Category Archives: หนังสือพระมหาสีสยาดอ

หนังสือพรหมวิหาร

หนังสือ “พรหมวิหาร”
โดย.. พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
ดาวน์โหลดหนังสือ คลิกที่นี่ >>>> หนังสือพรหมวิหาร

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

บทนำ

วันนี้เป็นวันเพ็ญ เดือน ๘ จุลศักราช ๑๓๒๗ (ตรงกับพุทธศักราช ๒๕๐๘) เป็นวันแรกของการแสดงธรรมเทศนาเรื่องพรหมวิหาร ในคำว่า พรหมวิหาร นี้ พรหม แปลว่า ประเสริฐ ส่วนคำว่า วิหาร แปลว่า ความประพฤติ ดังนั้น คำว่า พรหมวิหาร จึงหมายความว่า ความประพฤติอันประเสริฐด้วยการทำประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น หรือมีความหมายว่า การประพฤติอย่างพรหม โดยเป็นความประพฤติของผู้อบรมจิตด้วยการเจริญเมตตาเป็นต้น

พรหมวิหารมี ๔ อย่าง คือ
๑. เมตตา ความเป็นมิตร, ความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ
๒. กรุณา ความสงสารต่อผู้อื่นที่ตกต่ำกว่าตนเมื่อเขาได้รับความทุกข์
๓. มุทิตา ความพลอยยินดีต่อผู้อื่นที่ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าตน
๔. อุเบกขา ความวางเฉย หรือวางใจเป็นกลางต่อความสุข หรือความทุกข์ของผู้อื่นโดยคิดว่าเป็นกรรมของเหล่าสัตว์

ทั้งสี่ประการนี้คือพรหมวิหาร ซึ่งในมหาโควินทสูตร ๓ เรียกว่าพรหมจรรย์ ดังนั้น พรหมวิหารจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พรหมจรรย์ซึ่งหมายถึง ความประพฤติอันประเสริฐนั้นเอง นอกจากนั้น หากกล่าวตามอภิธรรมเทศนา พรหมวิหารนี้ก็คือ อัปปมัญญา ๔ ซึ่งหมายความว่า ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ เนื่องจากการเจริญเมตตาเป็นต้นเป็นการแผ่ความปรารถนาดีออกไปให้ทั่วถึงกันยังสัตว์โลกทั้งหลาย โดยไม่จำกัดขอบเขต ไม่มีประมาณ

Advertisements

วัมมิกสูตร : ว่าด้วยปริศนาจอมปลวก

ข้อความจากวัมมิกสูตร : ว่าด้วยปริศนาจอมปลวก

เจ้าจงใช้ ปัญญาเพียงดั่งศาตรา
ยกลิ่มสลักขึ้น คือจงละอวิชชาเสีย จงขุดมันขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดั่งศาตรา
ยกอึ่งขึ้นเสีย คือจงละความคับแค้นด้วยสามารถความโกรธเสีย จงขุดมันเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา 
ก่นทาง ๒ แพร่งเสีย คือจงละวิจิกิจฉาเสีย จงขุดมัน เสีย

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกหม้อกรองน้ำด่างขึ้นเสีย คือจงละนิวรณ์ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกเต่าขึ้นเสียคือ จงละอุปาทานขันธ์ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกเขียงหั่นเนื้อเสีย
คือ จงละกามคุณ ๕ เสีย จงขุดขึ้นเสีย.

เจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดังศาตรา
ยกชิ้นเนื้อขึ้นเสีย คือ จงละนันทิราคะ จงขุดขึ้นเสีย

นาคนั้น เป็นชื่อของ ภิกษุผู้ขีณาสพ
นาคจงหยุดอยู่เถิด เจ้าอย่าเบียดเบียนนาค จงทำความนอบน้อมต่อนาค

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
โอปัมมวรรค
วัมมิกสูตร
อ่านพระสูตร คลิกที่นี่ >>>> วัมมิกสูตร

หนังสือ “วัมมิกสูตร ปริศนาแห่งจอมปลวก”
โดย.. พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ)
ดาวน์โหลดหนังสือ คลิกที่นี่ >>>> หนังสือวัมมิกสูตร

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ฟังธรรมบรรยาย วัมมิกสูตร
หลวงพ่อประจาก สิริวณฺโณ
:
ตอนที่ ๑

วัมมิกสูตร : ประวัติพระกุมารกัสสปะ
:

:
:
ตอนที่ ๒
:

:
:
ตอนที่ ๓
:

:
:
ตอนที่ ๔
:

:
:
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

นิพพาน คือ อะไร

หนังสือ นิพพานกถา
โดย…พระมหาสีสยาดอ
ดาวน์โหลดหนังสือคลิกที่นี่ >>> หนังสือนิพพานกถา



นิพพาน คือ อะไร

นิพพาน หมายถึง การดับหรือการหมดสิ้นไปของสังสารทุกข์ อันเป็นวนเวียนของกิเลส (กิเลสวัฏ) เป็นวนเวียนของกรรม (กรรมวัฏ) และวนเวียนของวิบาก (วิปากวัฏ)

วนเวียนของกิเลส ประกอบด้วย
๐ อวิชชา (ความไม่รู้)
๐ ตัณหา (ความอยาก)
๐ อุปาทาน (ความยึดมั่นหรือผูกพัน)

วนเวียนของกรรม ประกอบด้วย
กรรมทั้งดีและชั่วที่ชักนำให้เกิดภพใหม่ต่อเนื่องไปไม่รู้จบ

วนเวียนของวิบาก ซึ่งมักเรียกว่า
กรรมวิบาก หมายถึงผลของกรรมทั้งดีและชั่ว

การประกอบกรรมทุกชนิดทั้งที่ดีและชั่ว เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป อายตนะ ๖ และเวทนา เป็นต้น การเห็น การได้ยิน การรู้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัส และการคิดนึกที่ปรากฏในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลหรือวิบากของกรรมทั้งสิ้น

ผู้ที่ไม่ได้ฝึกเจริญวิปัสสนาญาณเพื่อการหยั่งรู้สภาวธรรม การเห็นหรือการได้ยินตามความเป็นจริงจัดเป็นผู้โง่เขลา เมื่อเขากล่าวว่าเขาเห็นหรือได้ยินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาย่อมคิดผิดๆ ว่าเขาเป็นผู้เห็นหรือเป็นผู้ได้ยิน แท้จริงนั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนหรือบุคคลที่เห็นหรือได้ยิน ความเห็นผิดอย่างนี้ทำให้ผู้นั้นหลงเชื่อว่าสิ่งต่างๆ เที่ยงแท้ถาวร และน่าปรารถนาพอใจ จึงเป็นการก่อให้เกิดความทะยานอยากขึ้น ซึ่งจะพอกพูนเพิ่มมากจนกลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นในเวลาต่อมา และนี่คือกระบวนการขยายอาณาจักรของกิเลส

ทันทีที่ความยึดมั่นเกิดขึ้น คนเราจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับอารมณ์ที่ตนปรารถนา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสังขารหรือความพยายามทำกรรม ในที่นี้เราอาจกล่าวได้ว่าเป็นการปรุงแต่งการกระทำต่างๆ และหากบุคคลตายไปในขณะที่ประกอบกรรมนั้นอยู่ ก็จะส่งผลให้เขาไปเกิดใหม่ เนื่องจากปฏิสนธิจิต (จิตที่เกิดในภพใหม่) ย่อมเกิดต่อจากจุติจิต (จิตในขณะตาย) เมื่อมีการตายก็มีการเกิดในภพใหม่ติดตามมา จึงกล่าวได้ว่าการทำกรรมเป็นเหตุให้เกิดวิบาก และวิบากนั้นเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ฯลฯ ต่อเนื่องกันไป

ดังนั้น วิปากวัฏจึงส่งผลให้เกิดกิเลสวัฏ และกิเลสวัฏส่งผลให้เกิดกรรมวัฏ การหมุนเวียนของวัฏฏะ ๓ นี้ หมุนไปอย่างต่อเนื่องไม่มีทีสิ้นสุด ตราบใดที่เรายังไม่ได้กำหนดรู้การเกิดดับของขันธ์ ๕ บรรลุวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ ตามลำดับ จนถึงมรรคญาณ ผลญาณ และนิพพาน การบรรลุนิพพานจะทำลายอวิชชาและสหายสนิทคือกิเลส ทำให้ไม่สามารถเกิดการปรุงแต่งกรรมใหม่ขึ้นได้อีก ส่วนกรรมเก่าที่ได้ทำมาก่อนก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม (กรรมเลิกให้ผล) ไม่ส่งผลให้เกิดภพใหม่อีกต่อไป สำหรับพระอรหันต์จึงไม่มีการเกิดใหม่หลังจากจุติจิตได้ดับลง เป็นการตัดเชือกแห่งภพให้ขาดลงอย่างสิ้นเชิงในขณะบรรลุนิพพาน

ในรัตนสูตรพบข้อความว่า นิพฺพนฺติ ธีรา ยถยํ ปทีโป (ท่านเหล่านั้นเป็นปราชญ์ ดับสิ้นไปเหมือนประทีปดวงนี้) ซึ่งกล่าวการดับขันธ์ของพระอรหันต์ว่าเป็นเหมือนการดับไปของเปลวไฟ กรรมเก่าของพระอรหันต์กลายเป็นกรรมที่ไม่ให้ผล และไม่มีกรรมใหม่ที่จะให้ผลปฏิสนธิอีก จึงเท่ากับเป็นการดับไฟแห่งภพทั้งปวง

จากหนังสือนิพพานกถา (บทที่ ๑ นิพพานคืออะไร)
โดย พระมหาสีสยาดอ
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์