่น พระองค์มิได้ตรัสหมายเอาการรู้แบบนี้. เพราะว่าการรู้แบบนี้ ละสัตตูปลัทธิ (การยึดถือว่าเป็นสัตว์) ไม่ได้. ถอนอัตตสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นอัตตา) ไม่ออก. ไม่เป็นกรรมฐาน หรือสติปัฏฐานภาวนา.

แต่การรู้ของภิกษุนี้ ละสัตตูปลัทธิได้ ถอนอัตตสัญญาได้ เป็นกรรมฐาน หรือเป็นสติปัฏฐานภาวนา.

ความจริง การรู้นี้ พระองค์ตรัสหมายเอาการรู้สึกตัวอย่างนี้ว่า ใครเดิน? การเดินของใคร? เดินเพราะเหตุอะไร? ถึงในการยืนก็นัยนี้เหมือนกัน.

ใครเดิน ความว่า ไม่ใช่สัตว์ตัวไหนหรือคนคนไหนเดิน.
การเดินของใคร ความว่า ไม่มีการเดินของสัตว์ตัวไหน
เดินเพราะเหตุอะไร ความว่า เดินไป โดยการแผ่ขยายของวาโยธาตุที่เกิดจากกิริยาของจิต

**************************************************************

การตามรู้สภาวะพองยุบของท้องจัดเป็น “ธาตุกรรมฐาน”

พองยุบ

การตามรู้สภาวะพองยุบของท้องที่สอนกันแพร่หลายในปัจจุบันนั้น จัดเป็น “ธาตุกรรมฐาน” เพราะสภาวะพองยุบเป็นลักษณะตึงหย่อนของลมในท้องนอกสำไส้ที่เรียกว่า “กุจฉิสยวาโย” ความจริงลมหายใจที่สูดเข้าไปในปอดมิได้เคลื่อนไปในท้องดังที่เข้าใจกันโดยทั่วไป

การหายใจนั้นเป็นกระบวนการที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อกะบังลม ทรวงอก และกระดูกซี่โครง กะบังลมกั้นอยู่ระหว่างช่องอกและช่องท้อง โดยอยู่ด้านล่างของปอด

ตามปกติเมื่อเราหายใจเข้า กะบังลมจะหดตัวกดอวัยวะในช่องท้องส่งผลให้ลมในท้องพองออกมา และเมื่อหายใจออก กะบังลมจะยืดขึ้น ส่งผลให้ลมในท้องยุบลงพร้อมกับดันลมจากปอด

ดังนั้น สภาวะพองยุบจึงเป็นลมในท้องที่มีอยู่เดิม และเป็นอารมณ์กรรมฐานอย่างหนึ่งตามหลัก “กายานุปัสสนา”

จากหนังสือ มหาสติปัฏฐานสูตร
โดย พระมหาสีสยาดอ

ควรเริ่มทำความเพียรเพื่อให้ถึงความหลุดพ้นในชาตินี้

เมื่อชาวพุทธทำบุญครั้งใด ก็มักอธิษฐานขอให้บรรลุนิพพานโดยเร็วพลัน แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดนี้ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยการตั้งความปราถนาอย่างเดียว เพราะกุศลส่วนใหญ่มักจะส่งผลให้ไปเกิดในภพที่สูงขึ้น

เพื่อให้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางสายเดียวที่จะนำไปสู่พระนิพพานได้ เราไม่ควรรอให้ถึงชาติหน้า แต่ควรเริ่มทำความเพียรเพื่อให้ถึงความหลุดพ้นในชาตินี้

จากหนังสือธัมมจักกัปปวัตนสูตร :
ประพันธ์โดย พระอาจารย์มหาสีสยาดอ (โสภณมหาเถระ)
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์

สัมมาวาจา (การกล่าวชอบ)

สัมมาวาจา (การกล่าวชอบ)

“ภิกษุทั้งหลาย การกล่าวชอบเป็นอย่างไร คือ การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ การงดเว้นดังกล่าวเรียกว่า การกล่าวชอบ”

การกล่าวชอบในความหมายที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ คือ เจตนางดเว้นจากการกล่าว “มิจฉาวาจา”

ถึงแม้ว่าในบางโอกาส เราอยากจะพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ หากเรายับยั้งตนเองไว้ได้ ก็ถือว่ากำลังได้เจริญ “สัมมาวาจา”

สิ่งสำคัญในการเจริญสัมมาวาจา คือ เจตนางดเว้นวจีทุจริต จึงถือเป็นการรักษาศีล ผู้ที่สมาทานศีลข้อ มุสาวาท ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ หรือ ศีล ๑๐ ก็ควรงดเว้นมิจฉาวาจาอึก ๓ อย่างไปพร้อมกัน

เมื่อผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานระลึกรู้อยู่กับรูปนามทั้งหมดที่พบในขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส หรือคิดนึก แล้วหยั่งเห็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้ของสภาวะเหล่านั้น กิเลสที่เป็นเหตุให้กล่าวมิจฉาวาจาก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นการระงับอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตได้ชั่วขณะ (ตทังคปหาน) ด้วยอำนาจของวิปัสสนา

เมื่อวิปัสสนาญาณได้พัฒนาแก่กล้าจนเต็มรอบ ผู้ปฏิบัติธรรม ก็จะเห็นประจักษ์พระนิพพานด้วยมรรคญาณ สามารถละมิจฉาวาจาได้โดยเด็ดขาด (สมุทเฉทปหาน) ด้วยสัมมาวาจา

สรุป : การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ เป็น “มิจฉาวาจา” ส่วนการงดเว้นจากมิจฉาวาจา เป็น “สัมมาวาจา

จากหนังสือธัมมจักกัปปวัตนสูตร
พระมหาสีสยาดอ

การกำจัดกิเลสของนักปฏิบัติ

ในทุกขณะที่เจริญสติระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบัน นักปฏิบัติย่อมกำจัดกิเลสโดยความเป็น “ตทังคประหาน” คือ “ละได้ชั่วขณะ” หมายความว่า ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นในขณะนั้น เพราะกิเลสที่เป็นอกุศลเหมือนความมืด ส่วนสติเป็นกุศลเหมือนความสว่างที่ซับความมืดให้หายไป

นอกจากนี้ นักปฏิบัติย่อมกำจัดกิเลส โดยความเป็น “วิกขัมภนปหาน” คือ “ละได้ด้วยการข่ม” หมายความว่า สมาธิที่ได้รับการอุปถัมภ์จากวิริยะ สติ และปัญญา ย่อมทำให้จิตละเอียดอ่อน แม้นักปฏิบัติจะมิได้เจริญสติในบางขณะก็ไม่เกิดความโลภหรือความโกรธเหมือนในเวลาที่มิได้ปฏิบัติธรรม แม้ในบางขณะที่ขาดสติเผลอคิดถึงเรื่องในอดีตหรืออนาคตก็ไม่เกิดกิเลสดังกล่าว เพราะสมาธิจะข่มกิเลสไว้

จากหนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร
พระมหาสีสยาดอ

ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ

ความจริงอันประเสริฐนั้นมี ๔ ประการ

๑. ทุกขสัจ ความจริงเกี่ยวกับทุกข์
๒. สมุทยสัจ ความจริงเกี่ยวกับเหตุให้เกิดทุกข์
๓. นิโรธสัจ ความจริงเกี่ยวกับความดับทุกข์
๔. มรรคสัจ ความจริงเกี่ยวกับทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ผู้ที่ต้องการจะพ้นไปจากทุกข์จะต้องเข้าใจความจริงเกี่ยวกับทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์เสียก่อน และผู้ที่ต้องการจะดับทุกข์ก็ต้องเข้าใจว่าความดับทุกข์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร และการดับทุกข์จะทำไม่ได้หากไม่รู้จักวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับความจริงทั้ง ๔ ประการนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง

จาก หนังสือธัมมจักกัปปวัตนสูตร
พระมหาสีสยาดอ

อารมณ์ที่พึงกำหนดรู้

อารมณ์ที่เป็นอดีตหรืออนาคตไม่ใช่สิ่งที่นักปฎิบัติพึงกำหนดรู้ เพราะอดีตเหมือนความฝันไม่มีจริง อนาคตก็เป็นเหมือนจินตนาการที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ความจริงของชีวิตมีปรากฏในปัจจุบันขณะเท่านั้น เปรียบดั่งคนที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าเมื่อสายฟ้าแลบอยู่ ฉะนั้น

จากหนังสือ มหาสติปัฏฐานสูตร
พระมหาสีสยาดอ

ความอิสระจากความทุกข์อย่างแท้จริง

ความเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างแท้จริง จะเกิดได้ต่อเมื่อตัณหาได้ถูกกำจัดให้หมดไปอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น การหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ด้วยวิธีอื่นๆ เป็นการบรรเทาความทุกข์ได้ชั่วขณะ ไม่อาจทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง


จากหนังสือธัมมจักกัปปวัตตสูตร
พระมหาสีสยาดอ