Category Archives: พระเชมเยสยาดอ

ปัจจุบันสำคัญที่สุด

ประสบการณ์จากชาดกเรื่องฤๅษีเตมีย์ใบ้

ชาดกเรื่องเตมีย์ เป็นเรื่องของพระโอรสกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า เตมีย์ เจ้าชายผู้นี้ไม่เคยตรัสถ้อยคำใดๆ เลยตั้งแต่ประสูตรมา พระบิดาจึงทรงรู้สึกอับอายที่มีพระโอรสใบ้ ถึงกับมีรับสั่งให้สารถีราชรถผู้หนึ่งนามว่า สุนันทะ นำพระโอรสออกไปจากพระนครแล้วให้ประหารเสีย

เมื่อออกมาภายนอกพระนครแล้วเจ้าชายเตมีย์ทอดพระเนตรเห็นสารถีนั้นกำลังขุดหลุมจะฝังพระองค์ จึงทรงพิจารณาว่า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะต้องแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นใบ้ จึงเสด็จเข้าไปตรัสกับสารถีให้เดินทางกลับไปเสียเถิด แล้วให้กราบทูลความจริงเรื่องนี้กับพระราชบิดาและพระราชมารดาด้วย ส่วนพระองค์เองก็เสด็จต่อเข้าไปยังป่าลึกผนวชเป็นฤๅษี แล้วเจริญสมาธิในป่านั้น

สี่วันต่อมา พระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์ได้เสด็จเข้ามายังป่านั้นเพื่อพบพระโอรส ทั้งสองพระองค์ได้พบเจ้าชายเตมีย์ในชุดฤๅษี ที่ทรงผ้าหยาบๆ ประทับอยู่หน้ากระท่อมเล็กๆ ที่มุงด้วยใบไม้ ฤๅษีเตมีย์ได้นำผักสดและผลไม้ซึ่งเป็นอาหารที่ฤๅษีพอจะหาได้ในป่าออกมาถวายแด่พระราชบิดาพระราชมารดา ทั้งสอง

พระองค์ทรงพิจารณาทั้งอาหารและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของพระฤๅษี แล้วกลับไม่เข้าพระทัยว่า เหตุใดใบหน้าของฤาษีกลับอิ่มเอิบด้วยความสุขและแสดงถึงสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์

ทั้งสองพระองค์จึงตรัสถามว่า “ลูกรัก เหตุใดหลังจากเสวยอาหารที่ขาดความประณีตและไม่มีประโยชน์เช่นนี้ ลูกกลับมีใบหน้าอิ่มเอิบ เปี่ยมด้วยความสุข สดชื่น และผ่องใสเช่นนี้เล่า”

คำตอบของฤาษีเตมีย์นั้นควรแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง

ฤๅษีเตมีย์ได้ทูลตอบเป็นภาษาบาลีว่า

อตีตํ นานุโสจามิ นปฺปชปฺปามนาคตํ
ปจจุปฺปนฺเนน ยาเปมิ เตน วณฺโณ ปสีทติ.

แปลว่า :

“ข้าพระองค์ไม่เคยนึกถึงเรื่องราวในอดีตด้วยความกังวลเศร้าสลดหรือทุกข์ร้อนอันใด และไม่เคยนึกถึง อนาคตด้วยความคาดหวัง ไขว่คว้าทะยานอยาก หรือรอคอย ข้าพระองค์เพียงดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะ แล้วปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ ร่างกายของข้าพระองค์จึงมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ดี ใบหน้าจึงผ่องใส อิ่มเอิบ”

ฤาษีเตมีย์ดำรงชีวิตตามวิถีทางดังกล่าวนี้ด้วยโยนิโสมนสิการ มีมุมมองชีวิตที่ถูกต้อง แล้วปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดี จึงดูสดชื่น ผ่องใส และแข็งแรง

 

ผู้มิได้อบรม ไม่สามารถคิดเช่นนั้นได้ จึงไร้ความสุข

ฤาษีเตมีย์ได้กล่าวต่อไปเป็นภาษาบาลีว่า

อนาคตปฺปชปฺปาย อตีตสฺสานุโสจนา
เอเตน พาลา สุสฺสนฺติ นโฬว หริโต ลุโต

แปลว่า :

ผู้มิได้อบรมไม่สามารถจะอยู่กับปัจจุบันได้ จึงมักหลงอยู่กับอดีตด้วยความกังวลเศร้าสลดเสียใจ และหลงไปกับอนาคตด้วยความหมกมุ่นคาดหวังตามแรงปรารถนา ด้วยเหตุนั้น เขาจึงดูอ่อนแอ ไร้ความสุข

ปัจจุบันสำคัญที่สุด

แต่บางครั้ง การคำนึงถึงปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาในอดีต แล้วใช้เป็นบทเรียนสำหรับการวางแผน อนาคต ก็เป็นสิ่งพึงกระทำเพื่อความไม่ประมาท แต่เราไม่ควรมกมุ่นครุ่นคิดถึงอดีตด้วยความเศร้าสลดหดหู่ใจกับความน่าจะมีหรือน่าจะเป็น หรือวาดหวังกับอนาคตด้วยความมุ่งมาดปรารถนาถึงสิ่งที่อยากให้มีให้เป็นในวันหน้า

พึงระลึกไว้เสมอว่า“วันนี้” สำคัญยิ่งกว่า “วันวาน” หรือ“วันพรุ่งนี้” ดังนั้น การคิดในแง่บวกหรือมองโลกในแง่ดีจึงสำคัญยิ่ง เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาและปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ได้

พึงจำไว้เสมอว่า “จงอยู่กับวันนี้” หรือ “พึงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน”เสมอ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ เห็นถูกเป็นสุขได้
พระอาจารย์เชมเย สยาดอ

โลภะ ไม่มีขอบเขต

โลภะหรือความทะยานอยากของ มนุษย์นั้นมักไม่มีขอบเขต หากเราปล่อยให้ความ ปรารถนาอยากมีอยากได้ของเราเกิดขึ้นโดยไม่ใส่ใจระมัดระวังแล้ว ความทะยานอยากนั้นก็จะเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ อย่างไร้การควบคุม เมื่อนั้น ความพึงพอใจ ความพอเพียง และความสุขย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องพึงพอใจแต่เฉพาะ สิ่งที่มี จนนิ่งดูดาย ไม่ขวนขวายทำชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม คือ ไม่มีความกระตือรือร้นหรือความมุ่งมั่นใดๆทั้งสิ้น

ที่ถูกต้องแล้ว เราควรพอใจในสิ่งที่เราพึงมีพึงได้ตามสถานะ เมื่อเราได้พากเพียรพยายามอย่างดีที่สุดแล้วเท่านั้น

คนเราต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพอยู่ตลอดทั้งชีวิต จึงไม่มีใครรอดพ้นจากโลภะได้อย่างแท้จริง ความดิ้นรนทะยานอยากที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีก็แตกต่างกันไป ตามสถานการณ์ของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม คนเราก็ควรจะจำกัดขอบเขตความโลภนี้ไว้ อย่าให้ล่วงล้ำออกไปเกินความเหมาะสมได้ หากเพียงแต่เราจะเริ่มเรียนรู้ที่จะ ควบคุมความทะยานอยากไว้ มิให้มากเกินความพอดี และพยายามพึงพอใจในสิ่งที่เราทำได้หาได้ เพียงเท่านี้เรา ก็พบกับความสุขได้แล้ว

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ เห็นถูกเป็นสุขได้
พระอาจารย์เชมเย สยาดอ

พึงใส่ใจกับการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

การอยู่กับปัจจุบัน…หนึ่งในวิถีสู่ความสุข

อีกวิธีหนึ่งที่จะนำความสันติสุขมาสู่ชีวิตก็คือ
๐ ไม่พึงคำนึงถึงอดีตด้วยความเศร้าหมอง
๐ ไม่พึงคาดหวังกับอนาคตมากจนเกินไป
๐ พึงใส่ใจกับการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

กล่าวโดยสรุป การดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่าง เหมาะสม เป็นหนทางหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความพึงพอใจใน สิ่งที่ตนมีและความสุขในชีวิต

มนุษย์ทุกคนได้ดำเนินชีวิตผ่านอดีตมาแล้วและ ยังมีอนาคตรอคอยอยู่เบื้องหน้า แต่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น ที่เรากำลังดำรงชีวิตอยู่จริงๆ

สำหรับคนส่วนใหญ่ ความทรงจำถึงอดีตอาจเต็มไปด้วยความขมขื่นและขวากหนาม แล้วก็มักจะฝังใจจำแต่อดีตที่ขื่นขมนั้น ขณะเดียวกัน หนทางในอนาคตก็ยังไม่ แน่นอน ปราศจากความมั่นใจว่าชีวิตจะราบรื่น

เมื่อหวนคิดถึงอดีต คนเรามักจะจดจำแต่เฉพาะช่วงเวลาที่ขมขื่น เป็นทุกข์มากกว่าจะคิดถึงช่วงเวลาแห่งความสุข และเมื่อคาดหวังถึงอนาคต คนเราก็มักวาดฝันอันยิ่งใหญ่ ถึงแม้จะวางแผนอนาคตไว้อย่างรอบคอบปานใด ก็ไม่มีทางที่ใครจะรับประกันได้ว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตรงตามแผนการทั้งหมด

ความกังวลกับสิ่งเหล่านี้ย่อมนำทุกข์มาให้ ซ้ำร้าย เมื่ออนาคตยังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่ชัดเจน ความกังวลอยู่ กับสิ่งที่ไม่มีทางรู้ได้ย่อมก่อให้เกิดทุกข์

 

พึงใส่ใจกับการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เราอาจจะถามตัวเองก็ได้ว่า การดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้ของเราปลอดโปร่งจากอุปสรรคและปัญหาใดๆ หรือไม่ หากเราพิจารณากระบวนการตามธรรมชาติของ โลก (ชีวิต) แล้ว เราก็จะพบว่าคนส่วนมากมีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหา

เมื่อชีวิตประกอบด้วยปัญหา เราย่อมไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหา หรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงควรพยายาม จัดการกับปัญหาที่ต้องเผชิญอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความกล้าหาญ และด้วยความพากเพียรอดทน อีกทั้งพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามีอยู่ เพื่อให้ปัญหานั้นลุล่วงไปได้อย่างดีที่สุด

การรู้จักเผชิญปัญหาด้วยท่าทีที่ชาญฉลาดเช่นนี้ ไม่ว่าปัญหานั้นจะวิกฤติขนาดไหน เราก็สามารถจะแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดก็ตาม การวางใจว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายย่อมยังมีสิ่งดีๆ ปะปนอยู่ จะช่วยให้สถานการณ์ดูดีขึ้นได้ และช่วยให้เราอดทนฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปได้ด้วยดี

ธรรมนี้ในภาษาบาลีเรียกว่า โยนิโสมนสิการคือ การวางใจโดยแยบคาย หมายถึง การมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง กระบวนการของความคิดแบบนี้จะช่วยให้เรารู้จักมองเห็นด้านดีของสรรพสิ่ง อันจะช่วยให้เรารู้สึกเป็นสุขยิ่งขึ้น ความคิดหรือมุมมองโลกแบบนี้จะช่วยให้เราอดทนต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น และเป็นสุขมากขึ้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ เห็นถูกเป็นสุขได้
พระอาจารย์เชมเย สยาดอ

ความรู้ทางทฤษฎี

ความรู้ทางทฤษฎี

คำถามที่ ๑๓ : กระผมตระหนักดีว่า ความรู้ที่ได้มาจากตำราเรียน สามารถเป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม มีส่วนใดบ้างที่สามารถอ่านได้ในระหว่างที่กลับไปปฏิบัติต่อที่บ้าน?

ตอบ : ถูกแล้ว ความรู้ที่ได้มาจากตำราเรียนนั้น บางครั้งก็เป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้าในการปฏิบัติ เป็นเพราะเราอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสภาวะที่เป็นประสบการณ์จากการปฏิบัติ กับที่มีอิบายไว้ในตำรา มันนำเราไปสู่ความคิดพิจารณาวิเคราะห์วิจารณ์ แล้วเราก็สูญเสียความมีสติที่จะกำหนดรู้สิ่งที่กำลังประสบอยู่เฉพาะหน้า

ถ้าเธอรู้ตัวว่านี่เป็นความคิดนึก เป็นการวิเคราะห์วิจารณ์หาเหตุผล นี่กำลังสาธยายธรรมะอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค เป็นตัวทำลายสมาธิได้เท่า ๆ กับเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดปัญญาญาณ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เธอต้องรีบกำหนด เฝ้าดูมัน เมื่อสามารถทำได้ดังนี้แล้ว อุปสรรคตัวทำลายสมาธิก็จะหมดไป เพราะมีความรู้เท่าทันธรรมชาติของอุปสรรคเหล่านี้

เธอสามารถตัดบทได้โดยไม่ไปคิดถึงความรู้ที่ประสบมาหรือไม่ ไปคิดถึงเทคนิคของวิปัสสนา ด้วยความสามารถในการตกลงใจได้เช่นนั้น เธอก็จะสามารถปฏิบัติวิปัสสนาฝ่าด่านอุปสรรคนี้ออกมาได้ ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นในใจเธอ เธอก็จะสามารถเอาชนะมันได้โดยง่าย โดยการมุ่งเอาใจใส่กำหนด

อันตรายของผู้ปฏิบัติธรรมก็คือความไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คือ อุปสรรค ตัวฉุดรั้งความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ถ้าเธอไม่ตระหนักว่าจะต้องเพียรเฝ้าดูมันทันทีที่เกิดขึ้นในใจ มันก็จะกลายเป็นตัวอุปสรรคขึ้นมาทันที ถ้าเธอเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คือตัวกันไม่ให้สำเร็จ และเธอไม่รับมันมาไว้ในใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอกำหนดรู้เท่าทันหมด แล้วมันก็จะหายไปเอง

ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาอะไร ในการกลับไปปฏิบัติต่อที่บ้าน เธอต้องพยายามปฏิบัติต่อที่บ้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรู้จากหนังสือนี้เป็นสุตมยปัญญา เรียนรู้แล้วไปคิดต่อเป็นจินตมยปัญญา เธอต้องไม่นำไปประยุกต์ใช้ต่อในขณะปฏิบัติอยู่ เวลาใดที่ว่างจากการปฏิบัติวิปัสสนา เธอก็สามารถหยิบหนังสือนั้นขึ้นมาอ่านตรวจตราดูผลการปฏิบัติได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คำถามที่ ๑๓ จากภาค ๒ คำถามและคำตอบ
ในหนังสือ เมตตาภาวนา (ทารุกขันโธปมสูตร)
โดย ท่านเชมเย สยาดอ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

การคิดไม่ใช่ศัตรู : การคิดคือเพื่อนของโยคีทุกคน

การคิดไม่ใช่ศัตรู

ไม่ควรถือว่าการคิดเป็นศัตรู ตรงกันข้าม การคิดคือเพื่อนของโยคีทุกคน เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติรังเกียจการคิด ให้รู้ไว้ว่าเผลอไปยึดติดมันเข้าแล้ว เพราะทุกครั้งที่คิด ผู้ปฏิบัติจะเสียใจ ผิดหวัง “..โธ่..คิดอีกแล้ว…สมาธิมันถึงไม่ดีสักที…” แบบนี้ ก็ไปยึดติดการคิดในรูปของความเกลียด ผู้ปฏิบัตินึกว่าเกลียดการคิด แต่ที่จริงแล้วกลับชอบ การคิดนั้นจึงมาเยี่ยมผู้ปฏิบัติบ่อยขึ้นๆ…

ให้ทำความเข้าใจใหม่ว่าการคิดไม่ใช่ศัตรูของการปฏิบัติ แต่เป็นเพื่อน ถ้าไม่มีการคิด ผู้ปฏิบัติก็ไม่มีโอกาสฝึกกำหนดรู้ให้ทันการคิดจนเข้าไปเห็นแจ้งในธรรมชาติที่แท้จริงของการคิดได้ หากยังไม่สามารถเข้าไปเห็นแจ้งว่าการคิดนั้นเป็นเพียงอาการของจิตที่ ไม่เที่ยง ไม่คงทน…เป็นทุกข์ ไม่น่าพึงพอใจ… และ ไม่มีตัวตน บุคคล วิญญาณ ใดๆ ผู้ปฏิบัติก็จะยังหลงยึดถือไปว่า มีเรา ตัวตนของเรา ที่กำลังคิดอยู่…” ฉันกำลังคิด..ฉันชอบความคิดนี้”…

ขอเพียงกำหนดรู้การคิดให้ทัน ก็จะเข้าไปเห็นแจ้งและประจักษ์ว่าการคิดเป็นเพียงอาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ ตัวตน บุคคล ที่ไหนทั้งนั้น

+–+–+–+–+–+–++–+–+–+–+–+–+

ผู้ปฏิบัติจึงควรเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการคิดให้ถูกต้อง มองการคิดอย่างมิตร เพราะหากเห็นการคิดเป็นศัตรู จะเกิดการต่อต้าน และกำหนดรู้อย่างรังเกียจ รัวเร็วถี่ยิบว่า “คิดหนอ..คิดหนอ..คิดหนอ”….

ที่ถูกแล้ว ทุกๆครั้งที่การคิดมาเยือน เราควรยินดีต้อนรับการคิดอย่างเป็นมิตร ด้วยความสงบหนักแน่น มั่นคง และกำหนดรู้จนการคิดนั้นดับไป แล้วจึงกลับมากำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานหลักตามปกติต่อไป

แน่นอน การคิดจะมาเยี่ยมเยือนเราอีกบ่อยๆ เราก็เพียงแต่กำหนดรู้ให้ทัน จดจ่อ หนักแน่น เที่ยงตรงแล้วการคิดนั้นๆก็จะดับไปเอง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ วิปัสสนากรรมฐานไม่ยากอย่างที่คิด
โดย ท่านเชมเย สยาดอ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เหตุแห่งทุกข์ (โลภะ การยึดติด)

เหตุแห่งทุกข์

อะไรคือเหตุแห่งทุกข์? โลภะ-การยึดติด คือเหตุแห่งทุกข์ แม้กระทั่งการยึดติดกับประสบการณ์ดีๆจากการปฏิบัติธรรมก็คือทุกข์

กรรมฐานคือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติเข้าไปประสบและเรียนรู้ แต่ไม่พึงยึดติด หากเผลอไปเกาะเกี่ยวยึดติดกับประสบการณ์ดีๆ การปฏิบัติเมื่อวันก่อน พอมาวันนี้ การปฏิบัติไม่น่าพึงพอใจ สมาธิอ่อนลง ผู้ปฏิบัติก็เสียอกเสียใจแทบร้องไห้ พาลหงุดหงิดเพราะอยากได้ประสบการณ์ดีๆ แบบวันก่อนอีกครั้ง แต่ยิ่งพยายามมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งฟุ้งซ่านหงุดหงิดมากขึ้น เกิดทุกข์มากขึ้น ความทุกข์นั้นไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ประสบในกรรมฐาน แต่เกิดจากความเกาะเกี่ยวยึดติด ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า การเกาะเกี่ยวยึดติดคือ สมุทะยะสัจจะ (สมุทัย แปลว่า ที่มา หรือ ต้นเหตุ, สัจจะ แปลว่า ความจริง รวมแปลว่า ความจริงว่าด้วยต้นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง )

(จากธรรมบรรยายในการอบรมกรรมฐานที่เมืองเซนต์ปอล ปีพ.ศ. 2533)

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

จากหนังสือ วิปัสสนากรรมฐานไม่ยากอย่างที่คิด
โดย ท่านเชมเย สยาดอ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐