Category Archives: รู้แจ้งในชาตินี้

พลังแห่งอินทรีย์สังวร

พลังแห่งอินทรีย์สังวร

การเจริญอินทรียสังวรเป็นเครื่องมือต่อสู้กับกิเลสที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ อินทรียสังวรมิได้หมายถึง การทำชีวิตให้ด้านชาหรือเป็นดั่งคนที่ตายแล้ว แต่เป็นการเฝ้าระวังอายตนะทั้งหกให้ดี เพื่อมิให้จิตใจโลดแล่นออกไปสู่ความฝันเฟื่อง ความคิด การวางแผนงานใหญ่น้อยทั้งหลาย

ความจริงสติก็คือเหตุที่ทำให้อินทรียสังวรเกิดขึ้นนั่นเอง ทุก ๆ ขณะที่เรามีสติ จิตใจจะได้รับการป้องกันมิให้ความโลภ ความโกรธ และความหลงพลุ่งพล่านขึ้นได้ หากเราระมัดระวัง ในที่สุดจิตก็จะอ่อนโยนลง และพึงพอใจที่จะไม่โลดแล่นออกไปสู่อันตรายจากการจู่โจมของกิเลสได้

ทั้งนี้เราต้องมีความตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่ออารมณ์มากระทบ เราก็ต้องกำหนดอารมณ์นั้นทันทีตามความเป็นจริง เราต้องทำให้การเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน สัมผัสก็สักแต่ว่าสัมผัส รู้รสก็สักแต่ว่ารู้รส และคิดก็สักแต่ว่าอาการคิด

กระบวนการรับรู้เหล่านี้ควรที่จะชัดเจน ง่ายๆ และไม่มีการคิดนึกปรุงแต่ง หรือถูกครอบงำด้วยกิเลส หากสติสมบูรณ์ อารมณ์จะกระทบแล้วผ่านไป โดยไม่มีความคิด หรือปฏิกิริยาใด ๆ มีแต่กระบวนการตามธรรมชาติของอารมณ์เท่านั้น ไม่ว่าเราจะต้องกระทบกับอารมณ์อย่างไร เราจะปลอดภัยจากความชอบหรือความชัง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๕ วิปัสสนาฌาน
โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

หนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้

หนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
ดาวน์โหลดหนังสือ (ฉบับรวมเล่ม) : คลิกที่นี่ => ฉบับรวมเล่ม

ดาวน์โหลดหนังสือ (เล่มเล็ก) มี 5 เล่ม
เล่ม 1 : บทที่ 1 การอบรมศีล และเจริญภานาเบื้องต้น และ บทที่ 5 วิปัสสนาญาณ
: คลิกที่นี่ => เล่ม 1

จัดพิมพ์โดย ชมรมกัลยาณธรรม 4 เล่ม
เล่ม 2 : บทที่ 2 รู้แจ้งปรมัตถธรรมด้วยการเจริญพละ 5 : คลิกที่นี่ => เล่ม 2
เล่ม 3 : บทที่ 3 กองทัพทั้งสิบของมาร : คลิกที่นี่ => เล่ม 3
เล่ม 4 : บทที่ 4 โพชฌงค์  : คลิกที่นี่ => เล่ม 4
เล่ม 5 : บทที่ 6 ราชรถสู่พระนิพพาน  : คลิกที่นี่ => เล่ม 5

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หลวงพ่อ อูบัณฑิตา ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ว่า

“แรงบันดาลใจในการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ควรมาจากความเชื่อที่ว่า ที่สุดของทุกข์มีอยู่ และเราสามารถทำให้ถึงความสิ้นทุกข์ได้ด้วยการปฏิบัติธรรม”

ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะสามารถสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของหลวงพ่อ ในการสร้างกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติไม่ย่อท้อที่จะเดินตามทางสายเอก คือ สติปัฏฐานวิปัสสนาภาวนา เพราะผู้ปฏิบัติถูกตรงย่อมสามารถรู้แจ้งธรรมได้ในชาตินี้ ลีลาในการสอนของหลวงพ่อ แม้จะดูง่ายๆ อ่อนโยน ตรงไปตรงมา เปี่ยมด้วยเมตตา แต่ก็แฝงด้วยความจริงจัง คมชัด ลุ่มลึก และงดงามเป็นอย่างยิ่ง

ข้อความส่วนหนึ่งจากคำนำ โดยผู้แปล
พิชิต – วิธัญญา ภัทรวิมลพร
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เครื่องประดับที่งดงาม

อันที่จริงแล้ว ในโลกนี้ไม่มีเครื่องประดับอันใดที่จะงดงามไปกว่าความประพฤติอันบริสุทธิ์หมดจด ไม่มีที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่อันใด และไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นบาทฐานให้ปัญญาฌานเจริญงอกงามได้เทียบเท่ากับศีล ศีลก่อให้เกิดความงามที่มิได้ฉาบทาเพียงภายนอก แต่เป็นความงดงามจากใจที่สะท้อนให้เห็นได้ในตัวบุคคล

เครื่องประดับนี้เหมาะสมกับทุกเพศ ทุกวัย ในทุกสถานะและทุกฤดูกาล ดังนั้นจึงโปรดรักษาความบริสุทธิ์หมดจดแห่งความประพฤติของท่านไว้ให้รุ่งเรืองต่อเนื่องอยู่เสมอ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น
โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

สำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์

สำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์

ศีลมิใช่ข้อบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้และมิได้จำกัดอยู่แต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น อันที่จริงศีลมีรากฐานมาจากสำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเราเกิดอารมณ์โกรธและต้องการทำร้ายผู้อื่น หากเราลองเอาใจเขามาใส่ใจเราและพิจารณาสิ่งที่เราอยากจะทำอย่างซื่อตรง เราจะตอบได้ทันทีว่า “เราไม่ต้องการให้คนอื่นทำเช่นนั้นกับเรา การทำร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่โหดร้ายและไม่ยุติธรรม” หากเรารู้สึกเช่นนี้กับสิ่งที่เราคิดอยากจะทำ ก็เชื่อได้ว่าการกระทำนั้นไม่ดีงาม

หากพิจารณาในแง่นี้อาจมองได้ว่าการรักษาศีล คือ การแสดงออกถึงสำนึกแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตอื่นๆ เราต่างรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรเมื่อถูกทำร้ายและด้วยความเมตตาและเกื้อกูลต่อผู้อื่น เราจึงตั้งใจจะหลีกเลี่ยงการทำร้ายผู้อื่น เราควรยึดมั่นในการกล่าวแต่สิ่งที่เป็นความจริงและหลีกเลี่ยงคำพูดที่ประทุษร้ายหลอกลวงและกล่าวโทษผู้อื่น

เมื่อเราฝึกฝนที่จะหลีกเลี่ยงคำพูดและการกระทำที่เป็นไปด้วยความโกรธภาวะจิตที่หยาบกระด้างและไม่หมดจดงดงามนี้อาจค่อยๆ หมดไป หรืออย่างน้อยก็อาจจะอ่อนกำลังลงหรือเกิดขึ้นน้อยลง แน่นอน ความโกรธมิใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้เราทำร้ายผู้อื่น ความโลภก็อาจทำให้เราหยิบฉวยสิ่งของใดๆ โดยผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมได้ หรือความปรารถนาทางกามสุขอาจทำให้เราเอาใจไปผูกพันเกี่ยวเกาะกับคู่ของบุคคลอื่น หากเราพิจารณาว่า เราอาจทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดได้มากเพียงไรแล้ว เราย่อมจะพยายามข่มใจไม่ให้ตกเป็นทาสของกามตัณหานั้น

แม้บริโภคเป็นจำนวนน้อย สิ่งเสพย์ติดมึนเมาก็อาจทำให้เราระมัดระวังตัวน้อยลง และประพฤติผิดทำนองคลองธรรมเพราะถูกครอบงำด้วยความโกรธและความโลภได้ง่ายขึ้น บางคนกล่าวว่าการใช้ยาที่มีสารเสพย์ติดหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากนัก

ตรงกันข้าม การบริโภคสิ่งเหล่านี้มีอันตรายมาก เพราะอาจทำให้คนที่มีจิตใจดีกลายเป็นคนหลงลืมไร้สติได้ สิ่งเสพย์ติดและของมึนเมานั้นไม่ต่างจากผู้สมรู้ร่วมคิดในการก่ออาชญากรรมซึ่งเปิดประตูสู่ปัญหานานาประการ เริ่มตั้งแต่การพูดเพ้อเจ้อไปจนถึงการแสดงอารมณ์รุนแรง หรือความประมาทที่อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของตนเองและผู้อื่น การเว้นจากการบริโภคสิ่งเสพย์ติดมึน เมาจึงเป็นทางหนึ่งที่จะปกป้องมิให้ศีลข้ออื่นด่างพร้อยด้วย

ผู้ที่มีศรัทธาทุ่มเทต้องการรักษาศีลมากขึ้น หากเป็นฆราวาสอาจรักษาศีลแปดและศีลสิบแม่ชีรักษาศีลสิบ และพระภิกษุรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น
โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

เราฝึกเจริญภาวนาเพื่อ….

เรามิได้ฝึกเจริญภาวนาเพื่อให้ผู้ใดยกย่อง แต่เพื่อมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สันติสุขในโลก เราพากเพียรปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและน้อมรับการอบรมชี้นำจากครูบาอาจารย์ผู้ควรแก่การบูชา

ด้วยหวังว่าเราสามารถจะเข้าถึงพุทธภาวะแห่งความบริสุทธิ์อันสูงสุดนี้แล้ว เราย่อมสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นและช่วยให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากพระธรรมหรือความจริงอันสูงสุดนี้ได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น

โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

ความหัวดื้อและลบหลู่คุณท่าน

กองทัพที่แปด : ความหัวดื้อและลบหลู่คุณท่าน

หลังจากที่เอาชนะความสงสัยได้แล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเห็นแสงแห่งพระธรรม แต่ทว่ายังมีกองทัพที่แปดของมารซุ่มรออยู่ในรูปของ ความหัวดื้อ อวดดี และความลบหลู่บุญคุณท่าน ความทะนงอวดดีจะเกิดขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติเริ่มประสบกับความสุข ปีติ ความพึงพอใจ และประสบการณ์ที่ดีอื่น ๆ จากการปฏิบัติ ณ จุดนี้ ผู้ปฏิบัติอาจคิดไปว่า พระอาจารย์จะเข้าถึงสภาวะที่วิเศษนี้แล้วหรือยังและผู้ปฏิบัติอื่น ๆ จะมีความเพียรเท่าตนหรือเปล่า ฯลฯ

ความหัวดื้อถือดีมักจะเกิดขึ้นในขั้นที่ผู้ปฏิบัติมีญาณประจักษ์เห็นการเกิดดับของสภาวธรรมต่าง ๆ นับเป็นความรู้สึกที่วิเศษที่สามารถอยู่กับปัจจุบันโดยสมบูรณ์ เห็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไปทุกขณะที่สติตามกำหนดรู้อยู่ ในขั้นนี้อาจมีเครื่องเศร้าหมองแทรกซ้อนเข้ามาได้มากมายสิ่งเหล่านี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า วิปัสสนูปกิเลส

เนื่องจากวิปัสสนูปกิเลสอาจกลายเป็นอุปสรรคที่อันตรายมากต่อการเจริญกรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกิเลสเหล่านี้ให้แจ่มแจ้ง

พระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า มานะหรือความทะนงตนมีสภาพฟูฟ่อง มีความปรารถนาสูง และกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า ผู้ปฏิบัติจะมีพลังล้นเหลือและถือความคิดของตนเองเป็นหลัก มีแต่ความคิดชื่นชมตนเอง เช่น “ฉันเยี่ยมมาก ไม่มีใครเทียบฉันได้”

ลักษณะเด่นของมานะก็คือ ความแข็งกระด้าง จิตจะรู้สึกกระด้าง และฟูฟ่อง เหมือนงูเหลือมที่เพิ่งกลืนเหยื่อเข้าไป อาการของมานะอีกประการหนึ่ง จะแสดงให้เห็นในลักษณะที่เป็นเคร่งตึงของร่างกายและอิริยาบถต่าง ๆ ผู้ที่เป็นเหยื่อของมานะจะกลายเป็นคนหัวสูงและคอแข็ง ยากที่จะก้มศีรษะทำความเคารพผู้อื่น

การลืมบุญคุณท่าน
มานะเป็นสภาวจิตที่น่ากลัวโดยแท้ มันทำลายความกตัญญูรู้คุณ ทำให้ไม่อาจยอมรับได้ว่าเราเป็นหนี้บุญคุณผู้อื่น การลืมเลือนความดีงามที่คนอื่นได้ทำไว้ให้แก่เราในอดีต ทำให้เรามองข้ามคุณความดีและลบหลู่คุณธรรมของท่านเหล่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ที่ประกอบด้วยมานะจะพยายามปิดบังความดีของผู้อื่น เพื่อมิให้ผู้อื่นได้รับความเคารพยกย่อง การลบหลู่คุณท่านเป็นลักษณะที่สองของมานะ อันมีความทรนงแข็งกระด้างเป็นลักษณะแรก

เราทุกคนล้วนมีผู้ที่มีพระคุณต่อเราทั้งสิ้น โดยเฉพาะในวัยเด็กและตอนที่อายุยังน้อยยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่เป็นผู้ให้ความรัก การศึกษาและสิ่งจำเป็นต่าง ๆ สำหรับชีวิตในช่วงที่เราไม่อาจช่วยตัวเองได้ ครูอาจารย์ให้ความรู้แก่เรา เพื่อน ๆ ให้ความช่วยเหลือยามเราทุกข์ยากลำบาก

การจดจำบุญคุณที่ผู้อื่นได้ช่วยเหลือเราไว้ ทำให้เรารู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน มีความกตัญญูและมองหาโอกาสที่จะตอบแทนพระคุณ ด้วยความรู้สึกอันอ่อนโยนนี้เอง เราจะสามารถเอาชนะกองทัพที่แปดของมารได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
กองทัพทั้งสิบของมาร
โดย..ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

กองทัพทั้งสิบของมาร

การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อาจเปรียบได้กับการทำสงครามระหว่างสภาวจิตที่เป็นกุศลและอกุศล กองทัพฝ่ายอกุศลได้แก่ กิเลส หรือที่รู้จักกันในนามว่า “กองทัพทั้งสิบของมาร”

ในภาษาบาลี คำว่า “มาร” หมายถึงผู้ทำลายหรือผู้สังหาร ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของพลังที่ทำลายล้างคุณธรรม ตลอดจนสรรพชีวิต กองทัพของมารพร้อมที่จะโจมตีผู้ปฏิบัติได้ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์ในคืนที่จะตรัสรู้

คัมภีร์สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ไม่แสดงถึงพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค ที่ ตรัสไว้เกี่ยวกับมาร ดังนี้

๐ กิเลสกามทั้งหลาย เรากล่าวว่า เป็นกองทัพที่หนึ่งของท่าน
๐ ความไม่ยินดีเป็นกองทัพที่สอง
๐ ความหิวกระหายเป็นกองทัพที่สาม
๐ ตัณหา (ความทะยานอยาก) เป็นกองทัพที่สี่
๐ ถีนมิทธะ (ความหดหู่ และเซื่องซึม) เป็นกองทัพที่ห้า
๐ ความกลัวเป็นกองทัพที่หก
๐ วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เป็นกองทัพที่เจ็ด
๐ มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) และถัมภะ (ความหัวดื้อ) เป็นกองทัพที่แปด
๐ ลาภ สรรเสริญ สักการะและยศที่ได้มาผิด ๆ เป็นกองทัพที่เก้า
๐ การยกตนข่มผู้อื่นเป็นกองทัพที่สิบ

ดูก่อน มาร เสนาของท่านมีปกติกำจัดคนซึ่งมีธรรมดำ (อกุศลธรรม) คนขลาดเอาชนะเสนาไม่ได  ส่วนคนกล้าเท่านั้น ย่อมเอาชนะกองทัพของมารแล้วสามารถได้รับสุข”

พลังมืดอันเป็นอกุศลในจิตของเรานี้ จะถูกกำจัดได้ด้วยพลังของกุศลจากการเจริญสติปัฐานวิปัสสนาซึ่งมีสติพร้อมทั้งศรัทธา วิริยะ สมาธิและปัญญา ที่เป็นกลยุทธ์ในการจู่โจมและป้องกันเป็นศาสตราวุธ

เมื่อมารมาท้าทายพระพุทธองค์ เราทราบดีว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ
แต่ในการปฏิบัติของเรา ฝ่ายไหนเล่าจะเป็นฝ่ายชนะ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
กองทัพทั้งสิบของมาร
โดย..ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

การภาวนาทำจิตที่กระด้างให้อ่อนโยนลง

ทำจิตที่กระด้างให้อ่อนโยนลง

พระพุทธองค์ตรัสว่า “การเจริญภาวนาสามารถทำให้เกิดความรู้และปัญญามั่นคงและยิ่งใหญ่ดั่งพื้นพสุธาได้” ปัญญาดังกล่าวจะซึมซับเข้าสู่จิตใจ เปิดใจให้กว้างและเบิกบาน หากปราศจากการภาวนาแล้ว จิตก็จะคับแคบและแข็งกระด้าง ถูกครอบงำด้วยกิเลสตลอดเวลา ทุก ๆขณะที่เราขาดสติ กิเลสก็จะแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ ทำให้รู้สึกคับข้องใจ ตึงเครียด และกระวนกระวาย

อารมณ์ที่ถาโถมเข้ามากระทบผ่านอายตนะทั้งหกนี้ บางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี บางครั้งน่ายินดี บางครั้งไม่พึงปรารถนา เมื่อเราเห็นสิ่งที่น่ายินดี จิตที่ขาดสติจะเปี่ยมไปด้วยความทะยานอยาก และเข้าไปยึดมั่นร้อยรัดอยู่กับสิ่งนั้น เมื่อจิตถูกครอบงำด้วยความตึงเครียด และความกระวนกระวายเช่นนี้ จิตก็จะมุ่งแต่คิดหาทางให้ได้มาซึ่งอารมณ์อันน่าถึงปรารถนายิ่งขึ้น เมื่อความคิดดังกล่าวเกิดขึ้นในใจ การกระทำทางกายและวาจาก็อาจเกิดตามมาด้วย

ถ้าหากอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนามากระทบในขณะที่จิตขาดสติ ความรู้สึกปฏิเสธผลักไสย่อมจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ในทำนองเดียวกันจิตใจก็จะเกิดความกระวนกระวาย และอาจมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นเช่น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอาจกลายเป็นงอง้ำ หรือเปลี่ยนเป็นคำพูดที่รุนแรงร้ายกาจ หรือแม้แต่การกระทำรุนแรงต่าง ๆ

เมื่อเผชิญกับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีหรือยินร้าย หากจิตขาดสติคุ้มครอง ความหลงจะเข้าครอบงำจิตใจ ทำให้ไม่อาจมองเห็นความเป็นจริงได้ ในเวลานั้น จิตก็จะตึงเครียด และแข็งกระด้างเช่นเดียวกัน

คงเป็นการไม่ฉลาดที่จะคิดว่าเราจะสามารถกำจัดอารมณ์ที่พึงปรารถนา ไม่พึงปรารถนาหรือความรู้สึกเฉย ๆ ให้หมดไปจากชีวิตเราได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องรักษาจิตใจให้อยู่กับอารมณ์เหล่านี้ได้ด้วยดี

บางคนอาจคิดว่าเราอาจจะอุดหูด้วยสำลี เอาผ้าปิดตา แล้วคลำทางไปในขณะรักษาใจให้เป็นสมาธิ แต่แน่นอนว่า เราไม่อาจปิดรูจมูก หรือบังคับลิ้นมิให้รู้รส หรือร่างกายมิให้รับรู้ความร้อน หนาว และความรู้สึกอื่น ๆ ได้ ในขณะนั่งสมาธิ แม้ว่าเราจะพยายามรักษาใจให้อยู่กับอารมณ์หลักเพียงอย่างเดียว แต่เราก็ยังได้ยินเสียงและความรู้สึกต่าง ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้อย่างเด่นชัดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าเราจะพยายามอย่างดีที่สุดอย่างไร เราก็ยังเผลอได้เป็นครั้งคราวและความคิดก็อาจเตลิดไปโดยเราไม่สามารถยับยั้งได้เลย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๕ วิปัสสนาญาณ
โดย..ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

รักษาความต่อเนื่องของสติ

การเจริญภาวนาไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงหลังจากการนั่งสมาธิแล้วหนึ่งชั่วโมง แต่อาจปฏิบัติสืบเนื่องต่อไปตลอดวัน เมื่อเราลุกจากนั่งสมาธิ เราจะต้องกำหนดอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่เริ่มแรกที่เกิดความอยากที่จะลืมตา “อยาก (ลืมตา) หนอ อยากหนอ…ลืม (ตา) หนอ…ลืม(ตา) หนอ” เข้าไปรู้สึกความต้องการทางใจที่จะลืมตาและความรู้สึกทางกายของเปลือกตาที่ค่อยๆ เปิดขึ้น

กำหนดรู้ต่อไปอย่างเอาใจใส่และแม่นยำ ด้วยพลังแห่งการกำหนดที่เต็มเปี่ยมตลอดการเปลี่ยนแปรของอิริยาบถจนยืนขึ้นตรงและเมื่อเริ่มจะเดิน เราควรระลึกรู้ และกำหนดการกระทำและอิริยาบถทุกอย่างตลอดวัน เช่น การยืดและงอแขน จับช้อน ใส่เสื้อผ้า แปรงฟัน ปิดประตู เปิดประตู หลับตา รับประทานอาหาร เป็นต้น

เว้นไว้เพียงช่วงเวลาที่เราหลับสนิทไปแล้ว นอกจากนั้น เราควรรักษาความต่อเนื่องของสติตลอดเวลาที่เราตื่นอยู่ อันที่จริงการกระทำเช่นนี้มิใช่งานที่หนักหนา แต่เป็นเพียงการนั่งและการเดินอย่างต่อเนื่องโดยตามระลึกรู้สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏทางกายทางใจเท่านั้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น
โดย..ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เครื่องตามรักษา ๕ ประการ

เครื่องตามรักษา ๕ ประการ

เมื่อเราเป็นชาวสวน เราต้องสร้างรั้วรอบสวนของเราเพื่อป้องกันสัตว์ใหญ่ทั้งหลาย กวางและกระต่ายที่อาจจะเข้ามากินต้นอ่อนทันทีที่ต้นอ่อนนั้นโผล่ขึ้นจากพื้นดิน

เครื่องตามรักษาประการแรก คือ “ศีลานุคคหิต” ซึ่งหมายถึงการกระทำอันถูกต้องตามทำนองคลองธรรม อันเป็นเครื่องป้องกันความประพฤติที่หยาบกระด้างทางกายและวาจา อันรบกวนจิตใจและเป็นตัวปิดกั้นสมาธิและปัญญามิให้เกิดขึ้น

ประการที่สอง เราต้องรดน้ำ ซึ่งเปรียบได้กับ “การฟังธรรมและอ่านพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนำสิ่งที่เราเข้าใจมาประยุกต์ใช้อย่างใส่ใจและระมัดระวัง” อย่างไรก็ตาม หากรดน้ำมากเกินไปเมล็ดก็จะเน่าเสีย เช่นเดียวกัน เป้าหมายในการอ่านและฟังธรรมก็เพียงเพื่อเกื้อกูลให้เกิดความกระจ่างในการประพฤติปฏิบัติเท่านั้น **มิใช่เพื่อทำให้เราตื่นตาตื่นใจ จนหลงทางอยู่ในข้อธรรมะอันพิสดาร** เครื่องตามรักษาประการที่สองนี้เรียกว่า “สุตานุคคหิต”

เครื่องป้องกันประการที่สาม เป็นเรื่องที่อาตมาจะกล่าวถึงในช่วงนี้ ซึ่งได้แก่ “สากัจฉานุคคหิต” หรือ “การสนทนาธรรมกับครูบาอาจารย์” ซึ่งเปรียบได้กับกระบวนการหลายอย่างในการปลูกต้นไม้ ต้นไม้ต้องการสิ่งที่แตกต่างกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน อาจจำเป็นที่จะต้องพรวนดินให้ร่วนรอบๆ รากของต้นไม้ แต่ก็ต้องไม่มากเกินไป มิฉะนั้นรากจะไม่สามารถเกาะยึดดินได้เราจะต้องตัดแต่งใบด้วยความระมัดระวังเช่นกัน และเราต้องตัดต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านมาบดบังต้นอ่อนมากเกินไปด้วย เช่นเดียวกัน

**เมื่อเราปรึกษาเรื่องการประพฤติปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ ท่านจะให้คำแนะนำในการปฏิบัติต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจำเป็นต้องใช้สิ่งใดช่วยในการปฏิบัติของเราดำเนินไปถูกทาง

เครื่องตามรักษาประการที่สี่ ได้แก่ “สมถานุคคหิต” คือเครื่องป้องกันอันได้แก่ “สมาธิ” ซึ่งปกป้องจิตจากอกุศล อันเปรียบได้กับแมลงและวัชพืช ขณะที่เราเจริญภาวนา

เราใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะมีสติตามรู้สิ่งใดก็ตามที่กำลังปรากฏที่อายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจตามความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ เมื่อสภาวะจิตมีความตั้งมั่นและมีพลังเช่นนี้ โลภะ โทสะ และโมหะ ก็ไม่มีโอกาสที่จะเยื้องกรายเข้ามาได้ ดังนั้น สมาธิ อาจเปรียบได้กับการกำจัดวัชพืชรอบๆต้นไม้ หรือการใช้ยากำจัดแมลงสูตรที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

หากเครื่องตามรักษาสี่ประการแรกนี้ดำรงอยู่ญาณทัศนะย่อมมีโอกาสที่จะเจริญงอกงามได้

**อย่างไรก็ตาม โยคีมักจะติดอยู่กับญาณขั้นต้นๆ และประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาอันเกิดจากสมาธิที่แรงกล้า ซึ่งจะปิดกั้นการปฏิบัติมิให้ก้าวหน้าต่อไปถึงวิปัสสนาญาณขั้นสูงขึ้น

โยคีจึงจำเป็นต้องประกอบด้วยเครื่องตามรักษาประการที่ห้า อันได้แก่ “วิปัสสนานุคคหิต” ซึ่งหมายถึงการเจริญภาวนาอย่างมีพลังที่สืบเนื่องต่อไปในระดับสูงโดยไม่หยุดร่ำไรเพลิดเพลินกับความสงบสุข หรือ อิฏฐารมณ์อื่นๆ อันเกิดจากสมาธิ ความปรารถนาให้ได้มาซึ่งความสุขเหล่านี้เรียกว่า “นิกันติตัณหา” ซึ่งมีความสุขุมลุ่มลึก เปรียบได้กับใยแมงมุม แมลงศัตรูพืชตัวจิ๋ว เชื้อรา แมงมุมตัวเล็กๆ หรือ อินทรีย์สารเล็กๆ ที่เป็นโทษและสามารถหยุดยั้งการเติบโตของต้นไม้ได้

**อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโยคีจะถูกกับระเบิดดังกล่าวเข้าแล้ว วิปัสสนาจารย์ผู้ชำนาญจะทราบได้จากการสอบอารมณ์และจะหนุนนำโยคีให้กลับสู่ทางอันถูกตรงได้นี้คือเหตุผลว่าเหตุใดการเล่าประสบการณ์ของโยคีให้ครูบาอาจารย์ฟัง จึงเป็นเครื่องตามรักษาที่สำคัญยิ่งนักในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

จากหนังสือรู้แจ้งในชาตินี้
พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ

ราชรถสู่พระนิพพาน

 

ดูกรเทพ หนทางที่ท่านดำเนินอยู่นี้ถูกตรงแล้ว และย่อมนำท่านไปสู่ภูมิที่ปลอดจากภัยเป็นอิสระจากความหวาดกลัวใด ๆ อันเป็นจุดมุ่งหมายของท่าน

ท่านจงขับยานอันสงัดเงียบ

๐ ล้อทั้งสองจะเป็นความพากเพียรทางกายและใจ
๐ หิริจะเป็นพนักพิง
๐ สติเป็นเกราะป้องกำบัง
๐ และสัมมาทิฏฐิจะเป็นสารถี

บุคคลไม่ว่าหญิงหรือชายผู้ครอบครองยานนี้และขับยานนี้ไปด้วยดี ย่อมดำเนินถึง “พระนิพพาน” เป็นแน่แท้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หากอริยมรรคสามารถประกอบได้สำเร็จรูปเหมือนรถยนต์ที่มาจากสายการผลิตที่โรงงานก็คงจะดีไม่น้อย

ทว่ามันมิได้เป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติที่น่าสงสารอย่างเรา ๆ จึงต้องลงมือสร้างยานนี้เอง เราต้องติดเครื่องมืออาวุธให้ตัวเราเองด้วยศรัทธาและความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย

เราต้องตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติในทุกสถานการณ์ ฝ่าฟันความยากลำบาก ความเหนื่อยล้าความเบื่อหน่าย และความตึงเครียดจากการดิ้นรนที่จะประกอบยานของเราขึ้นมาเอง

เมื่อประกอบเสร็จแล้ว
๐ เราต้องทุ่มเทความเพียรเพื่อให้ล้อของยานนี้หมุนไป
๐ พยายามดำรงเกราะกำบังแห่งสติไว้ให้มั่นคง
๐ ตั้งมั่นอยู่ในหิริและโอตตัปปะ อันเป็นเสมือนพนักพิงที่จะให้เราอิงอาศัยได้
๐ ฝึกสัมมาทิฏฐิอันเป็นสารถีของเราให้ขับเคลื่อนไปตามทางที่ถูกต้อง

ในที่สุด หลังจากที่ผ่านญาณลำดับต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว เราก็จะได้ครอบครองราชรถแห่งโสดาปัตติมรรค เมื่อราชรถดังกล่าวเป็นของเราแล้วเราจะสามารถดำเนินสู่พระนิพพานได้อย่างสะดวกและง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อราชรถแห่งการเข้าสู่กระแสพระนิพพานได้บรรลุเป้าหมายแล้ว ก็จะไม่มีวันเสื่อมค่าหรือมีสมรรถภาพลดลง ซึ่งแตกต่างจากยานพาหนะอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ เราไม่ต้องหยอดน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วน ยิ่งใช้ก็ยิ่งแข็งแรงและมีความประณีตยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นยานพาหนะที่ปลอดอุบัติเหตุอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราเดินทางบนยานพาหนะนี้ รับประกันได้ว่าจะมีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม

ตราบเท่าที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราจะยังต้องเผชิญกับความขึ้นลง และความผันผวนของชีวิตนานัปการ

บางครั้งอะไร ๆ ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นด้วยดี แต่บางครั้งกลับต้องประสบกับความผิดหวัง ความท้อถอย ความทุกข์และโทมนัสต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้ครอบครองยานพาหนะสู่พระนิพพานแล้ว จะสามารถขับเคลื่อนผ่านเวลาแห่งความทุกข์ยากไปได้อย่างราบรื่น และไม่เสียสมดุลจนเกินไปในยามที่มีความสุข ประตูสู่อบายได้ปิดตายลงแล้ว และบุคคลผู้นั้นสามารถดำเนินไปสู่พระนิพพานอันเป็นที่ที่ปลอดจากทุกข์ภัยทั้งปวงได้ตลอดเวลา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้ : บทที่ ๖ ราชรถสู่พระนิพพาน
โดย พระกัมมัฎฐานจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐