Category Archives: สยาดอร์ อู บัณฑิตา

ปัจจัย ๔ ประการ เพื่อความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม

ปัจจัย ๔ ประการ เพื่อความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม

การจะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จะต้องมีปัจจัย ๔ ประการต่อไปนี้ อยู่พร้อมมูลตั้งแต่ต้น

ประการแรก ผู้ปฏิบัติธรรมจำเป็นที่จะต้องเข้าหาและฝากตนเป็นศิษย์ แก่วิปัสสนาจารย์ที่แท้จริง ผู้ซึ่งสามารถสั่งสอนธรรมมะได้อย่างถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ นี้คือ “สัปปุริสสังเสวะ” ไม่แน่ว่าบุคคลที่เราเข้าไปขอคำแนะนำ จะสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องได้เสมอไป หากเราพบกับคนที่สามารถให้คำแนะนำอย่างถูกต้องได้ บุคคลผู้นี้ก็จะเป็นกัลยาณมิตรให้แก่เรา

ประการที่สอง ผู้ปฏิบัติธรรมพึงตั้งใจฟังแนวทางการปฏิบัติ และคำแนะนำที่ถูกต้องนั้น หรือหาโอกาสอ่านเพิ่มเติม นี้คือ “สัทธัมมสวนะ” หรือการศึกษาธรรมะอย่างถูกต้อง

ประการที่สาม หลังจากนั้นการน้อมนำคำสอนนั้นเข้าสู่จิตใจจะตามมาโดยธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องพยายามรักษาพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของศีลธรรม ซื่อตรง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทั้งในชีวิตประจำวัน หรือระหว่างการอบรมกรรมฐาน นี้คือ “โยนิโสมนสิการ” คือการทำจิตให้แยบคายและมั่นคงในทุกสถานการณ์

ประการที่สี่ การตั้งปณิธานว่า “เราจะปฏิบัติตามพระธรรมดังที่ได้สดับมา” นี้เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฎิปัตติ” คือการปฏิบัติตามหลักธรรม

ปัจจัยเหล่านี้ต้องมีอยู่พร้อมในขณะที่ผู้ปฏิบัติธรรมศึกษาพระธรรมวินัย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ความงามแห่งจิต

พระปัณฑิตาภิวงศ์ (อู บัณฑิตาภิวังสะ)
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

Advertisements

หากในขณะที่เจริญภาวนาอยู่ มีอารมณ์สองอย่างหรือหลายอย่างเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดในขณะเดียวกัน

๐ ปุจฉา
หากในขณะที่เจริญภาวนาอยู่ มีอารมณ์สองอย่างหรือหลายอย่างเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดในขณะเดียวกัน เช่น อาการปวดหลัง กับอาการพอง-ยุบของท้อง จึงดูเหมือนว่ามีอารมณ์ให้เลือกที่จะใส่ใจกำหนดจดจ่อลงไป ตราบเท่าที่อารมณ์นั้นเป็นปรมัตถสภาวะ มิใช่บัญญัติอารมณ์ จะสำคัญไหม ว่าเราจะต้องเลือกกำหนดรู้อารมณ์ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาธิของผู้ปฏิบัติมีความตั้งมั่นและสามารถจะดำรงอยู่กับอารมณ์ใดก็ได้ตามแต่ผู้ปฏิบัติจะต้องการ

๐ วิสัชชนา
ตามธรรมนิทเทส หรือพระธรรมเทศนาในพระคัมภีร์รวมทั้งคำสอนของท่านอาจารย์มหาสีสยาดอ มีคำกล่าวว่า “ใช้อารมณ์ที่ชัดเจน เป็นอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา ” ขณะที่นั่ง อาการพอง-ยุบของท้องจะเป็นอารมณ์ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มเจริญภาวนา จึงใช้พอง-ยุบเป็นอารมณ์หลักในการเจริญภาวนา

คำถามก็คือ “เราจำเป็นต้องกำหนดรู้อารมณ์เพียงอารมณ์เดียวหรือไม่” หากมีอารมณ์อื่นปรากฏชัดเจน เช่น อาการคัน ความเจ็บปวด ความคิด ฯลฯ หากอารมณ์ใหม่ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด ผู้ปฏิบัติก็สามารถทิ้งอารมณ์ที่เป็นหลักในการเจริญภาวนาเพื่อไปกำหนดรู้อารมณ์ที่ชัดเจนดังกล่าวได้

แต่ถ้าผู้ปฏิบัติทิ้งอารมณ์หลักแล้วก็ไม่กำหนดอารมณ์ใหม่ที่เด่นชัดด้วยก็นับว่า ผู้ปฏิบัติพลาดที่จะกำหนดรู้ หรือ ขาดสติไปแล้ว ดังนั้นหากอารมณ์ใหม่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด ผู้ปฏิบัติก็สามารถกำหนดรู้อารมณ์ดังกล่าวได้ และเมื่ออารมณ์นั้นจางคลายหรือหมดสิ้นไป ผู้ปฏิบัติก็พึงกลับไปกำหนดรู้อารมณ์หลักที่เด่นชัด คือ พอง-ยุบอีก หากไม่มีอารมณ์เด่นชัดอื่นใดปรากฏขึ้น ผู้ปฏิบัติก็สามารถกำหนดรู้อารมณ์หลัก คือ พอง-ยุบไปได้เรื่อย ๆ

กำหนดรู้อารมณ์ใดก็ได้ที่เด่นชัดที่สุด
เมื่อสมาธิมีความตั้งมั่น และปัญญาญาณของผู้ปฏิบัติเจริญขึ้น ผู้ปฏิบัติจะระลึกรู้เพียง “สภาวะ” ของอารมณ์ต่างๆ เท่านั้น ดังนั้นขณะที่กำหนดรู้อาการพอง-ยุบ ผู้ปฏิบัติก็จะระลึกรู้ “สภาวลักษณะ” อันได้แก่ ความเคร่งตึง ผ่อนคลาย หรือเคลื่อนไหว เป็นต้น ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติก็จะระลึกรู้ “สามัญลักษณะ” ทั้งสามประการด้วย (คืออนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา)

หากผู้ปฏิบัติสามารถระลึกรู้อารมณ์ได้ในลักษณะนี้อย่างราบรื่น และเลื่อนไหลไปเรื่อยๆ ผู้ปฏิบัติก็สามารถกำหนดรู้อยู่กับอารมณ์หลัก โดยไม่ต้องกำหนดรู้อารมณ์อื่น แม้ว่าจะมีอารมณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ ไม่ถือว่าผิดแต่อย่างใด

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ขณะที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อารมณ์หลัก และมีอารมณ์อื่นที่เด่นชัดเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกอารมณ์ใดก็ได้ที่เด่นชัดที่สุดเป็นอารมณ์ภาวนา หากอารมณ์หลักและอารมณ์ที่เกิดขึ้นใหม่มีความเด่นชัดพอๆ กัน ผู้ปฏิบัติจะกำหนดรู้อารมณ์ใดก็ได้ตามสมควร

ระลึกรู้ด้วยใจ
เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญภาวนาเรื่อยไปโดยราบรื่น ผู้ปฏิบัติจะสามารถกำหนดรู้อารมณ์ต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรมเป็นเพียงการระลึกรู้ด้วยใจ การภาวนาจะมีพลังขับเคลื่อนไปเองตามธรรมชาติ ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สึกอยากจะเปลี่ยนอารมณ์ภาวนา ราวกับว่าจิตของผู้ปฏิบัติเกาะติดอยู่กับอารมณ์อย่างแนบแน่นไปเอง

ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่กำหนดรู้อาการพอง-ยุบ ผู้ปฏิบัติจะระลึกรู้ความเคร่งตึงเคลื่อนไหวต่างๆ ของท้องได้อย่างเด่นชัดมาก ลักษณาการของจิตเช่นนี้จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อผู้ปฏิบัติเข้าถึงวิปัสสนาญาณขั้นสูงขึ้นไป ดังเช่น “สังขารุเบกขาญาณ” ซึ่งเป็นสภาวะแห่งการระลึกรู้สังขารธรรมทั้งปวงด้วยความเป็นกลาง จิตของผู้ปฏิบัติจะอ่อนโยน นุ่มนวลและลุ่มลึกอย่างยิ่ง ขนาดที่แม้ผู้ปฏิบัติจะพยายามส่งจิตออกไประลึก จดจำ หรือคิด ใคร่ครวญถึงกามคุณอารมณ์ใดๆ จิตของผู้ปฏิบัติก็จะไม่ออกไปเสวยอารมณ์ดังกล่าว แต่จะกลับมาตั้งมั่นเป็นกลางอยู่ราวกับการหมุนกลับมาเองของบูมเมอแรงเมื่อถูกขว้างออกไปฉันนั้น

ไม่เลือกอารมณ์ภาวนา
ผู้ปฏิบัติบางคนอาจต้องการเลือกกำหนดรู้เฉพาะอารมณ์ภาวนาที่ตนเองชอบ อาตมาไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น เพราะไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเจริญภาวนาจะต้องดำเนินไปตามวิถีแห่งอริยมรรคทั้งแปด เมื่อเราเจริญมรรคมีองค์แปดอยู่นั้น หากการปฏิบัติของเรายังไม่มีพลังเพียงพอ เราก็ต้องเสริมกำลังให้เจริญภาวนามีความเข้มแข็ง ดังนั้น ผู้ปฏิบัติไม่ควรกังวลว่าจะต้องเลือกกำหนดรู้อารมณ์ใด อะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นในการรับรู้ให้ถือเสียว่าเรากำลังเจริญอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ หากผู้ปฏิบัติสามารถดำเนินไปตามวิถีแห่งมรรคทั้งแปดได้ การเจริญภาวนาของผู้ปฏิบัติก็ย่อมจะถูกต้อง

เจริญภาวนาตามวิถีแห่งมรรค ๘
การเจริญภาวนาตามวิถีแห่งมรรคมีองค์แปดคืออย่างไรเล่า ตราบเท่าที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้สภาวลักษณะและสามัญลักษณะของอารมณ์ใดๆ ที่ปรากฏเด่นชัดได้อย่างถูกตรง ก็ชื่อว่าผู้ปฏิบัติเจริญศีลมรรคอย่างครบถ้วน เมื่อสมาธิและสติของผู้ปฏิบัติหยั่งลึกและมั่นคงมากขึ้น ก็เรียกว่า ผู้ปฏิบัติกำลังเจริญสมาธิมรรคอยู่ และเมื่อการกำหนดรู้ของผู้ปฏิบัติเท่าทันปัจจุบันอารมณ์จนผู้ปฏิบัติประจักษ์แจ้งธรรมชาติอันแท้จริงของอารมณ์ทั้งปวง ก็เท่ากับผู้ปฏิบัติเจริญปัญญามรรคอยู่แล้ว

ดังนั้น ในขณะที่ผู้ปฏิบัติเจริญภาวนาอยู่ ไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะใช้อารมณ์ภาวนาอันใด ตราบเท่า ที่ผู้ปฏิบัติดำ เนินอยู่ในวิถีแห่งมรรคมีองค์แปดข้างต้น (ซึ่งสรุปรวมได้สามกลุ่มคือ ศีล สมาธิ และปัญญา) ก็นับว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง

เมื่อผู้ปฏิบัติเลือกอารมณ์ภาวนาเพื่อกำหนดรู้นั้น สิ่งที่อาจเกิดขึ้นลึกๆ ในจิตใจของผู้ปฏิบัติ คือความรู้สึกปฏิเสธผลักไสอารมณ์ต่างๆ

หากเราปรารถนาอารมณ์ดีๆ หรืออารมณ์ที่เราชอบ ก็เทียบเท่ากับความอยาก (โลภะ) ที่จะได้อารมณ์ดีๆ นั้น ซึ่งเป็นภาวะจิตที่เป็นอกุศล

ในทางตรงกันข้าม หากมีอารมณ์ที่เราไม่ชอบใจปรากฏขึ้น และเราก็รู้สึกไม่พอใจ ความไม่พึงพอใจก็คือ โทสะหรือพยาบาทอีกรูปแบบหนึ่ง

ดังนั้นไม่ว่าจะมีอารมณ์ที่ดีหรือไม่ดี หน้าที่ของผู้ปฏิบัติก็คือกำหนดรู้สภาวะที่แท้ของอารมณ์เหล่านั้นด้วยความเที่ยงตรง โดยไม่เลือก ไม่วิเคราะห์ไตร่ตรองใดๆ ไม่ว่าจะกำหนดรู้อารมณ์ใดๆ ทั้งชอบใจหรือไม่ชอบใจให้กำหนดรับรู้อารมณ์เหล่านั้นไปตามสภาวะที่เป็นจริง ผู้ปฏิบัติต้องเพียรพยายามดำเนินไปตามทางแห่งมรรคมีองค์แปดอยู่เสมอ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ 
จากหนังสือ ปุจฉา-วิสัชชนา วิปัสสนา
พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ดาวน์โหลดหนังสือ “ปุจฉา-วิสัชชนา วิปัสสนาภาวนา”

หนังสือปุจฉา-วิสัชชนา วิปัสสนาภาวนา
พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ

ดาวน์โหลดหนังสือ คลิกที่นี่ >>> ปุจฉา-วิสัชชนา วิปัสสนาภาวนา
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หนังสือ “ปุจฉา-วิสัชชนา วิปัสสนาภาวนา” นี้เรียบเรียงมาจากธรรมบรรยายของพระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ แห่งสำนักวิปัสสนากรรมฐานบัณฑิตาราม ประเทศสหภาพพม่า คำถามคำตอบที่ปรากฏในหนังสือนี้เป็นเพียงส่สนหนึ่งของธรรมบรรยาย ที่หลวงพ่ออูบัณฑิตาแสดงแก่โยคีที่เข้าอบรมสติปัฏฐานภาวนา ที่สำนักของท่านเมือปี ๒๕๔๕-๒๕๔๖ ระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำนักฯ จะจัดโครงการอมรมวิปัสสนากรรมฐานให้แก้โยคีชาวต่างประเทศเป็นประจำทุกปี

ข้อความ จากคำนำ
พิชิต-วิธัญญา ภัทรวิมลพร
ตุลาคม ๒๕๔๖
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

แนวทางปฏิบัติ ๔ อย่าง

การบรรลุธรรมด้วยประสบการณ์ของตนเอง

การระลึกถึงพระพุทธองค์หรือพระพุทธคุณเป็นสิ่งงดงามและสำคัญ แต่การได้เห็นธรรมเท่านั้นจึงจะทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นพระพุทธองค์ได้อย่างแท้จริง

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นตถาคต”

การเจริญพุทธานุสสติที่แท้จริง หมายถึง การเจริญรอยตามพระยุคลบาท ด้วยการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเท่านั้น จึงจะเป็นการสนองเจตนารมณ์อันเปี่ยมด้วยพระกรุณาธิคุณของพระพุทธองค์

เพื่อให้ได้ประโยชน์จากพระธรรมวินัย ผู้ปฏิบัติธรรมควรปฏิบัติตามแนวทาง ๔ อย่าง ที่แสดงไว้ในพระบาลีว่า

๑. สัปปุริสสังเสวะ : การคบหากับกัลยาณมิตร (มิตรดี ได้แก่ วิปัสสนาจารย์ และเพื่อนสหธรรมิก เป็นต้น) ผู้มีความรู้และสามารถสั่งสอนพระธรรม

๒. สัทธัมมัสสวนะ : การรับฟังพระธรรม คำสั่งสอนที่ถูกต้อง

๓. โยนิโสมนสิการ : การกระทำไว้ในใจอย่างแยบคาย รวมถึงการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาด ตลอดจนการธำรงรักษาพฤติกรรมที่ถูกต้องดีงามในทุกๆ สถานการณ์

๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ : ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

ทุกวันนี้คนจำนวนมากยังไม่คุ้นเคยกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และยังนำพระธรรมไปปฏิบัติได้อย่างไม่ถูกต้อง บุคคลเหล่านี้จึงตกไปจากหนทางที่ถูกต้อง

หากผู้ปฏิบัติยึดแนวทางทั้ง ๔ ข้างต้น อย่างระมัดระวัง การปฏิบัติธรรมก็จะส่งผลอย่างคุ้มค่า หาไม่แล้วผู้ปฏิบัติอาจสูญเสียโอกาสอันล้ำค่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ไปอย่างน่าเสียดาย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ “ความงามแห่งจิต”
สยาดอ อู บัณฑิตะ

ประโยชน์ของการเก็บวาจา

ความเงียบ หรือ “การเก็บวาจา” เป็นประโยชน์อีกประการหนึ่งของการอบรมกรรมฐาน

การไม่พูดเป็นส่วนหนึ่งของ “วาจา” ที่บริสุทธิ์ ที่เป็นประโยชน์มากในการลดความวุ่นวาย ความเดือดร้อนภายในจิต ซึ่งเป็นความหมายของความบริสุทธิ์ภายใน

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การมีสติกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุที่แท้จริงของความสงบภายใน

สยาดอ อู บัณฑิตะ
จากหนังสือ “ความงามแห่งจิต”
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

จงออกไปประจัญหน้ากับศตรูและต่อสู้เถิด

อาตมาอยากเตือนผู้เข้ากรรมฐานว่า

ท่านทั้งหลายกำลังอยู่ในแนวหน้าของสงครามแห่งการเผชิญหน้าอยู่กับกิเลส หากไม่ต่อสู้ก็คงจะถูกกิเลสย่ำยีเอาได้ ดังนั้นในฐานะแม่ทัพ อาตมาจึงขอกล่าวว่า

“จงออกไปประจัญหน้ากับศตรูและต่อสู้เถิด”

สยาดอ อู บัณฑิตะ
จากหนังสือ “ความงามแห่งจิต”
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

พลังแห่งอินทรีย์สังวร

พลังแห่งอินทรีย์สังวร

การเจริญอินทรียสังวรเป็นเครื่องมือต่อสู้กับกิเลสที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ อินทรียสังวรมิได้หมายถึง การทำชีวิตให้ด้านชาหรือเป็นดั่งคนที่ตายแล้ว แต่เป็นการเฝ้าระวังอายตนะทั้งหกให้ดี เพื่อมิให้จิตใจโลดแล่นออกไปสู่ความฝันเฟื่อง ความคิด การวางแผนงานใหญ่น้อยทั้งหลาย

ความจริงสติก็คือเหตุที่ทำให้อินทรียสังวรเกิดขึ้นนั่นเอง ทุก ๆ ขณะที่เรามีสติ จิตใจจะได้รับการป้องกันมิให้ความโลภ ความโกรธ และความหลงพลุ่งพล่านขึ้นได้ หากเราระมัดระวัง ในที่สุดจิตก็จะอ่อนโยนลง และพึงพอใจที่จะไม่โลดแล่นออกไปสู่อันตรายจากการจู่โจมของกิเลสได้

ทั้งนี้เราต้องมีความตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่ออารมณ์มากระทบ เราก็ต้องกำหนดอารมณ์นั้นทันทีตามความเป็นจริง เราต้องทำให้การเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน สัมผัสก็สักแต่ว่าสัมผัส รู้รสก็สักแต่ว่ารู้รส และคิดก็สักแต่ว่าอาการคิด

กระบวนการรับรู้เหล่านี้ควรที่จะชัดเจน ง่ายๆ และไม่มีการคิดนึกปรุงแต่ง หรือถูกครอบงำด้วยกิเลส หากสติสมบูรณ์ อารมณ์จะกระทบแล้วผ่านไป โดยไม่มีความคิด หรือปฏิกิริยาใด ๆ มีแต่กระบวนการตามธรรมชาติของอารมณ์เท่านั้น ไม่ว่าเราจะต้องกระทบกับอารมณ์อย่างไร เราจะปลอดภัยจากความชอบหรือความชัง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๕ วิปัสสนาฌาน
โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

ความหมายของคำว่าสติปัฏฐาน

ความหมายของคำว่าสติปัฏฐาน

สติปัฏฐาน เป็นศัพท์สมาสที่มาจากศัพท์ ๒ ศัพท์ คือ “สติ” + “ปัฏฐาน

คำว่า สติ มีรากศัพท์มาจากคำว่า สํสรติ ซึ่งมีความหมายว่า การจำ แต่เมื่อกล่าวโดยนัยของ “สติเจตสิก”

สติ จะ หมายถึง การระลึกได้ในอารมณ์ การจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ การระลึกรู้ความตื่นตัว ทั่วพร้อม และความใส่ใจไม่ประมาท มากกว่าการจดจำเรื่องในอดีต

สติ แปลว่า การระลึกรู้อารมณ์ที่ผ่านมาแล้ว ระลึกรู้อารมณ์ที่ยังมาไม่ถึง หรืออาจเป็นการระลึกรู้อกุศลกรรมซึ่งเคยธรรมมาก่อน การระลึกรู้เช่นนี้ไม่จัดเป็นสติตามหลักการปฏิบัติธรรม เพราะสติตามนัยนี้เป็นสภาวธรรมฝ่ายดี หมายถึง การระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบันภายในร่างกายที่ ยาวว่า หนาคืบ กว้างศอก มีใจครอง การระลึกรู้สภาวธรรมที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในปัจจุบันขณะ จัดว่าเป็นสภาวธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับเราในปัจจุบันขณะและเป็นอารมณ์ของการเจริญสติปัฏฐาน เช่นสภาวธรรมทางจิตที่ประกอบด้วยความโกรธ ความฟุ้ง หรือสภาวธรรมทางกายเช่นการเคลื่อนไหวของเท้า การปฏิบัติธรรม พึงจดจ่อตามรู้ปัจจุบันอารมณ์อย่างเดียว

สติมีลักษณะ ทำให้จิตใจไม่เลื่อนลอย (อปิลาปนลักขณา) หมายถึง จิตไม่ซัดส่ายฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่นจากปัจจุบันที่กำหนดอยู่ โดยไม่คิดถึงอดีตหรืออนาคต

ปัฏฐาน แปลว่า เข้าไปตั้งไว้ หมายถึง ความจดจ่ออย่างต่อเนื่อง การสร้างขึ้น การนำมาใช้ การทำให้ปรากฏขึ้นและตั้งอยู่อย่างแนบแน่นและมั่นคง ความจดจ่อ หมายถึง การกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานโดยละเอียด ความต่อเนื่องคือ การตามรู้สภาวธรรมปัจจุบันโดยไม่ขาดจังหวะ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเกิดขึ้นทางทวารใดก็กำหนดรู้ได้ทันปัจจุบัน

คำว่า สติปัฏฐาน จึงหมายถึง การทำให้สติเกิดขึ้น และ ดำรงอยู่อย่างแน่นแฟ้นมั่นคง และ แนบสนิทกับอารมณ์ที่กำลังกำหนดรู้อยู่การระลึกรู้เช่นนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า สุปฺปติฏฺฐิต สติ หรือ สติที่ตั้งมั่นด้วยดี

เป็นการกำหนดรู้สภาวธรรมปัจจุบันโดยจดจ่อสภาวธรรมปัจจุบันในแต่ละขณะอย่างต่อเนื่อง ความจดจ่อมีลักษณะเพ่งจิตลงไปที่อารมณ์กรรมฐาน และกำหนดรู้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์

คำว่าสติปัฏฐาน เป็นไวพจน์ของสัมมาสติ คือ การระลึกชอบ พระพุทธองค์ตรัสว่า สัมมาสติมีอารมณ์ ๔ ประเภท คือ กองรูป เวทนา จิต และสภาวธรรม

ฐานทั้งสี่ของสติ
การดำรงสติไว้ที่ฐานทั้งสี่มีสาระสำคัญเหมือนกันเพียงประการเดียวก็คือ การน้อมจิตมาระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงอย่างมีสติฐานทั้งสี่นี้จำแนกออกตามอารมณ์หรือ สิ่งที่จิตไปกำหนดรู้ ๔ อย่าง คือ

๑ ร่างกาย (กาย)
๒ ความรู้สึก (เวทนา)
๓ สภาวะการระลึกรู้ของจิต (จิต)
๔ อารมณ์ที่จิตเข้าไประลึกรู้ (ธรรม) หมายรวมถึงสภาพธรรมต่างๆ เช่น นิวรณ์ทั้งห้า ขันธ์ห้า อายตนะภายในทั้งหกอายตนะภายนอกทั้งหก โพชฌงค์เจ็ด และอริยสัจสี่)

สรุปสติ และสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางของการปฏิบัติธรรม

สติ คือ การระลึกรู้ในอารมณ์ปัจจุบัน ระลึกรู้ในสภาวธรรมที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในปัจจุบันขณะ

สติปัฏฐาน คือ การระลึกรู้ในอารมณ์ปัจจุบัน ระลึกรู้ในสภาวธรรมที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในปัจจุบันขณะ เป็นการกำหนดรู้สภาวธรรมปัจจุบันโดยจดจ่อสภาวธรรมปัจจุบันในแต่ละขณะอย่างต่อเนื่อง ความจดจ่อมีลักษณะเพ่งจิตลงไปที่อารมณ์กรรมฐาน และกำหนดรู้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ น้อมระลึกไปในฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
รวมรวมและสรุปความหมายของคำว่าสติปัฏฐาน ๔
จากหนังสือ :
๑. โพธิปักขิยธรรม พระคันธสาราภิวงศ์
๒. หนังสือความหมายของคำว่าสติปัฏฐาน ท่านอูบัณฑิต

หนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้

หนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
ดาวน์โหลดหนังสือ (ฉบับรวมเล่ม) : คลิกที่นี่ => ฉบับรวมเล่ม

ดาวน์โหลดหนังสือ (เล่มเล็ก) มี 5 เล่ม
เล่ม 1 : บทที่ 1 การอบรมศีล และเจริญภานาเบื้องต้น และ บทที่ 5 วิปัสสนาญาณ
: คลิกที่นี่ => เล่ม 1

จัดพิมพ์โดย ชมรมกัลยาณธรรม 4 เล่ม
เล่ม 2 : บทที่ 2 รู้แจ้งปรมัตถธรรมด้วยการเจริญพละ 5 : คลิกที่นี่ => เล่ม 2
เล่ม 3 : บทที่ 3 กองทัพทั้งสิบของมาร : คลิกที่นี่ => เล่ม 3
เล่ม 4 : บทที่ 4 โพชฌงค์  : คลิกที่นี่ => เล่ม 4
เล่ม 5 : บทที่ 6 ราชรถสู่พระนิพพาน  : คลิกที่นี่ => เล่ม 5

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หลวงพ่อ อูบัณฑิตา ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ว่า

“แรงบันดาลใจในการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ควรมาจากความเชื่อที่ว่า ที่สุดของทุกข์มีอยู่ และเราสามารถทำให้ถึงความสิ้นทุกข์ได้ด้วยการปฏิบัติธรรม”

ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะสามารถสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของหลวงพ่อ ในการสร้างกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติไม่ย่อท้อที่จะเดินตามทางสายเอก คือ สติปัฏฐานวิปัสสนาภาวนา เพราะผู้ปฏิบัติถูกตรงย่อมสามารถรู้แจ้งธรรมได้ในชาตินี้ ลีลาในการสอนของหลวงพ่อ แม้จะดูง่ายๆ อ่อนโยน ตรงไปตรงมา เปี่ยมด้วยเมตตา แต่ก็แฝงด้วยความจริงจัง คมชัด ลุ่มลึก และงดงามเป็นอย่างยิ่ง

ข้อความส่วนหนึ่งจากคำนำ โดยผู้แปล
พิชิต – วิธัญญา ภัทรวิมลพร
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เครื่องประดับที่งดงาม

อันที่จริงแล้ว ในโลกนี้ไม่มีเครื่องประดับอันใดที่จะงดงามไปกว่าความประพฤติอันบริสุทธิ์หมดจด ไม่มีที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่อันใด และไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นบาทฐานให้ปัญญาฌานเจริญงอกงามได้เทียบเท่ากับศีล ศีลก่อให้เกิดความงามที่มิได้ฉาบทาเพียงภายนอก แต่เป็นความงดงามจากใจที่สะท้อนให้เห็นได้ในตัวบุคคล

เครื่องประดับนี้เหมาะสมกับทุกเพศ ทุกวัย ในทุกสถานะและทุกฤดูกาล ดังนั้นจึงโปรดรักษาความบริสุทธิ์หมดจดแห่งความประพฤติของท่านไว้ให้รุ่งเรืองต่อเนื่องอยู่เสมอ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น
โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

สำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์

สำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์

ศีลมิใช่ข้อบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้และมิได้จำกัดอยู่แต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น อันที่จริงศีลมีรากฐานมาจากสำนึกเบื้องต้นแห่งความเป็นมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเราเกิดอารมณ์โกรธและต้องการทำร้ายผู้อื่น หากเราลองเอาใจเขามาใส่ใจเราและพิจารณาสิ่งที่เราอยากจะทำอย่างซื่อตรง เราจะตอบได้ทันทีว่า “เราไม่ต้องการให้คนอื่นทำเช่นนั้นกับเรา การทำร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่โหดร้ายและไม่ยุติธรรม” หากเรารู้สึกเช่นนี้กับสิ่งที่เราคิดอยากจะทำ ก็เชื่อได้ว่าการกระทำนั้นไม่ดีงาม

หากพิจารณาในแง่นี้อาจมองได้ว่าการรักษาศีล คือ การแสดงออกถึงสำนึกแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตอื่นๆ เราต่างรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรเมื่อถูกทำร้ายและด้วยความเมตตาและเกื้อกูลต่อผู้อื่น เราจึงตั้งใจจะหลีกเลี่ยงการทำร้ายผู้อื่น เราควรยึดมั่นในการกล่าวแต่สิ่งที่เป็นความจริงและหลีกเลี่ยงคำพูดที่ประทุษร้ายหลอกลวงและกล่าวโทษผู้อื่น

เมื่อเราฝึกฝนที่จะหลีกเลี่ยงคำพูดและการกระทำที่เป็นไปด้วยความโกรธภาวะจิตที่หยาบกระด้างและไม่หมดจดงดงามนี้อาจค่อยๆ หมดไป หรืออย่างน้อยก็อาจจะอ่อนกำลังลงหรือเกิดขึ้นน้อยลง แน่นอน ความโกรธมิใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้เราทำร้ายผู้อื่น ความโลภก็อาจทำให้เราหยิบฉวยสิ่งของใดๆ โดยผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมได้ หรือความปรารถนาทางกามสุขอาจทำให้เราเอาใจไปผูกพันเกี่ยวเกาะกับคู่ของบุคคลอื่น หากเราพิจารณาว่า เราอาจทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดได้มากเพียงไรแล้ว เราย่อมจะพยายามข่มใจไม่ให้ตกเป็นทาสของกามตัณหานั้น

แม้บริโภคเป็นจำนวนน้อย สิ่งเสพย์ติดมึนเมาก็อาจทำให้เราระมัดระวังตัวน้อยลง และประพฤติผิดทำนองคลองธรรมเพราะถูกครอบงำด้วยความโกรธและความโลภได้ง่ายขึ้น บางคนกล่าวว่าการใช้ยาที่มีสารเสพย์ติดหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากนัก

ตรงกันข้าม การบริโภคสิ่งเหล่านี้มีอันตรายมาก เพราะอาจทำให้คนที่มีจิตใจดีกลายเป็นคนหลงลืมไร้สติได้ สิ่งเสพย์ติดและของมึนเมานั้นไม่ต่างจากผู้สมรู้ร่วมคิดในการก่ออาชญากรรมซึ่งเปิดประตูสู่ปัญหานานาประการ เริ่มตั้งแต่การพูดเพ้อเจ้อไปจนถึงการแสดงอารมณ์รุนแรง หรือความประมาทที่อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของตนเองและผู้อื่น การเว้นจากการบริโภคสิ่งเสพย์ติดมึน เมาจึงเป็นทางหนึ่งที่จะปกป้องมิให้ศีลข้ออื่นด่างพร้อยด้วย

ผู้ที่มีศรัทธาทุ่มเทต้องการรักษาศีลมากขึ้น หากเป็นฆราวาสอาจรักษาศีลแปดและศีลสิบแม่ชีรักษาศีลสิบ และพระภิกษุรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น
โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

เราฝึกเจริญภาวนาเพื่อ….

เรามิได้ฝึกเจริญภาวนาเพื่อให้ผู้ใดยกย่อง แต่เพื่อมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สันติสุขในโลก เราพากเพียรปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและน้อมรับการอบรมชี้นำจากครูบาอาจารย์ผู้ควรแก่การบูชา

ด้วยหวังว่าเราสามารถจะเข้าถึงพุทธภาวะแห่งความบริสุทธิ์อันสูงสุดนี้แล้ว เราย่อมสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นและช่วยให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากพระธรรมหรือความจริงอันสูงสุดนี้ได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ข้อความจากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น

โดย… ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

คนบ้าเพราะโกรธ (โกธุมมัตตกะ)

คนบ้าเพราะโกรธ (โกธุมมัตตกะ) ผู้ที่ไม่พอใจในสมบัติหรือคุณความดีของผู้อื่น หรือริษยาเมื่อผู้อื่นประสบความสำเร็จ ขาดความเมตตา กรุณา ควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่น

บางคนคิดว่าการควบคุมจิตใจตนเองเป็นทุกข์ เมื่อถูกตำหนิก็หาว่าถูกลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคล คนพวกนี้จะรู้สึกเป็นสุขในการที่ไม่ต้องควบคุมตัวเอง ทำตามความอยากของตนเอง ไม่ละเว้นสิ่งที่ควรละเว้น ดังนั้นโทสะจึงเกิดขึ้นต่อจากความสุขนั้น สุดท้ายก็ต้องประสบกับปัญหา เพราะไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของการควบคุมตนเอง และคิดว่าการไม่ควบคุมตนเอง ทำตามอำเภอใจเป็นสิ่งดี จึงกระทำทุจริตด้วยความหลงผิด เป็นบ้าเพราะความหลง

เมื่อเกิดโลภะ โทสะ โมหะ จิตใจย่อมผิดปกติ ร่างกายก็ผิดปกติตามไปด้วย ทำให้การไหลเวียนของโลหิตผิดปกติ ทำให้บุคคลนั้นดูน่าเกลียด ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนไปด้วย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ๖๐ ชั่วโมงกับเทศนาธรรม
ของพระกัมมัฏฐานาจริยะ พระปัณฑิตาภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ประเภทของโยคี

ประเภทของโยคี

ขณะที่โยคีรับประทานอาหารโดยไม่กำหนดรู้ เมื่อรับรู้ว่าอาหารอร่อย กิเลสย่อมเกิดขึ้น โยคีเดินทางมาจากแดนไกล ควรปฏิบัติธรรมให้ไดรับประโยชน์อย่างเต็มที่ กล่าวคือโยคีต้องมีความเพียรจึงจะได้รับรสแห่งพระธรรม ถ้าโยคีพยายามอย่างหนัก แม้ในเวลาเพียง 2-3 วัน หรือแม้ 1-2 สัปดาห์ ก็ก้าวหน้าได้ แต่ถ้าปฏิบัติไปเรื่อยๆ โดยขาดความเพียรพยายามก็จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ จากการปฏิบัติธรรม

ตัวอย่างเช่นคนป่วยไข้ก็ต้องกินยา ถ้ากินแล้วไม่หายป่วยอาจคิดว่ายาไม่ดีพอ เช่นเดียวกับโยคี ถ้ามีความเพียรไม่พอ การฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า ก็จะเกิดความสงสัยในวิธีการปฏิบัติ ดังนั้นคนป่วยต้องกินยาตามแพทย์แนะนำ เช่นเดียวกันกับโยคีที่เดินทางมาจากแดนไกล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องปฏิบัติด้วยความเพียรตามคำแนะนำของวิปัสสนาจารย์อย่างเคร่งครัด

โยคีอาจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. โยคีโดยชื่อ คือโยคีที่ไม่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ปฏิบัติให้ละเอียดลึกซึ้งตามคำแนะนำ จึงเกิดความสงสัยในวิธีการปฏิบัติ ดังนั้น จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพราะประสบการณ์จะเกิดจากการปฏิบัติมิใช่เกิดจากความนึกคิดเอาเอง

2. โยคีท่าดีทีเหลว คือโยคีที่ปฏิบัติอย่างช้าๆ อย่างขยันขันแข็ง แต่ขาดการมีสติตามรู้สภาวธรรมที่ปรากฏ จึงไม่ประสบความสำเร็จ

3. โยคีที่ดี คือ ผู้ฟังคำแนะนำอย่างตั้งอกตั้งใจ มีความเพียรจดจ่ออยู่ที่รูปหรือนามอย่างต่อเนื่อง และรายงาน (ส่งอารมณ์) ให้วิปัสสนาจารย์อย่างซื่อสัตย์ทั้งจุดอ่อนหรือจุดแข็ง ก็จะมีประสบการณ์ในเวลาอันสั้น

จากปกรณ์และการปฏิบัติกล่าวได้ว่า โยคีคือผู้ที่ตั้งเป้าหมายปฏิบัติอย่างพากเพียร ที่จะกำหนดรู้อารมณ์ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับสนิท โดยใช้เวลาทุกเสี้ยววินาทีในการมีสติตามรู้รูปและนามอย่างต่อเนื่อง เล่นโยคีมีสติกำหนดรู้อาการพองหรือยุบ จะต้องมีความเพียรให้สติพุ่งตรงไปที่พองหรือยุบ ด้วยความตั้งใจ จิตที่กำหนดรู้จะแนบแน่นกับพองหรือยุบ ซึ่งเป็นอารมณ์หลัก ทำให้จิตบริสุทธิ์ จิตจะพัฒนาขึ้นโยคีจะเห็นการเกิดดับของรูปนาม ความรู้ที่เพิ่มขึ้นนี้เรียกว่า “ภาวนา” ความเพียรจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเจริญสติ เพราะสติที่เกิดขึ้นจะป้องกันมิให้กิเลสเกิด เมื่อสมาธิแก้กล้า จะทำให้เกิดปัญญา โยคีพึงพัฒนาจิตให้ก้าวหน้าขึ้นไป

แต่ถ้าโยคีขาดสติ เพราะปฏิบัติแบบง่ายๆ ขาดความเพียร จะปราศจากกุศลจิตและปัญญา เช่น ถ้าขาดสติใน 1 วินาที ก็จะขาดกุศลจิตและปัญญา 1 ครั้ง ภายใน 5 นาที ก็จะขาดกุศลจิตและปัญญา 300 ครั้ง ดังนั้น โยคีจึงต้องมีความเพียรให้มากและต่อเนื่อง ถ้ามีความเพียรมากแม้ปัญญาไม่เกิด แต่กุศลจิตก็จะพัฒนาขึ้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ๖๐ ชั่วโมงกับเทศนาธรรม
ของพระกัมมัฏฐานาจริยะ พระปัณฑิตาภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ความหัวดื้อและลบหลู่คุณท่าน

กองทัพที่แปด : ความหัวดื้อและลบหลู่คุณท่าน

หลังจากที่เอาชนะความสงสัยได้แล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเห็นแสงแห่งพระธรรม แต่ทว่ายังมีกองทัพที่แปดของมารซุ่มรออยู่ในรูปของ ความหัวดื้อ อวดดี และความลบหลู่บุญคุณท่าน ความทะนงอวดดีจะเกิดขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติเริ่มประสบกับความสุข ปีติ ความพึงพอใจ และประสบการณ์ที่ดีอื่น ๆ จากการปฏิบัติ ณ จุดนี้ ผู้ปฏิบัติอาจคิดไปว่า พระอาจารย์จะเข้าถึงสภาวะที่วิเศษนี้แล้วหรือยังและผู้ปฏิบัติอื่น ๆ จะมีความเพียรเท่าตนหรือเปล่า ฯลฯ

ความหัวดื้อถือดีมักจะเกิดขึ้นในขั้นที่ผู้ปฏิบัติมีญาณประจักษ์เห็นการเกิดดับของสภาวธรรมต่าง ๆ นับเป็นความรู้สึกที่วิเศษที่สามารถอยู่กับปัจจุบันโดยสมบูรณ์ เห็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไปทุกขณะที่สติตามกำหนดรู้อยู่ ในขั้นนี้อาจมีเครื่องเศร้าหมองแทรกซ้อนเข้ามาได้มากมายสิ่งเหล่านี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า วิปัสสนูปกิเลส

เนื่องจากวิปัสสนูปกิเลสอาจกลายเป็นอุปสรรคที่อันตรายมากต่อการเจริญกรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกิเลสเหล่านี้ให้แจ่มแจ้ง

พระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า มานะหรือความทะนงตนมีสภาพฟูฟ่อง มีความปรารถนาสูง และกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า ผู้ปฏิบัติจะมีพลังล้นเหลือและถือความคิดของตนเองเป็นหลัก มีแต่ความคิดชื่นชมตนเอง เช่น “ฉันเยี่ยมมาก ไม่มีใครเทียบฉันได้”

ลักษณะเด่นของมานะก็คือ ความแข็งกระด้าง จิตจะรู้สึกกระด้าง และฟูฟ่อง เหมือนงูเหลือมที่เพิ่งกลืนเหยื่อเข้าไป อาการของมานะอีกประการหนึ่ง จะแสดงให้เห็นในลักษณะที่เป็นเคร่งตึงของร่างกายและอิริยาบถต่าง ๆ ผู้ที่เป็นเหยื่อของมานะจะกลายเป็นคนหัวสูงและคอแข็ง ยากที่จะก้มศีรษะทำความเคารพผู้อื่น

การลืมบุญคุณท่าน
มานะเป็นสภาวจิตที่น่ากลัวโดยแท้ มันทำลายความกตัญญูรู้คุณ ทำให้ไม่อาจยอมรับได้ว่าเราเป็นหนี้บุญคุณผู้อื่น การลืมเลือนความดีงามที่คนอื่นได้ทำไว้ให้แก่เราในอดีต ทำให้เรามองข้ามคุณความดีและลบหลู่คุณธรรมของท่านเหล่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ที่ประกอบด้วยมานะจะพยายามปิดบังความดีของผู้อื่น เพื่อมิให้ผู้อื่นได้รับความเคารพยกย่อง การลบหลู่คุณท่านเป็นลักษณะที่สองของมานะ อันมีความทรนงแข็งกระด้างเป็นลักษณะแรก

เราทุกคนล้วนมีผู้ที่มีพระคุณต่อเราทั้งสิ้น โดยเฉพาะในวัยเด็กและตอนที่อายุยังน้อยยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่เป็นผู้ให้ความรัก การศึกษาและสิ่งจำเป็นต่าง ๆ สำหรับชีวิตในช่วงที่เราไม่อาจช่วยตัวเองได้ ครูอาจารย์ให้ความรู้แก่เรา เพื่อน ๆ ให้ความช่วยเหลือยามเราทุกข์ยากลำบาก

การจดจำบุญคุณที่ผู้อื่นได้ช่วยเหลือเราไว้ ทำให้เรารู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน มีความกตัญญูและมองหาโอกาสที่จะตอบแทนพระคุณ ด้วยความรู้สึกอันอ่อนโยนนี้เอง เราจะสามารถเอาชนะกองทัพที่แปดของมารได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
กองทัพทั้งสิบของมาร
โดย..ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

กองทัพทั้งสิบของมาร

การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อาจเปรียบได้กับการทำสงครามระหว่างสภาวจิตที่เป็นกุศลและอกุศล กองทัพฝ่ายอกุศลได้แก่ กิเลส หรือที่รู้จักกันในนามว่า “กองทัพทั้งสิบของมาร”

ในภาษาบาลี คำว่า “มาร” หมายถึงผู้ทำลายหรือผู้สังหาร ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของพลังที่ทำลายล้างคุณธรรม ตลอดจนสรรพชีวิต กองทัพของมารพร้อมที่จะโจมตีผู้ปฏิบัติได้ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์ในคืนที่จะตรัสรู้

คัมภีร์สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ไม่แสดงถึงพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค ที่ ตรัสไว้เกี่ยวกับมาร ดังนี้

๐ กิเลสกามทั้งหลาย เรากล่าวว่า เป็นกองทัพที่หนึ่งของท่าน
๐ ความไม่ยินดีเป็นกองทัพที่สอง
๐ ความหิวกระหายเป็นกองทัพที่สาม
๐ ตัณหา (ความทะยานอยาก) เป็นกองทัพที่สี่
๐ ถีนมิทธะ (ความหดหู่ และเซื่องซึม) เป็นกองทัพที่ห้า
๐ ความกลัวเป็นกองทัพที่หก
๐ วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เป็นกองทัพที่เจ็ด
๐ มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) และถัมภะ (ความหัวดื้อ) เป็นกองทัพที่แปด
๐ ลาภ สรรเสริญ สักการะและยศที่ได้มาผิด ๆ เป็นกองทัพที่เก้า
๐ การยกตนข่มผู้อื่นเป็นกองทัพที่สิบ

ดูก่อน มาร เสนาของท่านมีปกติกำจัดคนซึ่งมีธรรมดำ (อกุศลธรรม) คนขลาดเอาชนะเสนาไม่ได  ส่วนคนกล้าเท่านั้น ย่อมเอาชนะกองทัพของมารแล้วสามารถได้รับสุข”

พลังมืดอันเป็นอกุศลในจิตของเรานี้ จะถูกกำจัดได้ด้วยพลังของกุศลจากการเจริญสติปัฐานวิปัสสนาซึ่งมีสติพร้อมทั้งศรัทธา วิริยะ สมาธิและปัญญา ที่เป็นกลยุทธ์ในการจู่โจมและป้องกันเป็นศาสตราวุธ

เมื่อมารมาท้าทายพระพุทธองค์ เราทราบดีว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ
แต่ในการปฏิบัติของเรา ฝ่ายไหนเล่าจะเป็นฝ่ายชนะ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
กองทัพทั้งสิบของมาร
โดย..ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ

การภาวนาทำจิตที่กระด้างให้อ่อนโยนลง

ทำจิตที่กระด้างให้อ่อนโยนลง

พระพุทธองค์ตรัสว่า “การเจริญภาวนาสามารถทำให้เกิดความรู้และปัญญามั่นคงและยิ่งใหญ่ดั่งพื้นพสุธาได้” ปัญญาดังกล่าวจะซึมซับเข้าสู่จิตใจ เปิดใจให้กว้างและเบิกบาน หากปราศจากการภาวนาแล้ว จิตก็จะคับแคบและแข็งกระด้าง ถูกครอบงำด้วยกิเลสตลอดเวลา ทุก ๆขณะที่เราขาดสติ กิเลสก็จะแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ ทำให้รู้สึกคับข้องใจ ตึงเครียด และกระวนกระวาย

อารมณ์ที่ถาโถมเข้ามากระทบผ่านอายตนะทั้งหกนี้ บางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี บางครั้งน่ายินดี บางครั้งไม่พึงปรารถนา เมื่อเราเห็นสิ่งที่น่ายินดี จิตที่ขาดสติจะเปี่ยมไปด้วยความทะยานอยาก และเข้าไปยึดมั่นร้อยรัดอยู่กับสิ่งนั้น เมื่อจิตถูกครอบงำด้วยความตึงเครียด และความกระวนกระวายเช่นนี้ จิตก็จะมุ่งแต่คิดหาทางให้ได้มาซึ่งอารมณ์อันน่าถึงปรารถนายิ่งขึ้น เมื่อความคิดดังกล่าวเกิดขึ้นในใจ การกระทำทางกายและวาจาก็อาจเกิดตามมาด้วย

ถ้าหากอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนามากระทบในขณะที่จิตขาดสติ ความรู้สึกปฏิเสธผลักไสย่อมจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ในทำนองเดียวกันจิตใจก็จะเกิดความกระวนกระวาย และอาจมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นเช่น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอาจกลายเป็นงอง้ำ หรือเปลี่ยนเป็นคำพูดที่รุนแรงร้ายกาจ หรือแม้แต่การกระทำรุนแรงต่าง ๆ

เมื่อเผชิญกับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีหรือยินร้าย หากจิตขาดสติคุ้มครอง ความหลงจะเข้าครอบงำจิตใจ ทำให้ไม่อาจมองเห็นความเป็นจริงได้ ในเวลานั้น จิตก็จะตึงเครียด และแข็งกระด้างเช่นเดียวกัน

คงเป็นการไม่ฉลาดที่จะคิดว่าเราจะสามารถกำจัดอารมณ์ที่พึงปรารถนา ไม่พึงปรารถนาหรือความรู้สึกเฉย ๆ ให้หมดไปจากชีวิตเราได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องรักษาจิตใจให้อยู่กับอารมณ์เหล่านี้ได้ด้วยดี

บางคนอาจคิดว่าเราอาจจะอุดหูด้วยสำลี เอาผ้าปิดตา แล้วคลำทางไปในขณะรักษาใจให้เป็นสมาธิ แต่แน่นอนว่า เราไม่อาจปิดรูจมูก หรือบังคับลิ้นมิให้รู้รส หรือร่างกายมิให้รับรู้ความร้อน หนาว และความรู้สึกอื่น ๆ ได้ ในขณะนั่งสมาธิ แม้ว่าเราจะพยายามรักษาใจให้อยู่กับอารมณ์หลักเพียงอย่างเดียว แต่เราก็ยังได้ยินเสียงและความรู้สึกต่าง ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้อย่างเด่นชัดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าเราจะพยายามอย่างดีที่สุดอย่างไร เราก็ยังเผลอได้เป็นครั้งคราวและความคิดก็อาจเตลิดไปโดยเราไม่สามารถยับยั้งได้เลย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๕ วิปัสสนาญาณ
โดย..ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

รักษาความต่อเนื่องของสติ

การเจริญภาวนาไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงหลังจากการนั่งสมาธิแล้วหนึ่งชั่วโมง แต่อาจปฏิบัติสืบเนื่องต่อไปตลอดวัน เมื่อเราลุกจากนั่งสมาธิ เราจะต้องกำหนดอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่เริ่มแรกที่เกิดความอยากที่จะลืมตา “อยาก (ลืมตา) หนอ อยากหนอ…ลืม (ตา) หนอ…ลืม(ตา) หนอ” เข้าไปรู้สึกความต้องการทางใจที่จะลืมตาและความรู้สึกทางกายของเปลือกตาที่ค่อยๆ เปิดขึ้น

กำหนดรู้ต่อไปอย่างเอาใจใส่และแม่นยำ ด้วยพลังแห่งการกำหนดที่เต็มเปี่ยมตลอดการเปลี่ยนแปรของอิริยาบถจนยืนขึ้นตรงและเมื่อเริ่มจะเดิน เราควรระลึกรู้ และกำหนดการกระทำและอิริยาบถทุกอย่างตลอดวัน เช่น การยืดและงอแขน จับช้อน ใส่เสื้อผ้า แปรงฟัน ปิดประตู เปิดประตู หลับตา รับประทานอาหาร เป็นต้น

เว้นไว้เพียงช่วงเวลาที่เราหลับสนิทไปแล้ว นอกจากนั้น เราควรรักษาความต่อเนื่องของสติตลอดเวลาที่เราตื่นอยู่ อันที่จริงการกระทำเช่นนี้มิใช่งานที่หนักหนา แต่เป็นเพียงการนั่งและการเดินอย่างต่อเนื่องโดยตามระลึกรู้สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏทางกายทางใจเท่านั้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้
บทที่ ๑ การอบรมศีลและเจริญภาวนาเบื้องต้น
โดย..ท่านอูบัณฑิตาภิวังสะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

จะรู้ได้อย่างไรว่าการกำหนดรู้ถูกต้องดีแล้ว

ปุจฉา : จะรู้ได้อย่างไรว่าการกำหนดรู้ถูกต้องดีแล้ว

วิสัชนา : เมื่อกำหนดรู้ได้ดี ผู้ปฏิบัติธรรมจะรู้สึกว่า รู้อารมณ์ได้เองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องพยายามมองหาอารมณ์นั้น คล้ายกับเล่นเปียโน ผู้เล่นจะก้าวหน้าถึงขั้นที่ไม่ต้องมีคนคอยแนะนำ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ความงามแห่งจิต
พระปัณฑิตาภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

คงไม่เป็นการเพียงพอที่จะพูดว่า ต่อไปนี้เราจะเป็นคนดี

เราอาจต้องยอมรับว่า คงไม่เป็นการเพียงพอที่จะพูดว่า ต่อไปนี้เราจะเป็นคนดี จะเลิกนิสัยต่างๆ ที่ไม่ดีเสีย เราต้องฝึกอบรมจิต มิฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว สัญชาตญาณที่เกิดจากอุปนิสัยที่มุ่งร้าย โลภ หรือหลง ก็จะครอบงำอีก และทำให้เราแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกไป นี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ผู้ปฏิบัติธรรมต้องควบคุมจิตใจของตนเองด้วยการเจริญกรรมฐาน หากปราศจากการกำหนดรู้ที่แม่นยำและมีพลังของการเจริญวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐานแล้ว เมื่อใดก็ตามอารมณ์ที่พึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนา หรืออารมณ์อื่นที่ไม่ชัดเจนเข้ามากระทบ เมื่อนั้นกิเลสที่เกิดจากอารมณ์นั้น คือ ความโลภ โกรธ หรือความหลง ก็จะปรากฏขึ้นทำให้จิตใจขุ่นมัว

อย่างไรก็ตาม หากผู้ปฏิบัติธรรมทำหน้าที่กำหนดพยายามตามรู้อารมณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็จะสามารถเห็นอารมณ์เหล่านี้ได้ชัดเจน กิเลสใดๆ จะไม่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ปฏิบัติธรรมจะสามารถรักษาจิตให้ตั้งมั่นอยู่ได้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ความงามแห่งจิต
พระปัณฑิตาภิวงศ์
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

โยคีควรทำอย่างไรเมื่อรู้สึกว่าประสบการณ์ภาวนาของตนชะงักงันไม่ก้าวหน้าเป็นเวลานานและศรัทธาของตนก็เริ่มเสื่อมถอยลง

๐ ปุจฉา
โยคีควรทำอย่างไรเมื่อรู้สึกว่าประสบการณ์ภาวนาของตนชะงักงันไม่ก้าวหน้าเป็นเวลานานและศรัทธาของตนก็เริ่มเสื่อมถอยลง

๐ วิสัชชนา
การปฏิบัติจะก้าวหน้าหรือไม่มิใช่หน้าที่ของโยคีที่จะตัดสิน การนึกคิดดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่โยคีควรกระทำ สิ่งที่โยคีพึงกระทำคือ ต้องตระหนักว่าโยคีสามารถกำหนดรู้หรือมีสติสัมปชัญญะหรือไม่ ขณะที่เจริญสติโยคีสามารถสังเกตุอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจนหรือไม่ สติของโยคีมีพลังหรือมีคุณภาพในระดับใด แม้โยคีจะคิดว่าการภาวนาของตนกำลังเป็นไปด้วยดี วิปัสสนาจารย์ก็อาจมีความคิดเห็นไม่ตรงกับโยคีก็ได้ หรือแม้โยคีคิดว่าการปฏิบัติของตนไม่ก้าวหน้าเลย วิปัสสนาจารย์ก็อาจเห็นเป็นอย่างอื่นได้

จุดมุ่งหมายของสติปัฏฐานภาวนา
ไมว่าจะทำอะไรเราต้องทำอย่างมีจุดมุ่งหมาย ในการภาวนาก็เช่นเดียวกัน จุดมุ่งหมายของการเจริญสติปัฏฐานภาวนาคือ การล่วงพ้นจากสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง เมื่อสิ่งเศร้าหมองหรือความไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ปรากฏขึ้นในจิตใจ ย่อมเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ หากเราปรารถนาความสุขและความบริสุทธิ์หมดจดแห่งจิตใจ เราก็เพียงแต่ขจัดสาเหตุแห่งความทุกข์เหล่านี้ด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่นสำรวมระวังกายใจหรือต่อสู้เอาชนะจนกระทั่งสามารถกำจัดเครื่องเศร้าหมอง ต่างๆ ได้อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามใคร่ครวญถึงจุดมุ่งหมายดังกล่าวนั้นไม่ควรให้เกิดขึ้น ในขณะปฏิบัติภาวนา เพียงแต่ให้มีไว้ก่อนปฏิบัติได้

หน้าที่ของโยคี
นอกจากนี้ โยคีไม่ควรจดจ่อหรือตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าเพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติมากเกินไป หากโยคีมีความรู้สึกเช่นนี้โยคีควรกำหนดรู้ความรู้สึกนี้ด้วย

บ่อยครั้งโยคี อาจจะคิดหรือวิเคราะห์มากมายเกี่ยวกับการปฏิบัติของตน โดยเฉพาะโยคีที่ต้องการความก้าวหน้า อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อโยคีพากเพียรปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าไม่ก้าวหน้าโยคีก็มักจะเสียใจ ท้อใจ จนอาจถึงกับหมดศรัทธาที่จะปฏิบัติต่อไป ความรู้สึกเช่นนี้แก้ไขได้ด้วยการมีสติเข้าไปกำหนดความรู้สึกนั้นๆ

หากเราพยายามวิเคราะห์หรือเปรียบเทียบว่าเรากำลังก้าวหน้าในการภาวนาหรือไม่ ทัศนคติเช่นนี้ จะทำให้การปฏิบัติของเราล่าช้า หรืออาจถึงกับทำลายการปฏิบัติของเราได้ มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่โยคีต้องกระทำคือ กำหนดรู้อารมณ์ที่เด่นชัดในปัจจุบันขณะอย่างเที่ยงตรงและมีพลัง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอื่นที่โยคีจะต้องทำ หากโยคีสามารถทำเช่นนี้ได้จริงๆ กล่าวคือสามารถกำหนดรู้อารมณ์ทุกอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพโยคีย่อมประสบความก้าวหน้าในการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนา เหมือนการลับมีดบนแผ่นหิน
การเจริญสมาธิและปัญญานั้น อุปมาเหมือนการลับมีดที่ทื่อให้คมบนแผ่นหิน มีสองสิ่งที่ ต้องกระทำคือ วางมีดในตำแหน่งที่ทำมุมพอดีกับแผ่นหิน และใส่พลังเข้าไปอย่างสม่ำเสมอในการลับมีด หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเราก็ไม่อาจลับมีดให้คมได้เช่น ตั้งมีดไม่ถูกกับตำแหน่งหิน หรือใส่พลังไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็นต้น

การเจริญภาวนาก็เช่นกัน เราจำเป็นต้องสังเกตและ ระลึกรู้อารมณ์ต่างๆ โดยมีใจจดจ่อที่อารมณ์นั้นอย่างเที่ยงตรงและพากเพียรรักษาความจดจ่อ ต่อเนื่องในการระลึกรู้ หากปราศจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เราก็มิอาจลับปัญญาญาณให้แหลมคมได้ ถ้าขาดองค์ประกอบอันใดอันหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างแม้จะปฏิบัติจนตลอดชีวิตก็ไม่สามารถจะเจริญก้าวหน้าได้

การเจริญภาวนาที่ก้าวหน้าอยู่เสมอ
อันที่จริงโยคีสามารถรู้ได้ด้วยตนเองว่า โยคีมีความก้าวหน้าในการภาวนาหรือไม่ หากโยคีสามารถกำหนดรู้อารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เริ่มจากอารมณ์หลักในการภาวนา เช่น การพอง-ยุบ ของท้อง หรืออารมณ์อื่นใดที่ปรากฏเด่นชัดในความรู้สึกในขณะนั้น หากโยคีมีสติระลึกรู้อารมณ์ ต่างๆ โดยตลอด และตระหนักได้ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของอารมณ์เหล่านั้น ก็นับว่าใช้ได้ ไม่ต้องห่วงหรือกังวลเลยว่า การปฏิบัติภาวนาก้าวหน้าหรือไม่ หากมีสติสัมปชัญญะอยู่อย่างถูกต้อง โยคีก็กำลังก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

การเจริญภาวนานั้นคือ การพัฒนา หรือปลูกฝัง พฤติกรรมทางกาย วาจา ใจให้บริสุทธ์หมดจด ละเมียดละไม อ่อนโยนและงดงาม การรักษาตนให้บริสุทธิ์ปราศจากความด่างพร้อยนับเป็นการเกื้อกูลผู้อื่นด้วย เนื่องจากเราจะมิได้ก่อเวรภัยให้แก่ใคร นอกจากนี้ มีสิ่งที่ควรปฏิบัติ ซึ่งจะสนับสนุนให้การเจริญภาวนาของโยคีก้าวหน้า ไดแก่ การฟัง (ธรรมหรือคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์) อย่างตั้งใจ และการพากเพียรปฏิบัติด้วยความเคารพ และเอาใจใส่

โยคี ๔ ประเภท
ประสบการณ์ในชีวิตการเป็นครูผู้สอนและเป็นผู้เจริญภาวนากว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่อาตมาอยู่ที่สำนักรรมฐานและประพฤติปฏิบัติตามโอวาทของท่านอาจารยมหาสีสยาดอ ผู้มีพระคุณอย่างสูงยิ่งนั้นอาตมาได้พบโยคี ๔ ประเภท คือ

๑.โยคีที่พูดเก่งและชัดเจน คือ โยคีเหล่านี้จะเจริญภาวนาด้วยความเคารพและระมัดระวัง ไม่จงใจคิดวิเคราะห์ใดๆ และสามารถรายงานผลการปฏิบัติได้ชัดเจน อาตมาถือว่า เป็นโยคีที่ดีที่สุด มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติภาวนาและสามารถจะได้รับข่าวดีภายในเวลาเพียง ๓ สัปดาห์

๒.โยคีที่พูดเก่งแต่ไม่ชัดเจน คือรายงานผลการปฏิบัติสับสนไม่ชัดเจน โยคีเหล่านี้ไม่สามารถรายงานผลการปฏิบัติได้อย่างกระจ่างชัด แม้จะก้าวหน้าในการเจริญสมาธิและปัญญาไปด้วยดีก็ตาม

๓. โยคีที่พูดน้อยแต่ชัดเจน คือ แม้จะพูดน้อยแต่สามารถรายงานผลการปฏิบัติได้ชัดเจน โยคีเหล่านี้จะรายงานผลการเจริญภาวนาได้ชัดเจนดีมากและอาจได้ยินข่าวดีในการปฏิบัติภายใน ๖-๙ สัปดาห์ สำหรับโยคีประเภทนี้ ครูบาอาจารย์จะไม่มีภาระที่จะต้องแนะนำมาก เพราะจะสามารถแก้ไขวิธีการปฏิบัติของโยคีได้ง่ายและหากโยคีปฏิบัตตามคำแนะนำของครูบาอาจารย์ โยคีก็จะสามารถพัฒนาการปฏิบัติของตนต่อไปได้

๔. โยคีที่พูดน้อยและรายงานผลการปฏิบัติสับสน โยคีเหล่านี้จะให้คำแนะนำได้ยากลำบากมาก

ดังนี้ โยคีทั้งหลายคงสามารถแจกแจงได้ว่าตนเองเป็นโยคีประเภทใด อย่างไรก็ตามโปรดระลึกว่าโยคีไม่ควรตั้งความปรารถนาในความก้าวหน้ามากเกินไป สิ่งที่โยคีต้องทำมีอย่างเดียวเท่านั้นคือ มีสติสัมปชัญญะ ระลึกรู้การเกิดขึ้นของอารมณ์ในทุกๆ ขณะนี่คือหน้าที่หรือความรับผิดชอบประการเดียวของโยคี

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ 
จากหนังสือ ปุจฉา-วิสัชชนา วิปัสสนา
พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เครื่องตามรักษา ๕ ประการ

เครื่องตามรักษา ๕ ประการ

เมื่อเราเป็นชาวสวน เราต้องสร้างรั้วรอบสวนของเราเพื่อป้องกันสัตว์ใหญ่ทั้งหลาย กวางและกระต่ายที่อาจจะเข้ามากินต้นอ่อนทันทีที่ต้นอ่อนนั้นโผล่ขึ้นจากพื้นดิน

เครื่องตามรักษาประการแรก คือ “ศีลานุคคหิต” ซึ่งหมายถึงการกระทำอันถูกต้องตามทำนองคลองธรรม อันเป็นเครื่องป้องกันความประพฤติที่หยาบกระด้างทางกายและวาจา อันรบกวนจิตใจและเป็นตัวปิดกั้นสมาธิและปัญญามิให้เกิดขึ้น

ประการที่สอง เราต้องรดน้ำ ซึ่งเปรียบได้กับ “การฟังธรรมและอ่านพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนำสิ่งที่เราเข้าใจมาประยุกต์ใช้อย่างใส่ใจและระมัดระวัง” อย่างไรก็ตาม หากรดน้ำมากเกินไปเมล็ดก็จะเน่าเสีย เช่นเดียวกัน เป้าหมายในการอ่านและฟังธรรมก็เพียงเพื่อเกื้อกูลให้เกิดความกระจ่างในการประพฤติปฏิบัติเท่านั้น **มิใช่เพื่อทำให้เราตื่นตาตื่นใจ จนหลงทางอยู่ในข้อธรรมะอันพิสดาร** เครื่องตามรักษาประการที่สองนี้เรียกว่า “สุตานุคคหิต”

เครื่องป้องกันประการที่สาม เป็นเรื่องที่อาตมาจะกล่าวถึงในช่วงนี้ ซึ่งได้แก่ “สากัจฉานุคคหิต” หรือ “การสนทนาธรรมกับครูบาอาจารย์” ซึ่งเปรียบได้กับกระบวนการหลายอย่างในการปลูกต้นไม้ ต้นไม้ต้องการสิ่งที่แตกต่างกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน อาจจำเป็นที่จะต้องพรวนดินให้ร่วนรอบๆ รากของต้นไม้ แต่ก็ต้องไม่มากเกินไป มิฉะนั้นรากจะไม่สามารถเกาะยึดดินได้เราจะต้องตัดแต่งใบด้วยความระมัดระวังเช่นกัน และเราต้องตัดต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านมาบดบังต้นอ่อนมากเกินไปด้วย เช่นเดียวกัน

**เมื่อเราปรึกษาเรื่องการประพฤติปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ ท่านจะให้คำแนะนำในการปฏิบัติต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจำเป็นต้องใช้สิ่งใดช่วยในการปฏิบัติของเราดำเนินไปถูกทาง

เครื่องตามรักษาประการที่สี่ ได้แก่ “สมถานุคคหิต” คือเครื่องป้องกันอันได้แก่ “สมาธิ” ซึ่งปกป้องจิตจากอกุศล อันเปรียบได้กับแมลงและวัชพืช ขณะที่เราเจริญภาวนา

เราใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะมีสติตามรู้สิ่งใดก็ตามที่กำลังปรากฏที่อายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจตามความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ เมื่อสภาวะจิตมีความตั้งมั่นและมีพลังเช่นนี้ โลภะ โทสะ และโมหะ ก็ไม่มีโอกาสที่จะเยื้องกรายเข้ามาได้ ดังนั้น สมาธิ อาจเปรียบได้กับการกำจัดวัชพืชรอบๆต้นไม้ หรือการใช้ยากำจัดแมลงสูตรที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

หากเครื่องตามรักษาสี่ประการแรกนี้ดำรงอยู่ญาณทัศนะย่อมมีโอกาสที่จะเจริญงอกงามได้

**อย่างไรก็ตาม โยคีมักจะติดอยู่กับญาณขั้นต้นๆ และประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาอันเกิดจากสมาธิที่แรงกล้า ซึ่งจะปิดกั้นการปฏิบัติมิให้ก้าวหน้าต่อไปถึงวิปัสสนาญาณขั้นสูงขึ้น

โยคีจึงจำเป็นต้องประกอบด้วยเครื่องตามรักษาประการที่ห้า อันได้แก่ “วิปัสสนานุคคหิต” ซึ่งหมายถึงการเจริญภาวนาอย่างมีพลังที่สืบเนื่องต่อไปในระดับสูงโดยไม่หยุดร่ำไรเพลิดเพลินกับความสงบสุข หรือ อิฏฐารมณ์อื่นๆ อันเกิดจากสมาธิ ความปรารถนาให้ได้มาซึ่งความสุขเหล่านี้เรียกว่า “นิกันติตัณหา” ซึ่งมีความสุขุมลุ่มลึก เปรียบได้กับใยแมงมุม แมลงศัตรูพืชตัวจิ๋ว เชื้อรา แมงมุมตัวเล็กๆ หรือ อินทรีย์สารเล็กๆ ที่เป็นโทษและสามารถหยุดยั้งการเติบโตของต้นไม้ได้

**อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโยคีจะถูกกับระเบิดดังกล่าวเข้าแล้ว วิปัสสนาจารย์ผู้ชำนาญจะทราบได้จากการสอบอารมณ์และจะหนุนนำโยคีให้กลับสู่ทางอันถูกตรงได้นี้คือเหตุผลว่าเหตุใดการเล่าประสบการณ์ของโยคีให้ครูบาอาจารย์ฟัง จึงเป็นเครื่องตามรักษาที่สำคัญยิ่งนักในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

จากหนังสือรู้แจ้งในชาตินี้
พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ

ราชรถสู่พระนิพพาน

 

ดูกรเทพ หนทางที่ท่านดำเนินอยู่นี้ถูกตรงแล้ว และย่อมนำท่านไปสู่ภูมิที่ปลอดจากภัยเป็นอิสระจากความหวาดกลัวใด ๆ อันเป็นจุดมุ่งหมายของท่าน

ท่านจงขับยานอันสงัดเงียบ

๐ ล้อทั้งสองจะเป็นความพากเพียรทางกายและใจ
๐ หิริจะเป็นพนักพิง
๐ สติเป็นเกราะป้องกำบัง
๐ และสัมมาทิฏฐิจะเป็นสารถี

บุคคลไม่ว่าหญิงหรือชายผู้ครอบครองยานนี้และขับยานนี้ไปด้วยดี ย่อมดำเนินถึง “พระนิพพาน” เป็นแน่แท้

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หากอริยมรรคสามารถประกอบได้สำเร็จรูปเหมือนรถยนต์ที่มาจากสายการผลิตที่โรงงานก็คงจะดีไม่น้อย

ทว่ามันมิได้เป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติที่น่าสงสารอย่างเรา ๆ จึงต้องลงมือสร้างยานนี้เอง เราต้องติดเครื่องมืออาวุธให้ตัวเราเองด้วยศรัทธาและความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย

เราต้องตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติในทุกสถานการณ์ ฝ่าฟันความยากลำบาก ความเหนื่อยล้าความเบื่อหน่าย และความตึงเครียดจากการดิ้นรนที่จะประกอบยานของเราขึ้นมาเอง

เมื่อประกอบเสร็จแล้ว
๐ เราต้องทุ่มเทความเพียรเพื่อให้ล้อของยานนี้หมุนไป
๐ พยายามดำรงเกราะกำบังแห่งสติไว้ให้มั่นคง
๐ ตั้งมั่นอยู่ในหิริและโอตตัปปะ อันเป็นเสมือนพนักพิงที่จะให้เราอิงอาศัยได้
๐ ฝึกสัมมาทิฏฐิอันเป็นสารถีของเราให้ขับเคลื่อนไปตามทางที่ถูกต้อง

ในที่สุด หลังจากที่ผ่านญาณลำดับต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว เราก็จะได้ครอบครองราชรถแห่งโสดาปัตติมรรค เมื่อราชรถดังกล่าวเป็นของเราแล้วเราจะสามารถดำเนินสู่พระนิพพานได้อย่างสะดวกและง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อราชรถแห่งการเข้าสู่กระแสพระนิพพานได้บรรลุเป้าหมายแล้ว ก็จะไม่มีวันเสื่อมค่าหรือมีสมรรถภาพลดลง ซึ่งแตกต่างจากยานพาหนะอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ เราไม่ต้องหยอดน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วน ยิ่งใช้ก็ยิ่งแข็งแรงและมีความประณีตยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นยานพาหนะที่ปลอดอุบัติเหตุอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราเดินทางบนยานพาหนะนี้ รับประกันได้ว่าจะมีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม

ตราบเท่าที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราจะยังต้องเผชิญกับความขึ้นลง และความผันผวนของชีวิตนานัปการ

บางครั้งอะไร ๆ ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นด้วยดี แต่บางครั้งกลับต้องประสบกับความผิดหวัง ความท้อถอย ความทุกข์และโทมนัสต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้ครอบครองยานพาหนะสู่พระนิพพานแล้ว จะสามารถขับเคลื่อนผ่านเวลาแห่งความทุกข์ยากไปได้อย่างราบรื่น และไม่เสียสมดุลจนเกินไปในยามที่มีความสุข ประตูสู่อบายได้ปิดตายลงแล้ว และบุคคลผู้นั้นสามารถดำเนินไปสู่พระนิพพานอันเป็นที่ที่ปลอดจากทุกข์ภัยทั้งปวงได้ตลอดเวลา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ รู้แจ้งในชาตินี้ : บทที่ ๖ ราชรถสู่พระนิพพาน
โดย พระกัมมัฎฐานจริยะ อู บัณฑิตาภิวังสะ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐