Category Archives: อาจารย์วศิน อินทสระ

ศรัทธากับปัญญา

ในการบรรยายที่แห่งหนึ่ง ผมได้ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมชาวพุทธไทยเราส่วนมากจึงต้องการกันนัก ต้องการหนาเรื่องเหรียญหรือวัตถุมงคล ซึ่งต้องทำต้องซื้อหาด้วยราคาแพง

เช่นวัตถุหรือเหรียญที่ทำด้วยทองคำ เป็นต้น เขานับถืออะไรกันแน่ เขานับถือทองคำหรือว่าคำสอน

ทำไมชาวพุทธเราจึงชวนกันหลงใหล ในวัตถุมงคลในรูปเคารพ เครื่องรางของขลัง ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นศาสดาของเราทรงปฏิเสธ ไม่สนับสนุน เพราะว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอทางจิตใจ

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><><>

เราต้องสำรวจตัวเอง ต้องตระหนักว่าต้องนับถือศาสนาด้วยปัญญาไม่ใช่ด้วยศรัทธาเพียงอย่างเดียว เพราะว่าปัญญาเป็นหัวใจของบัณฑิตหรือผู้รู้ผู้ฉลาดทั้งหลาย

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><><>

ฟังธรรมบรรยาย
ศรัทธากับปัญญา
อาจารย์วศิน อินทสระ

ความสิ้นกิเลสเป็นธงชัยของเรา

ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกิเลส ตราบนั้นควรนำชีวิต พุ่งไปสู่คุณค่าที่สูงกว่าอยู่เนืองนิตย์ ไม่ควรติดอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง

การกระทำต่างๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งแต่ละช่วงนั้น ควรถือเพียงเป็นพื้นฐานเพื่อให้ก้าวต่อไป

ไม่ใช่ย่ำเท้าอยู่กับที่ อันเป็นเหตุให้เสียเวลานานเกินไป

ความสิ้นกิเลส (อาสวักขยญาณ) เป็นธงชัยของเรา

เราต้องก้าวไปสู่จุดนั้น

อนุทินทรรศนะชีวิต
อาจารย์วศิน อินทสระ
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๑
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

จากหนังสือ อนุทินทรรศนะชีวิต
อาจารย์วศิน อินทสระ

ทางให้พบสิ่งอันเป็นสาระ

ทางให้พบสิ่งอันเป็นสาระ
จากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี เล่ม ๑
โดย… อาจารย์วศิน อินทสระ

พุทธภาษิต
อสาเร สารมติโน สาเร จ อสารทสฺสิโน
เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา
สารญฺจ สารโต ญตฺวา อสารญฺจ อสารโต
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา

คำแปล
บุคคลใดเห็นสิ่งอันไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งอันเป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ บุคคลนั้น มีความดำริผิดประจำใจ ย่อมไม่อาจพบสาระได้

ส่วนบุคคลใดเห็นสิ่งอันเป็นสาระว่าเป็นสาระ สิ่งอันไม่เป็นสาระว่า ไม่เป็นสาระ บุคคลนั้นมีความดำริถูกประจำใจ ย่อมสามารถพบสิ่งอันเป็นสาระ

อธิบายความ

หากจะตั้งปัญหาถามก่อนว่า อะไรคือทางให้พบสาระ? ก็ตอบโดยอาศัยพระพุทธภาษิตนี้เป็นหลักว่า สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบเห็นถูก อธิบายว่า ความเห็นชอบย่อมนำไปสู่การกระทำชอบและพูดชอบ ตลอดถึงความพยายามชอบ

มิจฉาทิฏฐิเป็นยอดโทษฉันใด สัมมาทิฏฐิก็เป็นยอดคุณฉันนั้น

บุคคลผู้มีสัมมาทิฏฐิประจำใจจึงเหมือนมีกุญแจไขเข้าไปในห้วงอันเต็มไปด้วยสาระ ส่วนคนมีมิจฉาทิฏฐิประจำใจ หาเป็นเช่นนั้นไม่ มีแต่จะเดินเข้ารกเข้าพง นำชีวิตไปสู่ความล่มจมล้มเหลว

เปรียบด้วยเรือ สัมมาทิฏฐิก็เป็นหางเสือให้เรือแล่นไปในทางอันถูกต้อง หลีกหินโสโครกและอันตรายต่างๆ

คนเราจะพบสาระหรือสาระก็แล้วแต่การเลือก และความเห็นอันถูกหรือผิดของตน ถ้ารู้จักเลือก และมีความเห็นถูกอยู่คู่ใจแล้ว ย่อมประสบสิ่งอันเป็นสาระจนได้

หากจะตั้งปัญหาถามว่า อะไรคือทางให้พบสาระ? ก็ตอบโดยอาศัยพระพุทธภาษิตนี้เป็นหลักว่า สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบเห็นถูก อธิบายว่า ความเห็นชอบย่อมนำไปสู่การกระทำชอบและพูดชอบ ตลอดถึงความพยายามชอบ

มิจฉาทิฏฐิเป็นยอดโทษฉันใด สัมมาทิฏฐิก็เป็นยอดคุณฉันนั้น คนเราจะพบสาระหรือสาระก็แล้วแต่การเลือก และความเห็นอันถูกหรือผิดของตน ถ้ารู้จักเลือก และมีความเห็นถูกอยู่คู่ใจแล้ว ย่อมประสบสิ่งอันเป็นสาระจนได้

เรื่องประกอบ : เรื่องอาจารย์สัญชัย

สัญชัยเป็นคณาจารย์คนหนึ่ง บรรดาคณาจารย์มากมายในกรุงราชคฤห์ สัญชัยพอใจเป็นนักพรตประเภทปริพพาชก ดังนั้น บางคราวเราจะได้ยินคำว่า สัญชัยปริพพาชก เขาเป็นอาจารย์ของพระสารีบุตรและโมคคัลลานะ ในสมัยที่ท่านทั้งสองยังเป็นหนุ่มชื่อ อุปติสสะ และโกลิตะ อยู่

ขอกล่าวเรื่องของท่านทั้งสองเล็กน้อยก่อน เพื่อให้เรื่องเชื่อมกันสนิท

ในสมัยเป็นฆราวาส อุปติสสะ และโกลิตะ เป็นเพื่อนรักกันและมั่งคั่งด้วยกันทั้งสองคน บิดาของอุปติสสะ เป็นผู้ใหญ่บ้านในอุปปติสสคาม บิดาของโกลิตะ ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านในโกลิตคาม สองตระกูลนี้มีความสัมพันธ์เป็นสหายกันมา ๗ ชั่วอายุคนแล้ว

เมื่อเติบโต ทั้งสองได้ศึกษาศิลปศาสตร์อันเป็นทางเลี้ยงชีพและทางนำมาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงสำเร็จทุกประการ เขาชอบไปดูมหรสพบนยอดเขา ย่อมหัวเราะในที่ควรหัวเราะ เศร้าสลดในที่ควรเศร้าสลด และให้รางวัลแก่ผู้แสดงที่ตนชอบใจ

ต่อมาวันหนึ่ง อุปติสสะ มีอาการแปลกไป คือนั่งเฉยเหมือนคิดอะไรอย่างหนึ่งอย่างลึกซึ้ง ว่า คนเหล่านี้ ไม่ถึงร้อยปีก็คงจักต้องตายกันหมด จะเพลิดเพลินอะไรกันอยู่ เราน่าจะแสวงหาโมกขธรรม

โกลิตะ เห็นด้วย จึงพากันออกแสวงหาโมกขธรรม (ธรรมอันเป็นทางให้พ้นทุกข์) ทั้งสองตกลงกันแล้ว พร้อมด้วยบริวารคนละ ๕๐๐ ออกบวชในสำนักของอาจารย์สัญชัย

ตั้งแต่ทั้งสองสหายบวชแล้ว สัญชัยก็เป็นผู้เลิศด้วยลาภและบริวาร ล่วงไปเพียง ๒-๓ วัน อุปติสสะ และโกลิตะก็สามารถเรียนจบคำสอนของอาจารย์ เมื่อทราบจากอาจารย์สัญชัยว่า ไม่มีคำสอนอื่นใดอันยิ่งกว่านี้แล้ว เขาทั้งสองคิดกันว่า การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาจารย์สัญชัย ไม่มีประโยชน์อะไร เราทั้งสองออกบวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม แต่ไม่สามารถพบได้ในสำนักของอาจารย์ผู้นี้ อันชมพูทวีปนี้ กว้างใหญ่นัก เราเที่ยวไปในคามนิคม ชนบทราชธานี คงจักได้อาจารย์ผู้แสดงโมกขธรรมเป็นแน่แท้

ตั้งแต่นั้น ใครพูดว่าที่ใดมีสมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต, ทั้งสองก็ไปทำการสากัจฉากับสมณพราหมณ์นั้น ปัญหาที่เขาถาม, อาจารย์เหล่านั้นไม่อาจแก้ได้ เขาเที่ยวสอบหาอาจารย์ทั่วชมพูทวีป แต่ไม่ประสบ จึงกลับมาสู่สำนักเดิม นัดหมายกันว่าใครได้บรรลุอมตธรรมก่อนขอจงบอกแก่กัน

สัญชัยปริพพาชก เป็นอาจารย์ของพระสารีบุตรและโมคคัลลานะในสมัยที่ท่านทั้งสองยังเป็นหนุ่มชื่อ อุปติสสะ และโกลิตะ พากันออกไปแสวงหาโมกขธรรม เมื่อทราบจากอาจารย์สัญชัยว่า ไม่มีคำสอนอื่นใดอันยิ่งกว่านี้แล้ว เขาทั้งสองจึงคิดว่า ไม่ควรอยู่ในสำนักนี้ต่อไป

ระยะนั้น พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ เวฬุวัน อันพระราชาพิมพิสารทูลถวาย

พระสาวกรูปหนึ่ง ในจำนวนปัญจวัคคีย์ คือพระอัสสชิ ออกบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ในเช้าวันหนึ่ง อุปติสสะบริโภคอาหารเช้าแล้วก็ออกแต่เช้าเหมือนกัน เขาได้เห็นพระอัสสชิแล้ว รำพึงว่า “นักบวชอย่างนี้ เราไม่เคยพบเลย คงจักเป็นรูปหนึ่งรูปใด บรรดาผู้บรรลุแล้วซึ่งพระอรหัตตผลในโลก ไฉนหนอเราจักเข้าไปสอบถามความสงสัยของเราได้”

เขากลับคิดว่า เวลานี้ ยังไม่ควรก่อน เพราะพระกำลังบิณฑบาต จึงติดตามไปข้างหลัง เขาเห็นพระเถระได้อาหารบิณฑบาตพอสมควรแล้ว ไปสู่ที่แห่งหนึ่งเพื่อฉัน เขาเห็นพระเถระแสดงอาการว่าจะนั่ง จึงได้จัดตั้งของปริพพาชกสำหรับตนถวาย เมื่อพระเถระฉันเสร็จแล้วก็ได้รินน้ำในกุณโฑของตนถวายแล้วถามว่า

“อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชอุทิศใคร? ใครเป็นศาสดาของท่าน? ท่านชอบใจธรรมของใคร?”

พระอัสสชิ คิดว่า “โดยปกติ ปริพพาชก ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพพาชกนี้” แต่ได้กล่าวถ่อมตนก่อนว่า

“ผู้มีอายุ! ข้าพเจ้ามาสู่ธรรมวินัยนี้ไม่นานนัก ยังเป็นผู้ใหม่อยู่ ข้าพเจ้าไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้”

ปริพาชกเรียนว่า “ข้าพเจ้าชื่ออุปติสสะ ขอพระผู้เป็นเจ้าจงกล่าวธรรมตามสามารถเถิด จะน้อยหรือมากไม่สำคัญ การแทงตลอดธรรมนั้นเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการแต่ใจความเท่านั้น”

พระอัสสชิจึงแสดงหลักสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาทั้งปวง อันรวมเอาหลักอริยสัจและปฏิจจสมุปบาทไว้ด้วย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หลักแห่งเหตุผล ดังนี้

“สิ่งทั้งปวง ย่อมมีเหตุ เกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสบอกเหตุ และวิธีดับไว้ด้วย พระมหาสมณะ (พระพุทธเจ้า) มีปกติตรัสอย่างนี้”

อุปติสสปริพพาชกฟังแล้วเพียง ๒ บทต้นเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เมื่อพระเถระกล่าวจบลง เขาได้เรียนท่านว่า “ท่านไม่ต้องขยายธรรมเทศนาให้ยิ่งขึ้นไป แต่ว่า ข้าพเจ้าอยากทราบว่า พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ใด”

พระอัสสชิตอบว่า เวลานี้พระศาสดาประทับอยู่ ณ เวฬุวันกลันทกนิวาปะ

ปริพพาชกเรียนว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ! ขอท่านได้โปรดล่วงหน้าไปก่อนเถิด ข้าพเจ้ามีเพื่อนอยู่คนหนึ่งได้ทำสัญญากันไว้ว่า ผู้ใดได้บรรลุธรรมก่อน จงบอกกัน ข้าพเจ้าจักไปบอกเพื่อนแล้วพากันไปสู่สำนักของพระศาสดา”

เขาหมอบลงแทบเท้าของพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วไปสู่อารามของปริพพาชกเพื่อบอกธรรมแก่โกลิตะผู้สหาย

โกลิตะเห็นสหายมา สังเกตสีหน้าและอาการแล้วรู้ว่า อุปติสสะคงได้บรรลุธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่แท้ จึงถามอุปติสสะบอกความทั้งปวงแล้ว โกลิตะก็ได้สำเร็จ โสดาปัตติผลเหมือนกัน

ทั้งสองชวนกันไปเฝ้าพระศาสดา แต่อุปติสสะ ระลึกถึงอาจารย์ จึงเข้าไปหาอาจารย์เล่าความทั้งปวงให้ฟัง แล้วชวนอาจารย์ไปเฝ้าพระศาสดาด้วย แต่สัญชัยไม่ยอมไป อ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ชั้นครูบาอาจารย์แล้ว ไม่ควรไปเป็นศิษย์ของใครอีก

เมื่อสองสหายคะยั้นคะยอหนักเข้า สัญชัยจึงถามว่า ในโลกนี้มีคนโง่มาก หรือคนฉลาดมาก สองสหายตอบว่า มีคนโง่มาก สัญชัยจึงสรุปว่า ขอให้พวกฉลาดๆ ไปหาพระสมณโคดมเถิด ส่วนพวกโง่ๆ จงมาหาเราและอยู่ในสำนักของเรา

เมื่อเห็นว่าชักชวนอาจารย์ไม่สำเร็จแน่แล้ว สองสหายก็จากไป ศิษย์ในสำนักของสัญชัยได้ตามไปด้วยเป็นจำนวนมาก ประหนึ่งว่าอารามนั้นจะว่างลง สัญชัยเห็นดังนั้น เสียใจจนอาเจียนออกมาเป็นเลือด ศิษย์ของสัญชัย ๒๕๐ คน คงจะสงสารอาจารย์จึงกลับเสียในระหว่างทาง คงติดตามสองสหายไป ๒๕๐ คน

เมื่อเขาทั้งสองถึงเวฬุวันนั้น เป็นเวลาที่พระศาสดากำลังแสดงธรรมอยู่ ท่ามกลางบริษัท ทอดพระเนตรเห็นสองสหายกำลังมา จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! สองสหาย คืออุปติสสะ และโกลิตะกำลังมา เขาทั้งสองจักเป็นอัครสาวกของเรา”

สองสหายถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาแล้ว

พระศาสดาทรงขยายพระธรรมเทศนาพุ่งเอาอุปนิสัยของบริวารแห่งสหายทั้งสองเป็นเกณฑ์ เพื่อให้ได้สำเร็จมรรคผลก่อน เมื่อจบเทศนา บริวารทั้งหมด ๒๕๐ คนได้สำเร็จอรหัตตผล ส่วนสองสหายยังไม่ได้บรรลุ เพราะเหตุไร?

ท่านว่าสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่ ต้องมีคุณาลังการมากมาย เหมือนการเสด็จของพระราชาย่อมต้องมีการเตรียมการมากกว่าสามัญชน อนึ่งคนมีปัญญามาก ย่อมต้องไตร่ตรองมาก มิได้ปลงใจเชื่อสิ่งใดโดยง่าย แล้วใคร่ครวญให้เห็นเหตุ เห็นผลด้วยตนเองก่อนแล้วจึงเชื่อ แต่คนพวกนี้พอสำเร็จอะไรแล้วก็ประดับด้วยคุณาลังการทุกประการอันเป็นบริวารธรรมแห่งสิ่งอันตนได้สำเร็จนั้น

หลังจากบวชแล้ว อุปติสสะได้นามใหม่ว่า “พระสารีบุตร-บุตรของสารีพราหมณี” ส่วนโกลิตะได้นามใหม่ว่า “โมคคัลลานะ-เพราะเป็นบุตรของโมคคัลลีพราหมณี”

พระโมคคัลลานะบวชแล้ว ๗ วัน ไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตะในแคว้นมคธนั่นเอง โงกง่วงอยู่ พระศาสดาทรงแสดงธรรม บรรเทาความง่วงแล้ว ทรงแสดงธาตุกัมมฐาน จนพระโมคคัลลานะได้บรรลุพระอรหัตตผล

ฝ่ายพระสารีบุตร บวชแล้วได้ครึ่งเดือน ไปอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา กับพระศาสดา ถ้ำนี้อยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรม ชื่อเวทนาปริคคหสูตร (สูตรว่าด้วยการกำหนดเวทนา) แก่ทีฆนขปริพพาชก หลานของตนอยู่ ได้ส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหัตตผล ประดับด้วยคุณาลังการทั้งปวงมีปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ เป็นต้น

ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง พระศาสดาทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ประทานตำแหน่งอัครสาวกแก่พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ แล้วทรงแสดงพระปาฏิโมกข์

ภิกษุทั้งหลายติเตียนพระศาสดาว่า ทรงประทานตำแหน่งอัครสาวกอย่างเห็นแก่หน้า ไม่ยุติธรรม ตำแหน่งอัครสาวกควรตกแก่พระปัญจวัคคีย์รูปใดรูปหนึ่ง มีพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น หรือมิฉะนั้นก็พวกพระยสะ พวกภัททวัคคีย์ ๓๐ หรือคณะชฏิล ๓ พี่น้องมีอุรุเวลกัสสป เป็นต้น เพราะท่านเหล่านี้บวชก่อน แต่พระศาสดาละเลยภิกษุเหล่านั้นเสีย ทรงประทานตำแหน่งอัครสาวกแก่ผู้บวชใหม่เพียง ๑๕ วัน ไม่ควรเลย

พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นแล้วตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! เราให้ตำแหน่งอัครสาวกแก่สารีบุตรโมคัลลานะ เพราะอคติเห็นแก่หน้าก็หาไม่ เราให้ตามมโนปณิธานของเขาทั้งสอง อนึ่งโกณทัญญะ และภิกษุเหล่าอื้น มิได้ตั้งความปรารถนาไว้เพื่อความเป็นอัครสาวก”

เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลถามจึงตรัสเล่า ปุพพกรรมและปณิธานของภิกษุนั้น มีของพระอัญญาโกณทัญญะ เป็นต้น จนถึงปณิธานของพระสารีบุตรที่ตั้งไว้สมัยเป็นสรทดาบส ภิกษุทั้งหลายได้ฟังแล้วก็หายข้องใจ

เรื่องปุพพกรรมและปณิธานของท่านเหล่านี้มีพิสดารพอสมควรในอรรถกถาธรรมบท ท่านผู้ปรารถนาโปรดหาอ่านจากที่นั้นเถิด ข้าพเจ้าไม่นำมากล่าวในที่นี้เพราะเกรงจะยาวเกินไป

รวมความว่า ทุกท่านได้ตำแหน่งอันเหมาะสมแก่บุญบารมี และมโนปณิธานของตน

เมื่อพระศาสดาตรัสจบแล้ว พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้ทูลเล่าเรื่องปัจจุบันของตน ตั้งแต่การได้ความสังเวชสลดจิตในการไปดูมหรสพบนภูเขา จนถึงได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ แล้วชวนอาจารย์สัญชัยมาเฝ้าพระศาสดา

แต่อาจารย์สัญชัยหามาไม่ เพราะอ้างว่าเคยเป็นอาจารย์ของคนเป็นอันมากแล้ว ไม่สามารถเป็นศิษย์ของใครได้อีก

พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! สัญชัย ถือสิ่งอันไม่มีสาระว่า มีสาระ ถือสิ่งอันมีสาระ ว่าไม่มีสาระ เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ส่วนเธอทั้งสองรู้จักสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ สิ่งไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ เพราะเธอเป็นบัณฑิต ละทิ้งสิ่งอันไม่เป็นสาระ ถือเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นสาระ”

ดังนี้แล้ว ตรัสพระพุทธภาษิต ซึ่งยกขึ้นกล่าวไว้แล้วแต่เบื้องต้น นั่นแล

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เสียงอ่าน : ทางให้พบสิ่งอันเป็นสาระ

กิเลสไม่กลัวความรู้ของใคร แต่กลัวธรรมะ

กิเลสไม่กลัวความรู้ของใคร แต่กลัวธรรมะ

ถ้าคนมีความรู้แต่ไม่มีธรรมะ กิเลสยิ่งชอบ เพราะใช้เป็นเครื่องมือได้ดี เป็นเครื่องมือให้ทำความชั่วได้มาก

การประพฤติธรรมคล้ายกับการขับรถ พอคล่องแล้วก็สบาย จะให้ไปให้หยุดอย่างไรก็ได้ คนที่ยังขับรถไม่คล่อง ย่อมมีปัญหามากกระทบกระทั่งกันมาก ผู้ที่ประพฤติธรรมยังไม่คล่องก็เหมือนกัน ย่อมมีปัญหาในการประพฤติธรรมนั่นเอง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ อนุทินทรรศนะชีวิต

อาจารย์วศิน อินทสระ

ทางแห่งการบรรลุสุขอันไพบูลย์

ทางแห่งการบรรลุสุขอันไพบูลย์ในที่นี้ คือความไม่ประมาท ความประมาท คืออาการนอนใจ ไว้ใจว่า ไม่เป็นไรๆ ส่วนความไม่ประมาทตรงกันข้าม ได้แก่ ความระวัง ความมีสติรอบคอบ

คนพาล ชอบหมกมุ่นอยู่ในความประมาท เช่น การทำความชั่วแล้วชื่นชมในความชั่วอันตัวทำนั้น ทะนงตนว่าเก่งที่สามารถทำความชั่วไว้ ส่วนบัณฑิต มีปัญญาดี ย่อมคุ้มครองรักษาความไม่ประมาทไว้เหมือนทรัพย์อันประเสริฐ

เหมือนอย่างว่า คนทั้งหลายเห็นคุณค่าของทรัพย์ ว่าเป็นเครื่องค้ำจุนให้ตนดำเนินชีวิตไปได้ด้วยดี เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งของความสุขแล้ว คุ้มครองรักษาทรัพย์ด้วยดี ฉันใด คนมีปัญญาก็ฉันนั้น เห็นคุณค่าของความไม่ประมาทว่า เป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรมนานาประการ ตั้งแต่อย่างต่ำไปถึงอย่างสูงแล้ว ย่อมรักษาความไม่ประมาทนั้นไว้ เพื่อความสุขอันไพบูลย์

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี เล่ม ๑
โดยอาจารย์วศิน อินทสระ

อริยสัจ ๔ ต้องศึกษาด้วยการปฏิบัติ

หากท่านจะถามชาวพุทธ หรือนักเรียนนักศึกษาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เขาจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔
…………………………………….

อริยสัจนั้น เพียงหัวข้อ ๔ ข้อ ก็จำได้ไม่ยาก เด็กเล็กๆ ก็ท่องได้ พร้อมทั้งเข้าใจความหมายด้วย แต่อริยสัจไปยากอยู่ที่ภาคปฏิบัติ คือ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ เพื่อละสมุทัยและเพื่อให้ถึงนิโรธนั้น ไม่ง่ายเลย

การจะศึกษาอริยสัจให้สมบูรณ์จึงต้องมีภาคปฏิบัติด้วย คือ เรียนไป ปฏิบัติไป แม้จะได้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ต้องค่อยๆ สะสมบารมีเป็นพื้นฐานขึ้นไปทีละขั้น เพราะจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่แท้จริงของการศึกษา ก็คือการปฏิบัติ ปราศจากการปฏิบัติแล้ว การศึกษาก็ไม่มีรสอะไร

อริยสัจในขั้นปฏิบัตินี้เองแม้คนแก่อายุมาก แตกฉานในวิชาการต่างๆ เป็นปราชญ์ มีคนยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ก็ยากที่จะปฏิบัติได้ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ทรงยอมรับว่า เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ นี้เอง จึงต้องทรงท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏเสียเป็นเวลานาน

จากหนังสือ อริยสัจ ๔
โดย อาจารย์วศิน อินทสระ
สำนักพิมพ์ธรรมดา
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

อ่านเพิ่มเติม
โรหิตัสสสูตร : พระพุทธเจ้าตรัสอริยสัจ ๔ ไว้ที่ไหน

ราคะกับจิต

ราคะกับจิต

พระพุทธภาษิต
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฐิ สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ

ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐิ น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ

คำแปล
เหมือนอย่างว่า เรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ฉันใด
จิตที่ยังมิได้อบรมให้ดี ก็ฉันนั้น ราคะย่อมเสียดแทงได้

ส่วนเรือนที่มุงดี ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันใด
จิตที่อบรมดีแล้วก็ฉันนั้น ราคะย่อมเสียดแทงไม่ได้

อธิบายความ

ราคะ ตามตัวอักษร แปลว่า “ย้อม” มาจากรากศัพท์ว่า “รช” หมายความว่า ย้อมจิตให้แปรรูปไป เสียปกติภาพของจิต ทำให้เห็นวิปริตวิปลาสว่างาม แม้ในสิ่งอันไม่งาม เหมือนสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของสวมแว่นเขียวให้ ทำให้มองเห็นหญ้าแห้ง ฟางแห้งเป็นเขียวสดไปหมด สิ่งที่ไม่งาม คือกายนี้ เพราะเต็มไปด้วยของไม่สะอาด

ในภาษาไทย นิยมแปลราคะว่า “ความกำหนัด” กล่าวคือ ความใคร่ในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ

ราคะ หรือความกำหนัดในกาม มีอิทธิพลต่อชีวิตคนมาก นักจิตวิทยาบางท่าน เช่น ซิกซ์มันด์ ฟรอยด์ ได้มีความเห็นถึงกับว่า พฤติกรรมทั้งปวงของมนุษย์ มีความกำหนัดในกามเป็นแรงกระตุ้น

คนทั่วไปก็มองเห็นว่า ราคะมีแรงผลักดันรุนแรงเพียงใด เป็นสิ่งเสียดแทงจิตใจให้รุ่มร้อน และกลัดกลุ้มเพียงใด คนส่วนมากไม่สามารถเอาชนะได้ จึงต้องระหกระเหินและบอบช้ำด้วยความทุกข์นานาประการ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สังกัปปราคะ คือความกำหนัด
เพราะ การดำริถึง เป็นกามของบุคคล (สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม)
กามเกิดจากความดำริตริตรึก (สงฺกปฺปา กาม ชายสิ ดูก่อนเจ้ากาม เจ้าเกิดจากความดำรินี่เอง)

ราคะ หรือกาม หรือกามราคะนั้น มีอิทธิพลเหนือจิตใจของคนเป็นอันมาก และขนบธรรมเนียมของโลกแต่บางคนควบคุมไม่ได้ในบางกาละ เทศะ ได้ประกอบกรรมอันน่าบัดสี เพราะกามราคะนั้น ต้องติดคุกบ้าง เสียทรัพย์สินบ้าง เสียชื่อเสียงบ้าง มันได้ทำให้คนเสียคนมามากแล้ว ตกนรกก็มากแล้ว

อย่างไรก็ตาม ราคะ จะทำพิษ ทำภัย หรือมีอำนาจครอบงำ ก็เฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้อบรมจิตด้วยดี ส่วนผู้ที่อบรมจิตดีแล้ว ราคะย่อมไม่สามารถเสียดแทงได้ เหมือนคนอยู่ในเรือนที่มุงบังดี ฝนตกเท่าไรก็ไม่เปียก ส่วนคนที่อบรมจิตไม่ดีหรือไม่ได้รับอบรมมา เมื่อประจวบกับอารมณ์อันน่าใคร่ครั้งใด ราคะก็เสียดแทงใจครั้งนั้น เหมือนเรือนที่มุงบังไม่ดี ฝนตกทีไร คนอาศัยก็เปียกทีนั้น การอบรมจิตจึงเป็นทางลดราคะให้น้อยลง จนสิ้นไปในที่สุด

ในอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาตพระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ หน้า ๗๗
ท่านกล่าวว่า เจริญสมถะเพื่ออะไร?
ตอบว่า เพื่ออบรมจิต
ถามว่า อบรมจิตเพื่ออะไร?
ตอบว่า เพื่อให้ละราคะได้

จึงได้ความว่า วิธีอบรมจิตก็คืออบรมด้วยสมถะ ได้แก่ การทำจิตให้สงบเป็นขั้นๆ ท่านเรียกว่าฌาน ตั้งแต่ฌานที่หนึ่ง (ปฐมฌาน) จนถึงฌานที่ ๘ เป็นภาวะที่จิตสงบประณีตขึ้นไปตามลำดับ เมื่อได้ฌานตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป กามฉันทะคือความพอใจในกาม ก็สงบราบคาบลงชั่วคราว ท่านเปรียบเหมือนศิลาทับหญ้า แต่กามราคะจะถูกถอนรากถอนเชื้อก็โดยอนาคามิมรรค อันเป็นมรรคชั้นที่ ๓

……………………………………………………………………………………………………………………….
จากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี ๑ 
อาจารย์วศิน อินทสระ

ผู้เพลิดเพลินในโลกทั้งสอง

ผู้เพลิดเพลินในโลกทั้งสอง

พระพุทธภาษิต
อธิ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุญโญ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญญํ เม กตนฺติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต

คำแปล
ผู้ได้ทำบุญไว้ ย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง คือทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
เขาย่อมเพลิดเพลินว่า “เราได้ทำบุญไว้แล้ว” เมื่อไปสู่สุคติ ย่อมเพลิดเพลินมากขึ้น

อธิบายความ

ความเพลิดเพลินเป็นความต้องการของคนทุกคน ต่างกันแต่เพียงเรื่องที่จะนำความเพลิดเพลินมาให้เท่านั้น บางคนเพลิดเพลินด้วยการทำชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ เป็นต้น บางคนเพลิดเพลินด้วยอบายมุขเช่น เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน

บางคนเพลิดเพลินด้วยดนตรี, บางคนด้วยการค้นหากำไร, บางคนด้วยการเล่นการเมืองหาชื่อเสียง ฯลฯ มากมายเหลือจะจาระไนได้หมด

แต่รวมความว่า คนทุกคนชอบความเพลิดเพลิน ในบรรดาสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินทั้งหลาย “การทำบุญ” และ “การประกอบกรรมดี” ก็เป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งของคนดี และดูเหมือนจะเป็นความเพลิดเพลินที่ดีที่สุด เพราะยั่งยืนกว่าบริสุทธิ์กว่า และเป็นทางนำตนไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ด้วย

……………………………………………………………………………………………………………………….
จากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี ๑ 
อาจารย์วศิน อินทสระ

ผู้ต้องเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

ผู้ต้องเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

พระพุทธภาษิต
อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ
ปาปํ เม กตนฺติ ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต

คำแปล
ผู้ทำบาปไว้ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง
คือย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็เดือดร้อนในโลกหน้า
เขาเดือดร้อนว่า “เราได้ทำบาปไว้” และเมื่อไปทุคคติก็เดือดร้อนยิ่งขึ้น

อธิบายความ

ผู้ทำบาปแล้วเดือดร้อนหรือเศร้าโศก ในทางตรงกันข้าม คนไม่ได้ทำบาปไว้ย่อมไม่เดือดร้อน สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ใน ทุกนิบาตอังคุตตรนิกาย ๒๐/๖๓ ว่า

“เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๒ อย่าง คือ เรื่องที่ได้ทำทุจริตไว้ ๑ เรื่องที่ไม่ได้ทำสุจริต ๑”

พระพุทธองค์ตรัสว่า ความลับสำหรับคนทำชั่วนั้นไม่มี แม้คนอื่นไม่เห็น ตนเองย่อมเห็น ตนเองย่อมเป็นพยานให้ตนเองได้ว่า จริง หรือ เท็จ ได้ทำหรือไม่ได้ทำ แต่นั้นความเดือดร้อนใจก็ตามเผาผลาญผู้ทำ

ส่วนความเดือดร้อนเพราะไม่ได้ทำสุจริตไว้นั้น เป็นความเดือดร้อนเพราะว้าเหว่ ไร้ที่พึ่งทางใจ

ในชีวิตนี้ไม่มีอะไร เป็นที่พึ่งทางใจของคน ได้ดีเท่าการระลึกถึงความดีที่ตนกระทำ มันให้รู้สึกเอิบอาบในดวงจิตอย่างบอกไม่ถูก ทรัพย์ภายในคือบุญนี้ ให้ความสุขใจทุกครั้งที่ระลึกถึง

ส่วนความชั่วที่บุคคลทำไว้ ย่อมมีผลตรงกันข้าม คือให้ความทุกข์ ความเดือดร้อนทุกครั้งที่ระลึกถึง ยิ่งต้องตกนรกหมกไหม้หลังจากตายไปแล้วอีกยิ่งเดือดร้อนใหญ่ อย่างเรื่องพระเทวทัตเป็นตัวอย่าง จึงควรกลัวนรกกันไว้บ้าง อย่าเห็นแต่ความสุขปัจจุบันมากเกินไป

……………………………………………………………………………………………………………………….
จากหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี ๑ 
อาจารย์วศิน อินทสระ

ทางแห่งความดี

บุคคลแม้ปราถนาความเป็นคนดี แต่เมื่อไม่รู้จักทางแห่งความดี ก็ไม่อาจให้ความปรารถนานั้นบริบูรณ์ได้

ทำนองเดียวกัน บุคคลแม้ต้องการหลีกความชั่ว แต่เมื่อไม่รู้จักความชั่ว ไม่เห็นโทษของความชั่ว เขาจักละเว้นความชั่วได้อย่างไร

จากคำนำในการพิมพ์ครั้งที่ ๑
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญมากในการที่จะได้พบกับความสุขที่แท้จริง ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในทางแห่งความดี ชีวิตจึงจะดีงามและมีความสุขยั่งยืน

ความดีเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก ถ้าเราเรียนรู้วิธีทำความดีและรู้จักจุดความพอดีว่าอยู่ที่ใด “คนดี ทำความดีได้ง่าย ทำชั่วได้ยาก ส่วนคนชั่ว ทำความชั่วได้ง่าย ทำดีได้ยาก” (พระพุทธพจน์) ถ้าเราเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความดีอยู่เสมอ ด้วยจิตใจที่มั่นคงว่าจะไม่ละทิ้งความดีแล้ว ชีวิตของเราจะราบรื่นผาสุกตามสมควรแก่กำลังแห่งความดีที่จะอำนวยให้ ความทุกข์ย่อมมีบ้างตามธรรมดาของชีวิตที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ แต่ขอให้ถือว่า นั่นเป็นการใช้หนี้เก่าซึ่งมีแต่จะหมดสิ้นไป ถ้าเราไม่ทำเพิ่ม

ชีวิตมนุษย์มีความทุกข์มากโดยสภาพธรรมดาอยู่แล้ว มนุษย์ยังเพิ่มความทุกข์ให้แก่กันโดยการเบียดเบียนกันเข้าอีก พวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานในการดำรงชีวิตสักเพียงใด

สังคมมนุษย์จะมีความสุขที่แท้จริงได้ก็ด้วยการดำเนินอยู่ในทางแห่งความดี ไม่มีเวรกับใคร ไม่ก่อเวรและไม่ผูกเวร ไม่อาดูรด้วยกิเลส ไม่ขวนขวานเพื่อแสวงหาสิ่งเกินจำเป็น ไม่แพ้ใคร ไม่ชนะใคร เพราะไม่แข่งขันชิงชัยกับใคร สิ่งเหล่านี้แม้จะทำยาก แต่มีตัวอย่างมนุษย์ที่ทำได้อยู่ไม่น้อย

ผู้หวังสันติสุข จึงควรดำเนินชีวิตตามสันติบท ซึ่งท่านผู้ฉลาดได้ดำเนินมาแล้ว และโลกก็ได้ยอมรับว่าเป็นชีวิตที่งดงาม

จากคำนำในการพิมพ์ครั้งที่ ๓
ในหนังสือ ธรรมบท ทางแห่งความดี เล่ม ๑
โดยอาจารย์วศิน อินทสระ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐